ตอนที่ 123 เวทยาศาสตร์แท้ เวทยาศาสตร์เทียม
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ความจริงแล้วเรื่องการทำปฏิญญาเวทกับมหาวิทยาลัยนั้นแทบจะเกิดขึ้นทุกที่ นั่นเพราะการแข่งขันของมหาวิทยาลัย พวกเขาจึงต้องพยายามรักษาข้อได้เปรียบของตนเอง
แต่ถึงอย่างนั้นการทำปฏิญญาเวทของพวกเขาก็ไม่ได้ทำอย่างเกินเลย ไม่เช่นนั้นสภาเวทมนตร์คงไม่อยู่เฉยแน่ ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับทั้งสองฝ่ายด้วย เพราะเหตุนี้นักศึกษาจึงตกลงที่จะทำปฏิญญาเวทกับมหาวิทยาลัย
อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำปฏิญญาเวทนี้ไปเสียหมด หลายคนก็เลือกที่จะปฏิเสธข้อเสนอ ซึ่งมหาวิทยาลัยก็เลือกที่จะให้อิสระกับการตัดสินใจของพวกเขา
เมอร์ลินเคยอ่านกฎหมายเหล่านี้อยู่บ้าง เขาจึงค่อนข้างรู้เรื่องของการทำปฏิญญาเวท
สรุปแล้วมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนั้นมักจะมีข้อเสนอพิเศษอย่างเวทมนตร์ระดับสูงให้เหล่านักศึกษาผู้มีความสามารถไว้พิจารณา และสามารถเลือกว่าจะทำปฏิญญาเวทด้วยหรือไม่
“ขอบใจนายมาก” เมอร์ลินกล่าวก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไป
ทว่าเสียงของเคลบี้ก็เอ่ยขึ้นมาก่อน
“นั่นนายจะเข้าห้องน้ำอย่างนั้นหรอ?”
เมอร์ลินที่ได้ยินก็หยุดชะงัก ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินไปอีกทางด้วยใบหน้าที่เฉยชา เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา ท่าทางของเขายังเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นเดิม
เคลบี้นั้นได้แต่ยิ้มและส่ายศีรษะไปมา
เมอร์ลินยังคงค้นคว้าเรื่องของเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังเวท นั่นเพราะเขาได้รับแรงบันดาลใจที่จะสร้างเคล็ดวิชาใหม่ขึ้นมา
แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้ที่จะสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิสำเร็จในครั้งเดียว
เขาสร้างเคล็ดวิชาใหม่ขึ้นมาจากการสังเคราะห์เคล็ดวิชาต่างๆ ที่ได้อ่านมา และยังได้อ้างอิงเคล็ดวิชาระดับสูงของออสตินด้วย
“มันเป็นแค่เคล็ดวิชาระดับสองอย่างนั้นหรอ? แถมยังไม่สมบูรณ์อีก” เมอร์ลินส่ายศีรษะไปมา เมื่อเขาได้ใช้รูนศาสตร์คำนวณผลลัพธ์ประสิทธิภาพของเคล็ดวิชา
ใช่แล้ว เมอร์ลินได้สร้างแบบจำลองทดลองประสิทธิภาพของเคล็ดวิชา เขาไม่ได้ทดลองบ่มเพาะจริงๆ แต่ใช้การคำนวณรูนศาสตร์ที่ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างเที่ยงตรงเป็นการพิสูจน์
เขาไม่ได้ล้มเลิกการสร้างเคล็ดวิชาใหม่ หลังจากเขาสร้างเคล็ดวิชาใหม่สำเร็จอีกครั้ง เขาก็ใช้การคำนวณรูนศาสตร์ในการพิสูจน์
“คราวนี้ตกมาอยู่ที่ระดับหนึ่งเองหรอ?” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจมากนัก
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับอารมณ์ของตนเองและเอ่ยพึมพำ
“นี่สิถึงเรียกว่าเวทยาศาสตร์ ถ้าการทดลองไม่มีความผิดพลาดมันอาจคิดว่ามันเป็นเวทยาศาสตร์เทียมก็ได้”
เวทยาศาสตร์แท้และเวทยาศาสตร์เทียมต่างกันอย่างไร
เวทยาศาสตร์คือกระบวนการประเมินความรู้ทางประจักษ์ ซึ่งหัวใจสำคัญของมันคือการเก็บหลักฐานเชิงประจักษ์และการทดลอง
เวทยาศาสตร์ที่เป็นสิ่งที่มีความชัดเจนพอจะถูกพิสูจน์ว่าผิดได้ เพราะบางทฤษฎีที่พิสูจน์ว่าผิดอาจจะเป็นทฤษฎีที่ไม่ได้กว้างขวางนัก ซึ่งต้องใช้ทฤษฎีใหม่ที่กว้างกว่าเดิม
ในขณะที่เวทยาศาสตร์เทียมมักจะคลุมเครือจนไม่มีทางผิด อย่างเช่นนักบวชที่จะใช้พลังศรัทธารักษาโรค ถ้าโรคไม่หาย นักบวชจะบอกว่าเราศรัทธาไม่พอ ซึ่งศรัทธานั้นวัดออกมาไม่ได้ ดังนั้นมันจึงไม่มีวันผิด
เวทยาศาตร์เทียมจึงเป็นระบบความคิดหรือทฤษฎีที่ไม่เกิดขึ้นทางตามกระบวนการทางเวทยาศาสตร์นั่นเอง
เมอร์ลินนั้นไม่ย่อท้อต่อการทดลองที่ผิดพลาด
ภายในห้องของเขาเต็มไปด้วยกระดาษมากมายตกถูกขยำตกอยู่เกลือนกลาด
มาร์เทลที่ดูแลบ้านหลังนี้ เขาไม่เคยเข้ามาเก็บกวาดห้องทำงานของเมอร์ลินเลยสักครั้ง เขาไม่คิดจะแตะต้องของที่อยู่ในห้องนี้เลย เพราะเขาเคารพในการเป็นนักวิชาการของเมอร์ลิน
ห้องทดลองของนักรูนศาสตร์ไม่จำเป็นต้องมีหลอดทดลองหรือเครื่องมือมากมาย พวกเขาใช้เพียงกระดาษกับปากกาที่เป็นเครื่องมือ ซึ่งส่วนสำคัญของการทดลองโดยใช้ความคิด สถานที่จึงเป็นส่วนสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการทดลองในความคิดเช่นนี้
เมอร์ลินทำการทดลองจนเช้าแต่เขาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
“นายได้นอนบ้างรึป่าวนี้ หน้าตาของนายตอนนี้แย่มาก” เคลบี้กล่าวออกมาตามตรงเมื่อพบกับเมอร์ลิน
“ฉันไม่ได้นอนมาสามวันแล้ว” เมอร์ลินตอบด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า
ความจริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาไม่ได้นอนติดต่อกันหลายวัน เพียงแต่ที่ผ่านมานั้นเขาใช้เวลาไปกับการบ่มเพาะ โดยโคจรพลังเวทอยู่ตลอดเวลา
พลังเวทที่โคจรทั่วร่างช่วยกระตุ้นร่างกายของเขาให้กระปี้กระเป่า เลยทำให้สภาพของเขาดูเหมือนไม่เป็นอะไร
แต่ตอนนี้เมอร์ลินโหมงานอย่างหนัก สภาพจึงออกมาแบบนี้
“มิน่าล่ะ ฉันถึงไม่เจอนายหลายวัน เห็นหายหน้าไปฉันก็คิดนายไปทำธุระเสียอีก” เคลบี้กล่าว
“เปล่าก็อย่างที่เห็น”
“แล้วตอนนี้นายกำลังทำอะไรถึงได้มีสภาพแบบนี้?”
เมอร์ลินคว้าแผ่นตราผลึกมาแล้วอ่านหนังสือข้างในนั้นครู่หนึ่งแล้วคืนกลับไปที่เดิม ก่อนจะหันไปตอบคำถามของเคลบี้
“ฉันกำลังคิดเคล็ดวิชาพลังสมาธิใหม่ขึ้นมาน่ะ”
หลังจากตอบเสร็จเขาก็คว้าแผ่นตราผลึกอันใหม่มา
ขณะเดียวกันเคลบี้ก็ถึงกับอ้าปากค้าง
“ดะ เดี๋ยวนะ! นี่นายกำลังคิดที่จะสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิของตนเองขึ้นมาหรอ?”
ต้องรู้ไว้ว่าการสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิของตนเองนั้นยากมาก แม้จะเป็นอัจฉริยะในระดับปริญญาทองพวกเขาก็ยังคิดเคล็ดวิชาระดับหนึ่งได้ยาก
หากสามารถทำได้สำเร็จ พวกเขาสามารถใช้มันไปเป็นวิทยานิพนธ์สำหรับจบการศึกษาได้เลยทีเดียว
แน่นอนว่านี่เป็นกรณีของสาขานักเวท ส่วนเมอร์ลินที่อยู่สาขารูนศาสตร์ย่อมไม่อาจใช้ผลงานนี้ในการเป็นวิทยานิพนธ์จบได้
เมอร์ลินยังคงอ่านหนังสือต่อเหมือนไม่มีอะไร พลางหันมาเอ่ยตอบคำถามของเคลบี้ด้วย
“ใช่แล้ว พอดีฉันได้รับแรงบันดาลใจบางอย่างขึ้นมาน่ะ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันยังไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก ฉันเลยต้องมาอ่านหนังสือที่นี่เพิ่มเติม” เมอร์ลินตอบ พร้อมกับคว้าแผ่นตราผลึกมาอ่านเรื่อยๆ
ตลอดสามวันที่ผ่านมา เมอร์ลินทำการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของเขาคือเคล็ดวิชาระดับสามเท่านั้น มันยังไม่ถึงระดับสี่ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของเขา
“นายนี่มันเหลือเชื่อจริงๆ” เคลบี้กล่าวออกมาอย่างอึ้งๆ เขาไม่คิดว่าเพื่อนตัวน้อยของเขาจะบ้าบิ่นขนาดนี้
หากเขาทำมันได้สำเร็จแล้วเอาไปขาย เด็กน้อยคงจะร่ำรวยน่าดู
“แต่นายรู้ไหมว่าวิทยานิพนธ์ประเภทนี้ไม่สามารถตีพิมพ์ลงนิตยสารวิชาการได้?” เคลบี้พอจะคาดเดาความคิดของเมอร์ลินได้จึงเอ่ยตาม
แน่นอนว่าคำพูดนี้ทำให้เมอร์ลินต้องหยุดชะงัก
“ทำไม?”
“นี่นายไม่รู้จริงๆ หรอ?”
“ใช่” เมอร์ลินตอบด้วยสีหน้าที่จริงจัง
เหมือนเด็กน้อยจะลืมคิดเรื่องนี้ไปจริงๆ
เคลบี้ถึงกับตบหน้าผากตัวเองแล้วเอ่ย “ก็เคล็ดวิชาพลังสมาธิมันเป็นความลับไง เคล็ดวิชาที่คิดค้นได้ย่อมเป็นวิชาลับเฉพาะตัวมันจะตีพิมพ์เปิดเผยออกสู่ภายนอกได้ยังไง”