“เจ้าให้อะไรท่านพ่อน่ะทำไมเขาดูเปลี่ยนท่าทีกะทันหันเช่นนั้น” จินจูสะกิดถามนาง
“ข้าก็แค่ให้ของกำนัลอย่างที่เจ้าบอกคงบังเอิญเป็นของที่ถูกใจพ่อเจ้ากระมัง”
หา...แค่ให้ของกำนัลท่านพ่อไม่น่าดีใจขนาดนั้นหรือจะถูกใจท่านพ่อมากจริงๆ?
นายท่านไห่กับฮูหยินนั่งพอเป็นพิธีไม่นานก็หาข้ออ้างขอตัวกลับก่อนนายท่านไห่เดินจากไปด้วยฝีเท้าเร็วกว่าปกติ ซูเจินแอบยิ้มขำคงอดใจไว้ไม่ไหวแล้วล่ะสิ
พอนายท่านไห่กับฮูหยินจากไป ไห่จินเฟิ่งที่เก็บความไม่พอใจที่เห็นบิดาเปลี่ยนท่าทีก็เริ่มชักสีหน้าใส่ซูเจิน
“น้องรองเจ้าดูสิครั้งนี้เจ้าคงพาจิ้งจอกเข้าบ้านเสียแล้ว ล่อลวงได้แม้กระทั่งท่านพ่อ”ถึงท่านพ่อจะแสดงออกว่ารักนางมากกว่าน้องรองแต่ใครจะรู้ดีเท่านางว่าท่านพ่อรักน้องสาวคนรองที่มีพรสวรรค์ฝึกยุทธ์มากกว่าใคร!
นางอิจฉาน้องสาวคนนี้มากเหลือเกินแต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นน้องสาวแท้ๆร่วมอุทรคลานตามกันมาถึงจะอิจฉาแค่ไหนก็ไม่อาจตัดใจทำร้ายน้องสาวตนเองได้ลงจึงได้แต่ทำตนให้ดูสูงส่งกว่า อ่อนหวานกว่า ให้บิดามารดาเอาใส่นางมากกว่าน้องสาว
พอนางบอกจะไปสอบสำนักศึกษาไม่ยอมแต่งงานที่บิดาหมายใจไว้มารดาก็สนับสนุน แม้ท่านพ่อจะโกรธแต่ก็ไม่ได้ห้ามอย่างจริงจังต่อให้น้องรองไม่มาข่มขู่นางก็เต็มใจช่วยเหลือให้น้องรองไปสอบอยู่แล้วจะได้ไปอยู่ไกลๆให้พ้นๆเสียเลย!
แต่พอเห็นนางพาใครที่ไหนก็ไม่รู้เข้าบ้านมากลุ่มใหญ่นางก็ขมวดคิ้วตอนได้ยินว่าเพิ่งเจอกันตอนไปสมัครสอบเมื่อเช้าก็ยิ่งขมวดคิ้วเข้าไปอีก
ถึงนางจะอิจฉาน้องรองแต่ก็ไม่อาจให้นางถูกคนอื่นหลอกเอาได้ อย่างไรนางก็ยังเป็นน้องของข้านะนางยิ่งซื่อบื้อเชื่อคนง่ายอยู่ด้วย!
“พี่สาวอย่ามาว่าสหายข้านะนางไปล่อลวงท่านพ่อตอนไหนกัน” จินจูโต้พี่สาวกลับ
ถึงขนาดโต้เถียงข้า นังน้องโง่นี่! “ดูสิตอนนี้เจ้าก็โดนล่อลวงไปอีกคนแล้ว!”
“พี่อิจฉาสหายข้าล่ะสิ นางงดงามกว่าท่านมากเลยนะ”จินจูยื่นปากเถียงพี่สาวที่อายุมากกว่านางสองปีจินเฟิ่งโมโหจนแทบอยากจะลงมือทุบตีน้องสาว
“อย่านะๆ ข้าจะฟ้องท่านแม่ว่าท่านจะตีข้า!”จินจูเอามือบังหัวตะโกนเสียงดัง จินเฟิ่งชะงักมือก่อนจะเอาลงนางหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์
ท่านแม่เอ็นดูนางเสียยิ่งกว่าอะไร!
ที่จริงจินจูสามารถหยุดพี่สาวเองด้วยกำลังได้อยู่แล้วนางเป็นผู้ฝึกยุทธ์สีเหลืองขั้นต่ำนะ! เรี่ยวแรงมากกว่าพี่สาวที่มีระดับขั้นสีส้มขั้นต่ำอยู่แล้วถึงจะไม่พอใจพี่สาวแค่ไหนก็ไม่มีทางลงไม้ลงมือกับนางได้หรอก ที่ผ่านมานางมักจะยอมลงให้พี่สาวเสมอ
“เหอะ จะคบผู้ใดก็รู้จักมองพวกเขาให้ดีอย่ามองคนที่ผิวเผิน ไม่เช่นนั้นสักวันเจ้าจะต้องเสียใจ”จินเฟิ่งลุกขึ้นด้วยความโมโห จินจูเองก็ลุกขึ้นด้วย
“ท่านบอกตัวเองเถอะสตรีชั้นสูงพวกนั้นไม่มีใครจริงใจสักคน!” จินจูตอบกลับไปเช่นกันจินเฟิ่งเม้นปากหายใจฟึดฟัดเดินจากไป
เมื่อไม่มีงิ้วให้ดู คนอื่นก็ทยอยกลับเรือนจินจูเดินมาส่งเหล่าสหายที่เรือนรับรองที่มารดาจัดเตรียมเอาไว้ให้
“พี่สาวเจ้าก็พูดถูกอยู่นะ นางก็ดูจะเป็นห่วงเจ้าจริงๆเหตุใดไม่คุยกับนางดีๆเล่า” จู่ๆซูเจินก็เอ่ยขึ้นระหว่างทางไม่เห็นพี่สาวจินจูจะเกลียดนางตรงไหน ยังเอ่ยเตือนนางด้วยซ้ำถึงจะใช้วิธีพูดไม่ถูกต้องนักก็เถอะ
จินจูถอนหายใจเฮือก“ข้าเองก็อยากจะพูดดีๆกับนางนะ แต่ข้าก็อดไม่ได้ทุกทีที่เห็นท่าทางเชิดหน้าคอตั้งของนาง”
“ก่อนไปสอบก็หาโอกาสพูดกับนางดีๆสักหนเถอะเจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าการสอบครั้งนี้มันอันตรายมากเกิดมีสิ่งใดผิดพลาดไม่ได้กลับมาจะได้ไม่มีสิ่งใดค้างคาใจ” ซูเจินเอ่ยเตือน
“ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าก็พักผ่อนเถอะขอโทษด้วยนะที่ท่านพ่อท่านแม่ของข้ารั้งพวกเจ้าไว้เสียดึกดื่นทั้งๆที่พวกเจ้าคงอยากจะพักมากกว่า”
“ไม่เป็นไรมาเป็นแขกในจวนผู้อื่นก็ต้องไว้หน้าเจ้าของจวนเป็นเรื่องธรรมดาขอบใจที่เดินมาส่งนะ”
ซูเจินเอ่ยลาจินจูพยักหน้าแล้วเดินกลับเรือนของตนไป
“นายหญิงเจ้าคะ นายหญิงให้สิ่งใดนายท่านไห่หรือเจ้าคะ?เขาจึงได้ดูรีบร้อนถึงเพียงนั้น” หนิงจูที่อดทนต่อความอยากรู้เอาไว้ไม่ไหวเอ่ยถามขณะรินน้ำลงจอก
“ข้าให้สมุนไพรต้นหนึ่ง”
“สมุนไพรต้นหนึ่ง?เขาดีใจถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?” หนิงจูยังคงไม่เข้าใจ
“ต้องดีใจอยู่แล้วก็มันเป็นสิ่งที่เขาคงตามหามานาน ตอนเขาลอบมองพลังของพวกเราพลังของเขามันดูติดขัดไม่ราบรื่น เป็นอาการของเส้นชีพจรขาดช่วงข้าเดาว่าเขาคงจะได้รับบาดเจ็บจนชีพจรขาดไปจุดหนึ่ง ทำให้ชีพจรไม่เชื่อมต่อกันจนการฝึกยุทธ์หยุดอยู่กับที่”
“...”
“สมุนไพรปรุงโอสถหลายตัวเป็นของหายากแต่ที่หายยากที่สุดก็คือสมุนไพรที่ข้าให้ไปอย่างไรเล่า” คราวนี้หนิงจูหมดข้อสงสัย
ป่านนี้คงได้ส่วนผสมครบแล้วที่เหลือก็แค่หาผู้ปรุงโอสถระดับสองขึ้นไปมาหลอมให้เท่านั้น ด้วยอำนาจทางการเงินคงหาได้ไม่ยากนักอย่างไรผู้ฝึกยุทธ์ก็ย่อมอยากจะฝึกฝนต่อไปให้ถึงที่สุดนายท่านไห่ผู้นั้นเองก็เช่นกัน
วันต่อมาเป็นวันที่พวกนางจะได้ไปเที่ยวเล่นในเมืองพร้อมกับจินจูที่อาสาพาเที่ยวตอนเช้านายท่านไห่พร้อมฮูหยินปรากฏตัวร่วมรับประทานอาหารกับซูเจินและคณะ
นายท่านไห่ยิ้มแย้มเป็นมิตรมากกว่าเก่าทั้งยังบอกว่าตอนเย็นจะเตรียมอาหารขึ้นชื่อของเมืองหลวงเอาไว้หลายๆอย่างให้พวกนางได้ลองชิมบอกพวกนางอย่าเพิ่งกินจากข้างนอกจนอิ่มเกินไป
สำหรับซูเจินนั้นไม่มีปัญหาเลยต่อให้นางกินจากข้างนอกไปเยอะแล้วก็ยังสามารถกินได้อีกเยอะระหว่างทานอาหารซูเจินถามไถ่ร้านที่สามารถซื้ออุปกรณ์มิติเอาไว้เก็บของนายท่านไห่มอบแหวนมิติระดับต่ำวงหนึ่งให้เป็นของกำนัล
และแนะนำร้านใหญ่ร้านหนึ่งให้เป็นร้านที่น่าจะมีอุปกรณ์มิติมากที่สุดในเมืองหลวงแม้แหวนมิติที่พวกเขาให้จะอยู่ในระดับต่ำสุดที่มีพื้นที่เก็บของไม่มากแต่ราคาของมันก็สูงมาก นอกจากนั้นแล้วนายท่านไห่ฮูหยินและบุตรชายบุตรสาวทั้งสี่คนก็ยังใช้เพียงอุปกรณ์มิติระดับต่ำเช่นกัน
ซูเจินรับน้ำใจเก็บแหวนวงนั้นไว้แล้วไปยังร้านที่นายท่านแนะนำจินจูรู้จักเจ้าของร้านดีทำหน้าที่ช่วยซื้อขายให้ทั้งสองฝ่าย
แม้แต่ในเมืองหลวงก็ยังหาอุปกรณ์มิติระดับสูงได้ยากระดับที่สูงที่สุดที่หาได้คือระดับกลางที่สูงกว่าระดับต่ำเพียงเล็กน้อยแต่ราคานี่ทิ้งห่างจนแทบไม่เห็นฝุ่น แถมมีอยู่ชิ้นเดียวเป็นอุปกรณ์มิติรูปแบบกำไลข้อมือ
ลวดลายดูเรียบง่ายสักหน่อยแต่ถูกใจซูเจินนักนางตกลงซื้ออย่างไม่ลังเลแล้วยกแหวนที่ได้เป็นของกำนัลให้แก่ซิ่นทงที่ไม่มีปัญญาซื้อแทนซิ่นทงส่งต่อให้น้องชายอีกที เขาจะได้ไม่ต้องแบกคันธนูไปมา
การที่กลุ่มของซูเจินเข้ามาเป็นลูกค้าแก่ร้านนั้นนับว่าโชคชิ้นใหญ่ตกลงมาจากฟ้าเลยทีเดียว พวกเขาทุกคนต่างซื้ออุปกรณ์มิติคนละชิ้นหลังจากได้รู้คุณสมบัติของมันจากซูเจิน แม้จะเป็นระดับต่ำแต่คิดออกหรือไม่ว่าขายทีเดียวเป็นสิบชิ้นจะได้กำไรเท่าไหร่?
ซูเจินตบหน้าผากตนเองอีกคราเด็กพวกนี้ใช้เงินทองไม่ระวังเหมือนเคย นางเห็นแล้วปวดใจนักดูเหมือนคนที่เริ่มตระหนักได้เร็วที่สุดจะเป็นเหวินอี้ ผู้ที่ถูกนางคาดโทษเอาไว้หลังจากซื้ออุปกรณ์มิติเงินของเขาก็เหลืออยู่น้อยนิด
อีกตั้งสองเดือนกว่า หากเงินเขาหมดตอนนี้ต้องแย่แน่ๆ!
ซูเจินส่งรอยยิ้มเยาะให้เหวินอี้เขาก็ลอบหลั่งน้ำตาในใจ แล้วโวยวายทุกครั้งที่คนอื่นใช้จ่ายเงินซื้อของทำเอาผู้อื่นไม่กล้าจะซื้อของมากนักถึงแม้ว่าจะได้อุปกรณ์มิติมาเก็บของแล้วก็ตาม
นับว่านางคิดถูกที่คาดโทษเหวินอี้ครั้งนั้นเขาสามารถห้ามปรามคนอื่นได้เป็นอย่างดี