สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 60 หมื่นมาลาบานสะพรั่ง ปะทะ กระบี่ก้องยุทธภพ! ปิดฉากงานประลอง

    ฉืออิงค่อย ๆ ก้าวเดินเข้ามาทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ก่อนที่นางจะตวัดดาบร่ายรำวิชาลับแห่งสำนักตน

    "กระบี่… กำเนิดบุปผา!"


    ฟึ่บ!


    นางฟันกระบี่ออกไป เกิดเป็นคลื่นปราณกระบี่พุ่งตรงไปเบื้องหน้า ทุกพื้นที่ที่คลื่นพลังวิญญาณสายนี้พาดผ่าน จะปรากฏกลีบดอกไม้มายาหลากหลายชนิดลอยละล่องห้อมล้อมคลื่นปราณ แม้รูปลักษณ์จะดูงดงามไร้พิษภัย ทว่าหากสัมผัสถึง 'จิตสังหาร' ที่แฝงอยู่ในคลื่นพลังนี้ให้ดี จะพบว่ามันน่าเกรงขามจนสามารถทำให้ผู้คนขวัญหนีดีฝ่อได้เลยทีเดียว


    เมื่อหลี่ซวนเห็นนางเปิดฉากโจมตี เขาก็ไม่รอช้า ตัดสินใจงัดวิชาที่เคยคัดลอกมาจากจางเหว่ยสวนกลับไปทันที


    "วายุสะบั้นฟ้า!"


    ฉัวะ!


    เขาตวัดกระบี่ฟันออกไป คลื่นพลังวิญญาณที่ถูกปล่อยออกมาในครั้งนี้ดุดันและทรงพลังกว่าตอนแรกที่เขาเคยใช้ออกมามากนัก ยิ่งเขาใช้วิชาเหล่านี้บ่อยครั้งเท่าไหร่ ความชำนาญก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น ทว่าข้อเสียคือ ร่างกายที่ไม่ได้ฝึกพื้นฐานของกระบวนท่านี้มาโดยตรงย่อมต้องรับภาระหนัก เขาจึงเลือกใช้เฉพาะในจังหวะที่สำคัญเท่านั้น


    ตูม!


    คลื่นกระบี่ทั้งสองสายเข้าปะทะกันอย่างจัง แรงปะทะต้านทานกันอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าเห็นได้ชัดว่าพลังของหลี่ซวนนั้นตกเป็นรอง


    เพียงอึดใจ คลื่นกระบี่บุปผาของฉืออิงก็ผ่าทะลวงคลื่นพลังของหลี่ซวนจนขาดสะบั้น แล้วพุ่งทะยานเข้าหาเขาทันที!


    หลี่ซวนตกใจมาก จึงใช้ 'ฝ่ามือสยบแปดทิศ' เพื่อตั้งรับ ทว่าจู่ ๆ กลับมีเสียงเยือกเย็นดังขึ้นจากด้านหลังของเขา


    "คิดจะใช้วิชาของสำนักหยุนซานมาต่อกรกับคนในสำนักเช่นข้า... ท่านไม่คิดว่ามันจะเป็นการดูถูกกันเกินไปหน่อยกระมัง?"


    หลี่ซวนรีบหันขวับไปทันที ทว่าช้าไปเสียแล้ว!


    ปั้ง!


    ฉืออิงอัดพลังวิญญาณใส่ในมือแล้วซัดกำปั้นเข้าใส่อย่างเต็มแรง ตรงเข้าปะทะยังจุดที่อ่อนแอที่สุดของกระบวนท่าป้องกัน จนม่านพลังของหลี่ซวนพังทลายลงในพริบตา เมื่อกระบวนท่าถูกทำลายอย่างกะทันหัน พลังสะท้อนกลับก็ดีดเข้าใส่มือของเขาอย่างจัง ราวกับว่ามือของเขาเป็นฝ่ายรับกำปั้นของนางไปเต็ม ๆ!


    "อึก!"


    ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่ท่อนแขน ในขณะเดียวกัน คลื่นกระบี่บุปผาก็พุ่งเข้ามาประชิดตัว หลี่ซวนไม่มีทางเลือก ต้องฝืนข่มความเจ็บปวด กัดฟันรีดเร้นพลังสร้าง 'โล่ไอวิญญาณ' แล้วยกแขนทั้งสองข้างขึ้นต้านรับเอาไว้


    ตูมมม!


    แรงปะทะส่งผลให้เกิดฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วลานประลอง


    ฉืออิงยืนถือกระบี่อย่างสง่างามอยู่เบื้องหน้าม่านควัน นางเอ่ยเสียงเรียบ 


    "ท่านคิดจะใช้วิชาของสำนักข้าได้ง่าย ๆ โดยไม่มีผลเสียอันใดงั้นหรือ? ทุกวิชาล้วนมีจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวของมัน... ท่านไม่รู้ข้อเสียของมันด้วยซ้ำ แม้กระบวนท่านั้นจะแข็งแกร่ง แต่หากถูกโจมตีเข้าที่จุดอ่อนแอที่สุดด้วยพลังกายที่มหาศาล พลังนั้นก็จะสะท้อนกลับไปหาตัวผู้ใช้โดยตรง ส่วนวิธีแก้... ด้วยระดับของท่านในตอนนี้ เกรงว่าคงยังทำไม่ได้"


    เมื่อกลุ่มควันจางลง ปรากฏร่างของหลี่ซวนที่ยืนหอบหายใจฮัก เลือดสีสดไหลซึมอาบเต็มสองมือ แขนของเขาชาหนึบจนแทบไม่รู้สึก ทว่าก็ยังพอฝืนขยับได้อยู่


    ‘หากเมื่อครู่ไม่ได้ทุ่มพลังเต็มสิบส่วนสร้างโล่ไอวิญญาณกันเอาไว้ เกรงว่าข้าคงแพ้ไปแล้ว...’ หลี่ซวนคิดในใจ


    "แฮ่ก ๆ... สหายแข็งแกร่งและรอบรู้จริง ๆ ข้ามีความรู้เกี่ยวกับวิชาพวกนี้น้อยนัก ไม่ทราบว่า... พอจะอธิบายเพิ่มเติมได้หรือไม่?" 


    หลี่ซวนกลับมายืนในท่าเตรียมพร้อม ก่อนจะแสร้งเอ่ยถามหน้าตาย ขณะที่มือข้างหนึ่งแอบซ่อนกระบี่ไขว้ไว้ด้านหลัง


    ฉืออิงหรี่ตาลง "ท่านคิดจะถ่วงเวลาข้าสินะ? แล้วของที่ซ่อนอยู่ข้างหลังนั่น คิดจะทำอันใดอีก?"


    "ถือว่าสหายฉลาดไม่น้อย!"


    สิ้นคำ หลี่ซวนก็อัดพลังวิญญาณลงไปในกระบี่ แล้วปาพุ่งเข้าใส่ฉืออิงสุดแรงเกิด!


    ฟิ้ว!


    คมกระบี่พุ่งแหวกอากาศดุจดาวตก เมื่อฉืออิงเห็นดังนั้น นางก็เพียงตวัดกระบี่ในมือปัดป้อง เสียงดัง ปั้ง! จนกระบี่ของหลี่ซวนกระเด็นลอยลิ่วไปไกล


    และหลี่ซวนก็อาศัยเศษเสี้ยววินาทีนั้น พุ่งประชิดตัวนางหมายจะปล่อยหมัดด้วยความเร็วสูงสุดที่มี!


    ทว่าเขาคิดผิด! ฉืออิงไม่ได้หลงกลลวงของเขาเลยแม้แต่น้อย นางเคยโดนไปแล้วรอบหนึ่งจะโดนซํ้าสองอีกได้เช่นไร นางตวัดกระบี่ฟันสวนกลับมาที่ใบหน้าของเขาอย่างเฉียบขาด!


    หลี่ซวนเบี่ยงตัวหลบด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ทว่าแม้จะตอบสนองได้เร็วเพียงใด ก็ยังไม่พ้นคมกระบี่ที่ถากหัวไหล่ของเขาไปจนเลือดสาดกระเซ็น

    "อึ้ก!"


    เขาหาได้สนใจบาดแผลไม่ ชายหนุ่มตัดสินใจใช้พลังของดวงตาเป็น ครั้งที่สาม! นัยน์ตาสีฟ้าครามพลันสว่างวาบและแปรเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มลึกลํ้า

    ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายถูกยกระดับขึ้นถึงครึ่งเท่าในทันที!


    ก่อนหน้านี้เขามองตามความเร็วของฉืออิงแทบไม่ทัน แต่ในเสี้ยววินาทีนี้ การวาดกระบี่ของนางกลับปรากฏชัดเจนในสายตา! หลี่ซวนรีบใช้พลังวิญญาณดึงกระบี่ที่กระเด็นไปให้พุ่งกลับมาหามือ พร้อมกับพลิกตัวหลบหลีกทุกการโจมตีได้อย่างหมดจด


    ฟึ่บ ๆ ๆ ๆ!


    เสียงคมกระบี่ของฉืออิงฟันฝ่าได้เพียงอากาศธาตุ ทำเอานางถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง


    ‘อีกแล้ว... เหตุใด ความเร็วของเขากลับมารวดเร็วเช่นนี้อีกแล้วล่ะ?’


    และในจังหวะที่ฉืออิงกำลังสับสน หลี่ซวนก็อาศัยช่องโหว่นั้นตวัดกระบี่ฟันสวนกลับไปทันที!


    เพร้ง!


    "อึก!" นางหลุดเสียงอุทานด้วยความคาดไม่ถึง ก่อนจะถูกหลี่ซวนโหมกระหน่ำฟันใส่อย่างหนักหน่วง ไร้ซึ่งทิศทางที่คาดเดาได้ จนร่างบางต้องก้าวถอยร่น

    คนหนึ่งจู่โจมดุดันไร้ทิศทางดั่งพายุ อีกคนตั้งรับสุดกำลังเพื่อปกป้องจุดตาย การปะทะอันดุเดือดส่งผลให้หลี่ซวนสามารถสร้างรอยแผลทิ้งไว้ตามร่างกายของนางได้สำเร็จ


    ทว่าแม้หลี่ซวนจะรีดเค้นความเร็วสูงสุดออกมาแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถหาช่องปิดฉากนางได้อยู่ดี


    จนกระทั่งขีดจำกัดเวลามาถึง... พลังจากดวงตาของเขาสิ้นสุดลง ร่างกายกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างกะทันหัน!


    เมื่อฉืออิงสัมผัสได้ว่าความเร็วของหลี่ซวนตกลงไปดื้อ ๆ นางก็ไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย พุ่งแทงกระบี่สวนเข้าที่หน้าท้องของเขาทันที!

    ปั้ง!


    แต่แล้วเหตุการณ์เหนือความคาดหมายก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง! ร่างของหลี่ซวนที่ควรจะช้าลง กลับพุ่งหลบหลีกได้รวดเร็วขึ้นมาอีกหน! แม้ความเร็วในครั้งนี้จะไม่พุ่งทะยานเท่าเมื่อครู่ ทว่ามันก็เพียงพอให้เขาปัดข้อมือของนางออกพ้นทาง พร้อมกับซัดหมัดเข้าที่หน้าของนางแต่ฉืออิงกลับหลบได้อย่างตื่นตระหนก จนหมัดนั้นเลี้ยวชนเข้ากับหัวไหล่ของนางอย่างจัง!


    ตุ้บ!


    แรงกระแทกทำเอาแขนข้างที่จับกระบี่ของฉืออิงถึงกับชาและอ่อนแรง นางต้องรีบถอยร่นสลับเปลี่ยนกระบี่ไปถือด้วยมืออีกข้างแทน

    ‘เป็นไปได้เช่นไร? เมื่อกี้เห็นได้ชัดว่าความเร็วของเขาลดลงแล้วนี่นา!’ ฉืออิงตกใจจนใบหน้างามซีดเผือด หากเมื่อครู่นางต้องเผชิญกับความเร็วระดับสูงสุดของเขา นางคงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปแล้ว


    และภาพที่ไม่น่าเชื่อก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง... หลี่ซวนที่ดวงตากลับมาเป็นปกติเมื่อครู่ พลันเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มอีกครา ทว่าครั้งนี้ มันเปลี่ยนสีเพียงแค่ดวงตาข้างซ้ายข้างเดียวเท่านั้น!


    ‘หากข้าฝืนใช้พลังของดวงตาอีกครั้ง เกรงว่าคงต้องเจ็บปวดจนมองไม่เห็นสิ่งใดแน่... ถ้างั้นข้าก็แค่ลดภาระ โดยเปิดใช้งานมันแค่ข้างหนึ่ง ก็เพียงเจ็บและมองไม่เห็นแค่ตาข้างเดียวซะก็สิ้นเรื่อง!’


    หลี่ซวนคิดค้นวิธีพลิกแพลงนี้ขึ้นมาในหัว และเมื่อลองเสี่ยงทำดูก็พบว่ามันได้ผลจริง! ทว่าสิ่งที่ต้องแลกเมื่อเขาทดลองใช้นั่นก็คือ ปฏิกิริยาการตอบสนองที่เคยเพิ่มขึ้นถึงห้าส่วน กลับลดฮวบลงเหลือเพียงสองส่วนเท่านั้น การแลกเปลี่ยนที่ดูไม่ค่อยคุ้มค่านัก... แต่สำหรับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ มันคือทางรอดที่ดีที่สุดแล้ว!


    เมื่อตั้งหลักได้ เขาก็พุ่งทะยานเข้าหานาง แล้วโหมกระหน่ำฟันกระบี่ระลอกใหม่ทันที!


    เพร้ง ๆ ๆ ๆ!


    ฉืออิงกัดฟันตั้งรับสุดชีวิต นางงัดกระบวนท่าทุกอย่างที่มีออกมาใช้จนหมดสิ้น!


    "กระบี่แยกบุปผา! บุปผาส่องดารา! กระบี่เปลี่ยนทิศ! ย่างก้าวพริบตา!"


    ทว่าต่อให้นางจะซัดกระบวนท่าใส่หลี่ซวนและคอยหลบหลีกมากเพียงใด ชายหนุ่มก็หาได้ใส่ใจวิชาเหล่านั้นไม่ เขาใช้เพียงท่า 'วายุสะบั้นฟ้า' หวดสวนกลับไปอย่างดุดัน ผสานกับวิชา 'คล้อยตามลม' เคลื่อนตัวตามติดไปโจมตี โดยไม่สนว่าร่างกายจะพังทลายอย่างไม่ลดละ


    จนกระทั่งมาถึงการปะทะครั้งสุดท้าย หลี่ซวนแผดเสียงร้องคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะทุ่มกำลังทั้งหมดฟันกระบี่ลงไปสุดแรง!


    "อ้ากกกก!"


    เพร้ง! ตูมมม!


    คลื่นพลังกระแทกจนร่างของทั้งสองกระเด็นถอยร่นออกจากกัน แรงสั่นสะเทือนก่อให้เกิดหมอกไอวิญญาณแผ่ซ่านไปทั่วลานประลอง อาภรณ์ศิษย์สำนักของฉืออิงฉีกขาดบางส่วน เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องดุจหยกที่ตอนนี้เต็มไปด้วยรอยแผลจากคมกระบี่


    ภาพความงดงามที่ตัดกับรอยเลือด ทำเอาเหล่าศิษย์ชายที่ชมการประลองอยู่ข้างสนามถึงกับใจสั่นไหวโดยไม่รู้ตัว


    ทางด้านหลี่ซวนเองสภาพก็ดูไม่ได้เช่นกัน ซ้ำยังย่ำแย่กว่านางมาก ร่างของเขาโชกไปด้วยเลือดจนแทบจะยืนไม่อยู่ นัยน์ตาสีครามข้างเดียวจ้องเขม็งไปที่ร่างของศัตรู... พลังแห่งดวงตาของเขามาถึงขีดจำกัดแล้วจริง ๆ หากขืนฝืนใช้ดวงตาข้างที่เหลืออยู่อีก เกรงว่าเขาคงตาบอดมองไม่เห็นอันใดไปไม่รู้กี่วัน

    เหล่าศิษย์จากทั้งสองสำนักที่เฝ้ามองการต่อสู้อันดุเดือดนี้ต่างลืมตาค้างแทบหยุดหายใจ!


    ต่างฝ่ายต่างไม่อยากให้สำนักตนพ่ายแพ้ ทว่าฝีมือของศิษย์สำนักเฟิงหยวนที่ชื่อหลี่ซวน กลับทำให้พวกเขาตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก การที่เขาสามารถต้อนศิษย์หลักอันดับหนึ่งของสำนักหยุนซานอย่างฉืออิงให้ตกอยู่ในสภาพนี้ได้... นับว่าเหนือจินตนาการไปมาก!


    ณ อัฒจันทร์ของสำนักเฟิงหยวน อวี่ฟ่านนั่งกัดเล็บดัง แกร็ก ๆ ด้วยความตึงเครียดถึงขีดสุด


    "โธ่... เสี่ยวหลี่น้อยของพวกเรา เหตุใดเจ้าต้องสู้จนร่างกายสะบักสะบอมขนาดนั้นด้วย แม้สภาพของแม่นางฉืออิงจะไม่ต่างกันก็เถอะ..." อวี่ฟ่านบ่นพึมพำ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียง "แต่พอเห็นสตรีที่งดงาม กับศิษย์น้องของข้าต้องมาฟาดฟันกันเลือดตกยางออกเช่นนี้... ข้าไม่รู้จะเลือกเชียร์ฝั่งไหนดีเลยจริง ๆ!"


    จางเหว่ยที่ตอนแรกพยักหน้าเห็นด้วยกับประโยคแรก พอได้ยินประโยคหลังหลุดออกมา เขาก็ถึงกับทำหน้าแหยหันขวับไปมองอวี่ฟ่าน ก่อนจะถามกลับอย่างงุนงง

    "แล้วเหตุใดท่านถึงต้องลังเลไปเชียร์ฝั่งตรงข้ามกัน?"


    "แฮะ ๆ ข้าก็แค่เผลอลืมตัวไปนิดหน่อย สาวงามบาดแผลเต็มตัวล่อตาล่อใจขนาดนั้น ใครบ้างเล่าจะไม่ไขว้เขว..."


    ทว่าระหว่างที่ทั้งสองกำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น จินซวนที่นั่งกอดอกเงียบ ๆ มาตลอดก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    "กระบวนท่าสุดท้าย... กำลังจะเริ่มแล้ว"


    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ศิษย์สำนักเฟิงหยวนรวมถึงทุกคนรอบสนามต่างกลืนน้ำลายและหันกลับไปจดจ่อที่เวทีประลองทันที และพบว่าขณะนี้... ทั้งหลี่ซวนและฉืออิงกำลังรีดเร้นพลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายออกมาเตรียมตัดสินชี้ชะตา!


    ...ตัดมาที่เวทีประลอง...


    ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางสายลมที่พัดโหมกระหน่ำ


    ฉืออิงปาดเลือดที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว "ขีดจำกัดร่างของข้าใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว... ท่านกับข้า มาจบเรื่องนี้ในกระบวนท่าเดียวเถิด"

    "ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน" หลี่ซวนตอบรับเสียงหนักแน่น


    ฟู่...


    ทั้งสองปล่อยลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพร้อมกัน ก่อนที่ฉืออิงจะเริ่มร่ายรำกระบี่ แม้ร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผล ทว่าท่วงท่าของนางกลับสละสลวยและงดงามน่าจับตาราวกับเทพธิดา!



    ริมฝีปากบางเปล่งบทกวีเคล็ดวิชาออกมาดังก้องกังวานไปทั่วลานประลอง


    "วิชากระบี่ต้องห้ามสำนักหยุนซาน!"

    "ยามจันทรานั้นลับลา หมื่นบุปผาล้วนโรยริน

    ครั้นทินกรคืนสู่พื้นดิน พลันกลืนกินอาบแสงแห่งตะวัน…

    หมื่นชีวิตบุปผาดั่งพลิกผัน ปลุกห้วงฝันสู่ความจริงในพริบตา

    จงสถิตตื่นเถิดหมื่นมาลา หวนกลับมาเบ่งบานอีกคราหนึ่ง!"

    "กระบี่... หมื่นมาลาบานสะพรั่ง!!"


    ในพริบตานั้น ปราณกระบี่ที่พวยพุ่งออกจากปลายกระบี่ก็แตกตัวออกเป็นเงากระบี่นับหมื่นเล่ม! ก่อนที่เงาเหล่านั้นจะแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็นกลีบดอกไม้สีชมพูระเรื่อ ล่องลอยปกคลุมไปทั่วทั้งลานประลอง ทว่าภายใต้ความงดงามนั้น... ทุกกลีบล้วนแฝงไปด้วยคมดาบที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกสิ่งให้แหลกเป็นจุณ! พายุกลีบดอกไม้มายาหมุนวนเกรี้ยวกราด เตรียมซัดสาดเข้าใส่ร่างของหลี่ซวนอย่างบ้าคลั่ง!


    ทางด้านหลี่ซวนก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขางัดเอาท่าไม้ตายก้นหีบของตนออกมาเช่นกัน ชายหนุ่มเปิดใช้ดวงตาข้างเดียวที่เหลืออยู่ ดวงตาสีฟ้าครามพลันแปรเปลี่ยนเป็นครามเข้มลึกลํ้า จิตสัมผัสพลันเพิ่มขึ้นอีกสองส่วน!


    เขาหลับตาลงรวบรวมสมาธิ อัดแน่น 'เจตจำนง' อันแรงกล้าที่จะไม่ลืมตัวตนว่าเขาคือหลี่ซวน ลงไปในตัวกระบี่! ชายหนุ่มตวัดปลายกระบี่วาดลายลักษณ์อักษรลงบนอากาศว่า 'หลี่ซวน' ก่อนจะจินตนาการถึงภาพความยิ่งใหญ่ของตนเองในอนาคต!


    ทันใดนั้น เงามายาร่างยักษ์ของบุรุษที่มีความสูงถึงเจ็ดจั้ง ก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหลังของเขา! และในครั้งนี้... เงามืดที่เคยมัวหมองในการประลองรอบก่อนๆกลับเด่นชัดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ จนสามารถมองเห็นเค้าโครงใบหน้าที่มีความคล้ายคลึงกับหลี่ซวนตัวจริงทุกประการ!


    เงายักษ์ง้างกระบี่ไปด้านหลัง หลี่ซวนลืมตาขึ้นพร้อมกับตวัดฟันแนวเฉียงไปสุดแรงเกิด!


    "กระบี่… ก้องยุทธภพ! สิบส่วน!!"


    "ย้ากกกกก!"


    ทั้งสองตะโกนคำรามออกมาสุดเสียงพร้อมกัน ก่อนที่วิชาท่าไม้ตายของทั้งคู่จะพุ่งเข้าปะทะกันอย่างจัง!


    ตูมมมมม!


    คลื่นไอวิญญาณรอบด้านสั่นไหวอย่างรุนแรง จนถึงขั้นทำให้ค่ายอาคมป้องกันลานประลองเกิดรอยร้าว พื้นลานประลองที่แข็งกล้าแตกกระจาย! แรงปะทะที่รุนแรงจนทำมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากฝุ่นตลบอบอวนบนลานประลอง และการโจมตีของคนทั้งสองเมื่อผสานเข้าด้วยกันในยามนี้ อานุภาพของมันรุนแรงเกือบเทียบเท่ากับการลงมือของยอดฝีมือระดับ 'ฐานวิญญาณขั้นต้น' เลยทีเดียว!


    ศิษย์ส่วนใหญ่ที่ทอดสายตามองความรุนแรงบนลานประลอง แม้จะรู้ว่ามีม่านอาคมกั้นไว้อยู่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกตกใจ จนเผลอกางม่านไอวิญญาณออกมาป้องกันโดยไม่รู้ตัว


    "บะ... บ้าไปแล้ว! ข้าเพิ่งจะรู้ก็วันนี้ ว่ายามสัตว์ประหลาดสองคนสู้กันมันเป็นเช่นนี้นี่เอง แม้จะเคยจินตนาการเอาไว้บ้าง แต่ก็ไม่นึกไม่ฝันว่าจะรุนแรงถึงเพียงนี้! หากพวกเขาเติบโตไปอยู่ในระดับที่สูงกว่านี้ มีหรือจะไม่ได้เป็นเสาหลักคนใหม่ของสำนักกัน?" ศิษย์คนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

    ทว่ากลับไม่มีเสียงใดตอบรับคำกล่าวนั้น มีเพียงการพยักหน้าเงียบ ๆ แทนความเห็นพ้องต้องกัน ขณะที่สายตาทุกคู่ยังคงจับจ้องการต่อสู้เบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบตา


    เหล่าผู้อาวุโสหลายท่านเมื่อเห็นท่าไม่ดีที่ค่ายอาคมเริ่มปริร้าว ก็รีบส่งพลังวิญญาณเข้าไปพยุงเขตอาคมเอาไว้ทันที ทว่าด้วยแรงปะทะอันมหาศาล ก็ยังคงมีกลีบดอกไม้มายาเล็ดลอดออกมาได้ ดอกไม้สีชมพูปนแดงพลันปลิวไสวออกไปนอกลานประลอง


    มันปลิวอ้อยอิ่งผ่านหน้าของศิษย์บางคน ศิษย์สตรีผู้หนึ่งที่ได้เห็นความงดงามนั้นถึงกับหลุดปากเอ่ยชม


    "สวยจัง... เหตุใดสิ่งที่งดงามปานนี้ ถึงได้ซุกซ่อนอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรงถึงเพียงนั้นเอาไว้กัน"


    "นั่นสินะ..." ศิษย์สตรีอีกคนกล่าวออกมาพร้อมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย


    แต่ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับกลีบดอกไม้มายาอันงดงาม พวกเขาก็พลันได้สติและนึกขึ้นได้ว่าการประลองยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ! สายตาทุกคู่ของเหล่าศิษย์หันขวับกลับไปจ้องมองที่เวที ซึ่งบัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันฟุ้งกระจาย


    และเมื่อกลุ่มควันเหล่านั้นจางลง ภาพที่ปรากฏก็ทำเอาทุกคนเบิกตากว้าง...


    พื้นหินที่แข็งแกร่งของลานประลองแตกร้าวทรุดตัวจนแทบไม่เหลือชิ้นดี แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตื่นตะลึงยิ่งกว่า คือร่างของคนทั้งสองที่นอนทอดกายหมดสติ เลือดสีสดอาบย้อมไปทั่วร่าง ทั้งหลี่ซวนและฉืออิง!


    เหล่าผู้อาวุโสที่มีหน้าที่รักษารีบพุ่งตัวลงไปบนเวทีเพื่อตรวจสอบอาการทันที ผู้อาวุโสทั้งสองท่านแยกกันประคองร่างของพวกเขาอย่างระมัดระวัง เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่าทั้งคู่พ่ายแพ้ต่อบาดแผลและหมดสติไปแล้ว ซ้ำยังมีอาการสาหัสปางตาย!


    ศิษย์ทุกคนที่เห็นสถานการณ์เช่นนี้ต่างตกอยู่ในความตื่นตะลึง


    "เกิดอันใดขึ้น? หมายความว่ายังไงกัน... เสมองั้นหรือ?!"


    "นะ... น่าเหลือเชื่อจริง ๆ การต่อสู้ของสองคนนั้น..."


    แปะ... แปะ... แปะ...


    ท่ามกลางความเงียบสงัด จู่ ๆ ก็มีเสียงปรบมือดังขึ้นจากฝั่งอัฒจันทร์ของสำนักเฟิงหยวน ผู้ที่ริเริ่มปรบมือก็คือ 

    'จินซวน' เขากำลังปรบมือเพื่อชื่นชมการต่อสู้อันสมเกียรตินี้อย่างจริงใจ และเมื่อทุกคนได้เห็น เสียงปรบมือก็ค่อย ๆ ดังระงมขึ้นเรื่อย ๆ จนกึกก้องลั่นสนามประลอง พร้อมกับเสียงโห่ร้องยินดีที่ดังกังวาน!


    แม้ผลลัพธ์จะปรากฏออกมาว่าเสมอกัน จนไม่อาจรู้ได้ว่าจะตัดสินหาอันดับหนึ่งได้อย่างไร แต่การต่อสู้ที่พวกเขาทั้งสองได้ฝากเอาไว้ ก็นับว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาครั้งยิ่งใหญ่สำหรับเหล่าศิษย์ระดับลมปราณแรกเริ่มทุกคนอย่างแท้จริง


    ...


    "เห... สหายจินของเรา ปกติเห็นทำหน้าเข้มขรึมอยู่ตลอดเวลา ไม่คิดว่าจะเริ่มปรบมือก่อนใครเพื่อนเลยนะเนี่ย ข้าล่ะกำลังจะทำอยู่พอดีเชียว!" อวี่ฟ่านกล่าวแซวด้วยน้ำเสียงขี้เล่น


    "การต่อสู้ของพวกเขาถือว่ายอดเยี่ยมจริง ๆ คู่ควรแก่การเป็นรอบชิงชนะเลิศเป็นอย่างมาก แม้จะเสมอกัน แต่สำหรับข้า... นี่ก็ถือเป็นการจบลงที่ดีมากแล้วล่ะ" จินซวนตอบกลับพร้อมกับเผยยิ้มบาง


    "หืม! ท่านยิ้ม! เมื่อครู่ท่านยิ้มอย่างงั้นหรือ! คนหน้าตายอย่างสหายจินก็ยิ้มเป็นกับเขาด้วยสินะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ!" อวี่ฟ่านชี้หน้าหัวเราะร่วน


    จางเหว่ยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เห็นสีหน้าของจินซวนที่เริ่มมืดครึ้มลงกะทันหัน เขาก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต จึงรีบเอ่ยห้ามปราม


    "พะ... พี่อวี่ ข้าว่าพวกเรามาหาเรื่องอื่นคุยกันดีกว่ากระมัง แฮะ ๆ..."


    "หืม? เรื่องอะไรกัน เจ้าอยากคุยกับข้าแล้วรึ? ยอดเยี่ยม! คืนนี้ข้าจะจัดงานฉลองให้เสี่ยวหลี่ พวกเรามานั่งคุยดื่มด่ำกันยันสว่างเลยดีไหม ฮ่า ๆ ๆ!"

    แต่ทว่า ในจังหวะนั้นเอง... ก็มีฝ่ามือหนาของใครบางคนวางแหมะและกำเข้าที่หัวของอวี่ฟ่าน!


    "ดูเหมือนว่า... การประลองนี้ คงไม่ได้มีแค่สองคนนั้นกระมังที่ต้องถูกส่งตัวไปรักษา เกรงว่าต้องมีเจ้าถูกส่งไปเพิ่มอีกคนแล้วล่ะมั้ง..." น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้น

    และแล้วฝ่ามือที่กำหัวของอวี่ฟ่านอยู่ก็ออกแรงบีบแน่นขึ้นเรื่อย ๆ!


    "โอ๊ย ๆ ๆ! ยอมแล้ว ๆ พอแล้ว! ปีศาจจินจะฆ่าข้าอีกแล้วววว!"

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน