ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 42


    ผู้ตรวจการภาษีผู้มีร่างกายอันสมบูรณ์พูนสุขจนพุงกระเพื่อมสูดลมหายใจเข้าลึกจนชุดขุนนางตึงเปรี๊ยะ พยายามสะกดกั้นโทสะที่พุ่งขึ้นจนหน้าแดงก่ำดั่งผลตำลึงสุก เขาหรี่ตาที่เล็กหยีจนแทบจะปิดมิดมองสำรวจลู่ชิงอย่างถี่ถ้วน พลางกระแอมไอออกมาเพื่อให้ดูมีสง่าราศีแบบขุนนางผู้ทรงเกียรติ ทว่าเสียงที่ออกมากลับฟังดูเหมือนเสียงหมูสำลักรำข้าวมากกว่า 

    "ใจเย็นก่อน... ไอ้บัณฑิตปากพล่อย เจ้าคงจะอ่านตำราจนฟุ้งซ่านไปหมดแล้วกระมัง" ผู้ตรวจการเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูเยือกเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

    "ข้าจะเมตตาให้โอกาสเจ้าเปิดปากพูดสักครั้ง ว่าเหตุใดเจ้าถึงบังอาจบุกรุกจวนหลวงที่พำนักของข้า และพังประตูแก่นจันทน์ราคาแพงบานนั้นทิ้งเสียยับเยิน เจ้ามีเหตุผลอันใดที่สำคัญไปกว่าชีวิตของตัวเอง หรือเพียงแค่ต้องการมาหาที่ตายในวันมงคลเช่นนี้?" 

    ลู่ชิงไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัวเลยสักนิด เขาเพียงแค่ใช้นิ้วก้อยปัดฝุ่นออกจากไหล่ชุดปะชุนของตนอย่างเชื่องช้า พลางยักไหล่ด้วยท่าทางกวนอารมณ์ 

    "อ้อ... ข้าก็แค่ตัวแทนชาวบ้านหมู่บ้านชิงหมิงผู้แสนเรียบง่าย จะมาร้องเรียนเรื่องที่มี 'สุนัขบ้า' บางตัวแอบอ้างราชโองการเที่ยวลักลอบเก็บภาษีเกินกว่ากฎหมายกำหนดไปถึงสามเท่า แถมสุนัขตัวนั้นยังมีพฤติกรรมแปลกๆ ชอบขู่กรรโชกจะเอาเด็กสาวชาวบ้านไปบำเรอกามเพื่อชดเชยหนี้อีก ไม่ทราบว่าท่านผู้ตรวจการผู้แสนปรีชา... พอจะรู้จักสุนัขที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าตัวนั้นบ้างไหมขอรับ? ข้าว่าพฤติกรรมมันดู... น่าจะโดนตอนให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลยนะ" 

    เมื่อได้ยินคำเสียดสีที่เจ็บแสบเช่นนั้น ผู้ตรวจการอ้วนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าที่มันเยิ้มเริ่มสั่นระริกก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนพุงกระเพื่อมขึ้นลงราวกับคลื่นทะเล 

    "ฮ่าๆๆ! ร้องเรียนรึ? ไอ้หน้าขน! เจ้านี่ช่างมีความขันที่น่าประทับใจนัก! ในจวนหลังนี้ข้าคือกฎหมาย ข้าคือท้องฟ้า! ในเมื่อเจ้าอยากร้องเรียนนัก... งั้นข้าจะมอบตั๋วเดินทางพิเศษให้เจ้า จงลงไปร้องเรียนต่อท่านมัจจุราชในนรกเสียเถอะ บางทีท่านอาจจะลดภาษีวิญญาณให้เจ้าบ้าง!" 

    เขาสะบัดมืออันอวบอ้วนสั่งการบ่าวไพร่และมือปราบรับใช้นับสามสิบคนที่ล้อมอยู่อย่างบ้าอำนาจ 

    "จัดการมัน! สับพวกมันให้เป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปทำไส้ซาลาเปาให้สุนัขกิน!" 

    ทว่าในขณะที่บ่าวไพร่เหล่านั้นเงื้อไม้เงื้อดาบกรูกันเข้าไป ยอดฝีมือผู้คุ้มกันร่างยักษ์สองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับยังคงยืนนิ่งสนิทประดุจรูปปั้นศิลา แววตาของพวกเขาเย็นชาและมองข้ามเด็กหนุ่มทั้งสองไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับมองว่าการจะให้ยอดฝีมือระดับพวกเขาต้องขยับกายไปจัดการ "มดปลวก" ที่แต่งกายรุ่งริ่งเช่นนี้ เป็นเรื่องที่น่าสมเพชและแปดเปื้อนเกียรติยศเกินไป 

    "อั่ก! โอ๊ย! คุณพระช่วย!" 

    ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว เสียงร้องระงมที่สลับกับเสียง "ตุ้บตั้บ" ก็ดังสะท้อนไปทั่วลานจวน ลู่ชิงไม่ได้แม้แต่จะสะบัดชายเสื้อให้เสียทรง เพียงแค่เขาก้าวย่างอย่างเรียบง่าย บ่าวไพร่ที่พุ่งเข้ามากลับกระเด็นหวือไปคนละทิศละทางราวกับชนเข้ากับกำแพงเหล็กที่มองไม่เห็น บางคนลอยไปติดบนกิ่งไม้ บางคนม้วนตัวลงไปนับมดบนพื้นดิน ส่วนฉินอวี้ก็วาดเพลงกระบี่อย่างสำเริงอารมณ์ เขาใช้เพียงฝักกระบี่ "เคาะ" เข้าที่หัวและจุดยุทธศาสตร์ของพวกบ่าวไพร่ประหนึ่งกำลังตีระฆังเรียกขวัญ ภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ บ่าวไพร่สิบกว่าคนก็กองรวมกันเป็นเนินเขาขนาดย่อมประดับลานจวนอย่างสวยงาม 

    ผู้ตรวจการอ้วนเห็นภาพนั้นแล้วถึงกับหน้าซีดเป็นสีเผือกเหงื่อกาฬไหลหยดติ๋ง เขาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางขมวดคิ้วมุ่น 

    "ไอ้พวกนี้... สงสัยจะมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง" เขาเริ่มฝืนยิ้มแห้งๆ พลางโบกมืออย่างกระสับกระส่าย 

    "เอาอย่างนี้! เห็นแก่ความขี้เล่นของพวกเจ้า ข้าจะลดภาษีให้หมู่บ้านชิงหมิงเหลือแค่สองเท่าพอ! เป็นอย่างไร? นี่ข้าเมตตาสุดๆ แล้วนะ ราวกับเป็นนักบุญมาโปรดพวกเจ้าเลยทีเดียว!" 

    ลู่ชิงแสร้งทำหูทวนลม พลางหันไปแคะหูและเอียงคอถามฉินอวี้ด้วยหน้าตาเหลอหลา 

    "ศิษย์น้อง เมื่อกี้เจ้าได้ยินเสียงแมลงวันที่ไหนบินมาตอมกองอุจจาระแถวนี้ไหม? สงสัยข้าจะหูอื้อไปชั่วขณะเพราะเสียงหมาเห่าเมื่อครู่น่ะ" พูดจบเขาก็สะกิดเท้าซัดบ่าวไพร่คนสุดท้ายที่พยายามจะลุกขึ้นมาจนปลิวว่อนไปกระแทกตั่งไม้หรูหราของผู้ตรวจการจนหักครึ่งเสียงดัง "กร๊อบ!" 

    "หยุดมือเดี๋ยวนี้! เจ้าพวกโอหังชั้นต่ำ!" ผู้ตรวจการแผดเสียงลั่นด้วยความแค้นเคืองถึงขีดสุดเมื่อเห็นทรัพย์สินพังพินาศ เขาหันกลับไปมองยอดฝีมือทั้งสองที่อยู่ด้านหลังซึ่งเป็น "ไม้ตาย" ที่เขามั่นใจที่สุด 

    "ความจริงข้าไม่ได้คิดจะรบกวนจอมยุทธ์ทั้งสองให้ลงมือกับสวะที่หาค่ามิได้เช่นพวกเจ้า แต่นี่พวกเจ้าลนหาที่ตายเองแท้ๆ! ท่านยอดฝีมือ... รบกวนพวกท่านช่วยสงบปากไอ้พวกส่อเสียดนี่ที ข้าอยากเห็นพวกมันคลานเป็นสุนัขมาร้องขอความตาย!" 

    เขามองกลับไปที่จอมยุทธ์ทั้งสองด้วยสายตาเปี่ยมหวัง ยอดฝีมือที่มีกลิ่นอายอันแข็งแกร่งและอำมหิตจนอากาศรอบด้านเริ่มกดดันจนหนักอึ้ง บัดนี้ยอดฝีมือทั้งสองเริ่มเคลื่อนไหวช้าๆ รัศมีปราณสีดำจางๆ เริ่มแผ่ออกมาจากร่างของพวกเขาประดุจปีศาจที่กำลังตื่นจากจำศีล 

    ผู้คุ้มกันร่างยักษ์ทั้งสองก้าวเดินออกมาจากเงามืดหลังตั่งไม้ด้วยท่าทางที่พยายามจะให้ดูน่าเกรงขามที่สุดในชีวิต เสียงรองเท้าหนังชั้นดีกระทบพื้นอิฐดัง ตึก... ตึก... อย่างเป็นจังหวะจนดูเหมือนจงใจซักซ้อมท่าเดินมาอย่างดี รัศมีพลังปราณขุมหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างกาย บ่งบอกถึงความสำเร็จใน "ระดับปราณอาวุธ" ซึ่งสำหรับชาวบ้านทั่วไปหรือนักเลงหัวไม้ในเมืองตงหยางนั้น พวกเขาคือปีศาจเดินดินที่ไม่มีใครกล้าตอแย 

    ด้วยความหยิ่งยโสที่พองคับอก พวกเขามองการที่ลู่ชิงจัดการบ่าวไพร่เมื่อครู่ว่าเป็นเพียงวิชาปาหี่หรือการเล่นกลราคาถูก 

    "หึ! ไอ้พวกขี้ข้าพวกนั้นมันก็แค่พวกอดอยาก จะไปมีแรงรับมือคนหนุ่มได้ยังไง" พวกเขาคิดในใจพลางปักดาบเล่มยักษ์ลงบนพื้นจนอิฐแตกกระจายเป็นวงกว้างเพื่อโอ้อวดพละกำลัง สายตาดูถูกเหยียดหยามจดจ้องไปที่ ฉินอวี้ เพียงคนเดียว เพราะสัมผัสได้ว่าเจ้าหนุ่มชุดหรูคนนี้พอจะมีพลังยุทธ์อยู่บ้าง แต่ก็คงไม่เกินระดับเด็กฝึกหัดในสายตาของพวกเขา 

    หารู้ไม่ว่า... แม้แต่ฉินอวี้ที่พวกเขาปรามาส บัดนี้ได้ก้าวข้ามไปถึง ระดับยอดขุนพลขั้นต้น ซึ่งหากเปรียบระดับปราณอาวุธของพวกเขากับฉินอวี้ ก็เหมือนเอาลูกแมวไปท้าสู้กับพยัคฆ์ร้าย ส่วนตัวลู่ชิงนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ระดับพลังของเขาสูงส่งเกินกว่าที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์ทั่วไปจะหยั่งถึงได้ จนพวกมันมองเห็นลู่ชิงเป็นเพียง "บัณฑิตไส้แห้ง" ที่บังเอิญดวงดีถีบประตูพังเท่านั้น! 

    "ไอ้หนู... เห็นแก่ที่เจ้าพอมีฝีมือ และท่าทางจะมาจากตระกูลที่มีกิน" ยอดฝีมือคนหนึ่งเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำพยายามดัดให้ดูทรงพลัง "หากเจ้าทั้งสองยอมคุกเข่าเอาหน้าไถพื้นโขกศีรษะขอขมาท่านผู้ตรวจการจนเลือดสาดกระจาย และยอมหักกระบี่นั่นทิ้งเสีย ข้าจะเมตตาหักขาพวกเจ้าแค่ข้างเดียวแล้วโยนออกไปให้สุนัขกินหน้าจวน!" 

    ผู้ตรวจการอ้วนได้ยินเช่นนั้นก็แสยะยิ้มจนเห็นเหงือกสีคล้ำ หัวเราะร่าจนไขมันที่พุงกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น 

    "ฮ่าๆๆ! ได้ยินไหม! ท่านยอดฝีมือที่ข้าจ้างมาด้วยทองคำเป็นก้อนๆ เมตตาพวกเจ้าแล้วนะ รีบคุกเข่าลงไปกราบเท้าข้าซะ ไอ้พวกขยะ!" 

    ลู่ชิงยืนนิ่งกะพริบตาปริบๆ เขาไม่ได้รู้เลยว่าระดับปราณอาวุธอะไรนั่นมันยิ่งใหญ่เพียงใดในโลกใบนี้ ในสายตาของเขา คนตรงหน้าก็แค่ชายร่างโตสองคนที่ดูเหมือนจะกินดีอยู่ดีเกินไปจนลืมวิธีใช้สมอง เขาจึงหลุดขำออกมาเสียงดัง 

    "พรืด!" 

    พลางเอานิ้วก้อยแคะหูด้วยท่าทางสุดกวนประสาท 

    "ไอ้หยา... ท่านผู้คุ้มกัน หน้าตาพวกท่านนี่ดูเหมือนจะดุดันนะขอรับ แต่ท่าทางยืนปักดาบนั่น... ท่านไปเรียนมาจากคณะงิ้วแถวไหนหรือ?" ลู่ชิงพูดยิ้มๆ พลางเดินวนรอบๆ ยอดฝีมือทั้งสองเหมือนกำลังสำรวจวัวในตลาด 

    "แล้วนั่น... ปราณสีเทาๆ ที่แผ่ออกมาน่ะ มันคือพลังยุทธ์หรือว่ามันคือ 'กลิ่นกาย' ของพวกท่านกันแน่ขอรับ? ข้าว่ามันดูอึดอัดจนข้าแทบจะสำลักตายอยู่แล้วเนี่ย!" 

    เขาหันไปกระซิบกับฉินอวี้แต่เสียงดังลั่นจวน 

    "ศิษย์น้อง... เจ้าดูท่าทางถ่างขาของพวกมันสิ ข้าว่านอกจากปราณอาวุธแล้ว พวกมันน่าจะมี 'โรคพยาธิ' หรือไม่ก็ 'ริดสีดวง' ระดับปรมาจารย์เป็นวิชาลับแน่ๆ ถึงได้ยืนขาสั่นพั่บๆ เหมือนอยากจะเข้าส้วมแต่ต้องทนยืนเก๊กอยู่แบบนี้ หรือว่าทองที่ท่านผู้ตรวจการจ่ายให้ มันหนักเกินไปจนพวกท่านเดินไม่ไหวแล้วล่ะ?" 

    "เจ้า!!! ไอ้บัณฑิตสวะปากพล่อย!" 

    ยอดฝีมือทั้งสองโกรธจนหน้าเขียวหน้าเหลือง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนแทบจะระเบิด พวกเขาไม่เคยโดนเด็กที่ใส่ชุดปะชุนรุ่งริ่งดูหมิ่นเกียรติยศระดับปราณอาวุธขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ดาบในมือเริ่มส่งเสียงหวีดหวิวด้วยความโกรธแค้นที่อัดแน่นจนแทบทะลักออกมา 

    "ข้าจะสับเจ้าเป็นพันชิ้น! จะค่อยๆ เฉือนลิ้นกวนประสาทนั่นออกมาคั่วกินทีละคำ!" หนึ่งในนั้นคำรามลั่นประดุจสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง พลางทะยานร่างเข้าหาลู่ชิงด้วยความเร็วสูงสุด ปลายดาบหนาหนักที่ห่อหุ้มด้วยปราณสีเทาพุ่งเป้าไปที่ปากของบัณฑิตหนุ่ม ตั้งใจจะดับลมหายใจและทำลายใบหน้ายียวนนั่นให้แหลกละเอียดในดาบเดียว!

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน