เสียงแตกดังขึ้นก่อนที่ลู่เฉินจะทันตั้งตัว
ไม่ใช่เสียงโลหะ
ไม่ใช่เสียงะโ
เป็เสียงหินแตกร้าว
ดังมาจากแนวกำแพงด้านข้างโกดัง
เขาหยุดทันที
ฝุ่นหินร่วงลงเป็สาย
รอยแตกยาวแยกออกจากพื้น
ใกล้กว่าที่ควรจะเป็
“ขยับออกจากตรงนั้น!”
เสียงคนเฝ้าดังขึ้น
ไม่ใช่คำสั่ง
เป็การเตือนที่มาช้าไปครึ่งจังหวะ
ลู่เฉินก้าวถอย
พื้นใต้เท้าทรุดตัว
หินแตกเป็แผ่น
น้ำหนักตัวเสีย
ร่างเอียง
—
เขาไม่คิด
ไม่ลังเล
ลู่เฉินหมุนลำตัว
ถ่ายน้ำหนักไปที่ขาซ้าย
ก้าวสั้น
ใกล้ตัว
เท้าลงพื้น
แรงะเืวิ่งขึ้นขา
แต่ยังรับได้
เศษหินร่วงลงด้านหลัง
เสียงดังลึก
หายไปในความมืด
ถ้าเขาก้าวยาวกว่านี้
หรือเร่งเร็วกว่านี้
เขาคงตามลงไปแล้ว
—
“มีคนอยู่ข้างล่าง!”
เสียงะโดังจากอีกฟากของลาน
ชายคนหนึ่งตกลงไปในช่องที่เพิ่งเปิด
แขนเกี่ยวขอบหินไว้
ร่างแกว่งไปมา
คนเฝ้าสองคนรีบวิ่งเข้าไป
แต่หยุดพร้อมกัน
ขอบหินแตกร้าว
ไม่รับน้ำหนักเพิ่ม
“อย่าเข้าใกล้!”
เสียงหนึ่งะโ
นิ้วของชายที่ห้อยอยู่เริ่มสั่น
เหงื่อหยดลงไปในความมืด
เสียงหายใจขาด่
—
ลู่เฉินมองระยะ
ไม่ไกล
แต่ไม่ปลอดภัย
ถ้าเขาวิ่ง
พื้นจะพังเพิ่ม
ถ้าเขานิ่ง
อีกฝ่ายจะตก
ไม่มีใครบอกให้เขาทำอะไร
ไม่มีใครสั่ง
ทุกสายตาหยุดที่เขา
แล้วก็เลื่อนไปที่แขนขวาซึ่งแนบลำตัว
—
ลู่เฉินขยับเข้าไปหนึ่งก้าว
ช้า
ระวัง
พื้นส่งแรงะเืกลับมา
ขาซ้ายรับไว้
ต้นขากระตุกเล็กน้อย
เขาหยุดทันที
ไม่ใช่เพราะกลัว
แต่เพราะรู้ว่า
ถ้าเข้าไปอีก
พื้นจะไม่รับ
เขามองรอบตัว
เห็นเสาไม้เก่า
พิงกำแพงอยู่ไม่ไกล
ลู่เฉินถอยกลับหนึ่งก้าว
ทุกการเคลื่อนไหวต้องคุม
กล้ามเนื้อขาซ้ายเริ่มตึง
เหมือนถูกบีบรัดจากด้านใน
เขาหยิบเสาไม้ด้วยมือซ้าย
ยกขึ้น
น้ำหนักถ่วงไหล่
ลำตัวเอียง
เขาปรับท่า
ถ่ายน้ำหนักไปด้านหลัง
ปลายเสาครูดกับพื้นเป็ทางยาว
“จับไว้!”
เสียงเขาดัง
สั้น
ชัด
ชายด้านล่างเอื้อมมือ
คว้าเสาไว้ได้
แรงดึงกระชาก
ขาซ้ายของลู่เฉินสั่น
เข่าทรุดลงครึ่งจังหวะ
ขอบหินแตกเพิ่ม
เสียงดังกรอบ
ลู่เฉินกัดฟัน
ไม่ดึง
ไม่เร่ง
เขาขยับเท้าซ้ายครึ่งก้าว
ถ่ายแรงออกจากขอบ
ให้ชายด้านล่างปีนขึ้นเอง
ทีละ่
ช้า
แต่ไม่หลุด
—
เมื่อชายคนนั้นขึ้นมานั่งบนลานได้
ลู่เฉินปล่อยเสา
ทรุดนั่งทันที
แรงตึงสะสมะเิออก
ต้นขาซ้ายชาจนเหมือนโดนแทง
กล้ามเนื้อเกร็งแข็ง
ลมหายใจถี่
เขาพยายามยืน
แต่ขาซ้ายไม่รับคำสั่ง
ต้องใช้มือซ้ายยันพื้น
ค่อย ๆ พยุงตัว
แขนขวายังแนบลำตัว
ไม่ขยับ
ไม่ช่วยอะไร
—
คนเฝ้าเข้ามาประคองชายที่รอด
เสียงพูดคุยดังขึ้น
แต่เบากว่าปกติ
หลายสายตามองมาที่ลู่เฉิน
ไม่ใช่สายตาขอบคุณ
แต่เป็สายตาประเมิน
—
ชายวัยกลางคนคนเดิม
ยืนอยู่ไม่ไกล
มองั้แ่ต้นจนจบ
เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว
พอให้ทุกคนได้ยิน
“ตั้งแนวห้ามเข้าใกล้บริเวณนี้เพิ่ม”
เขาพูด
“ใครฝ่าฝืน
รับผิดชอบเอง”
คำสั่งถูกทำตามทันที
ไม่มีใครถาม
เขาจึงหันมาหาลู่เฉิน
สายตาไล่จากแขนขวา
ลงมาที่ขาซ้าย
ที่ยังสั่นไม่หยุด
“ถ้าเ้ารีบกว่านี้”
เขาพูด
“หรือพยายามช่วยด้วยแรง”
เขาเว้นจังหวะ
“วันนี้จะมีศพเพิ่มอีกหนึ่ง”
ลู่เฉินพยักหน้า
เขารู้ดี
“ข้าทำได้แค่นี้”
เขาตอบ
เสียงแหบจากลมหายใจที่ยังไม่เข้าที่
ชายคนนั้นมองเขาอีกครู่
ก่อนพูด
“แค่นี้
ก็พอแล้วสำหรับวันนี้”
เขาหันไปทางคนเฝ้า
“บันทึกเหตุการณ์”
“และเปลี่ยนการจัดเวร
ให้เว้นระยะตามที่เห็น”
คำสั่งนั้น
ทำให้คนรอบข้างหันมามองลู่เฉินอีกครั้ง
คราวนี้
สายตาไม่เหมือนเดิม
—
ลู่เฉินนั่งอยู่บนลานหิน
เหงื่อไหลลงตามกราม
ขาซ้ายยังชา
เหมือนแรงยังไม่กลับมา
เขามองรอยแตกบนพื้น
มองเสาไม้ที่วางอยู่
วันนี้
เขาไม่ได้สู้
ไม่ได้ใช้พลัง
ไม่ได้จับกระบี่
แต่โลกขยับตามการตัดสินใจของเขา
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น
ช้า
ระวัง
ยืนได้
แม้ขาซ้ายยังสั่น
แขนขวายังไม่กลับมา
ร่างกายยังไม่สมบูรณ์
แต่เขารู้แล้วว่า
วิธีที่เขาเลือก
ไม่ใช่แค่ช่วยคนหนึ่งคน
มันเปลี่ยนวิธีที่คนอื่น
จะมองเขาในวันถัดไป
—