ตอนที่ 50
ศึกสังหารราชา·จตุลักษณ์
สายธารพลิกผัน แม่น้ำสายใหญ่ถูกแรงปะทะจากการต่อสู้ของทั้งสองคน จนทำให้สายธารไม่น้อยกระทบเข้าไปจนถึงบนชั้นเมฆ แปรผันจนกลายเป็นฝนสาดเทลงมา
เฉินหมิงพุ่งเข้าใส่ม่อเทียน การปะทะกันในครั้งนี้กลับเป็นเพียงการปะทะแบบธรรมดาเท่านั้น จึงทำให้เฉินหมิงกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบ เฉินหมิงย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสเช่นนี้หลุดมือไปอย่างแน่นอน! เงากระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ปกคลุมม่อเทียนไว้ ดุจแห่ขนาดใหญ่ เพื่อขังเขาไว้ภายใจกลางแหเงากระบี่
ม่อเทียนทราบดีว่าหากเขาใช้แต่กระบวนท่าธรรมดาเข้าแลก ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเฉินหมิง จึงกวาดออกหนึ่งดาบ แหวกม่านวารีที่อยู่ด้านหน้า เข้าทำลายแหเงากระบี่สายนี้ในทันที พร้อมกับตะโกนขึ้น : “ฮวาหยาง รีบเปิดใช้ยอดค่ายกลปกป้องหุบเขาของสำนักเซียนเหินเร็ว!”
ฮวาหยางยื่นมือล้วงเข้าไปที่อกเสื้อ นำเอาฐานค่ายกลออกมาชิ้นหนึ่ง : “ได้ ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้ลิ้มลองพลังทำลายยอดค่ายกลปกป้องหุบเขาของสำนักเซียนเหิน! ”
ผู้ฝึกตนที่ชมการต่อสู้จากในที่ห่างไกลต่างพากันทอสีหน้าเปลี่ยนไป สำนักที่มีชนชั้นราชารักษาการณ์อยู่เพียงคนเดียว มีหรือที่จะใช้ยอดค่ายกลปกป้องหุบเขาได้อย่างง่ายดาย?
“ถึงแม้ราชาปีศาจทั้งสองท่านจะโยกย้ายทัพใหญ่เผ่าปีศาจมาถึงแล้ว แต่ว่าที่นี่เป็นถึงสำนักเซียนเหิน!”
“สำนักเซียนเหินมียอดค่ายกลปกป้องหุบเขาคอยให้การสนับสนุน เช่นนั้นราชาปีศาจทั้งสองท่านก็ต้องต้านทานยอดค่ายกลปกป้องหุบเขาของสำนักเซียนเหินด้วย!”
“ราชาปีศาจทั้งสองท่าน ข้ากลัวว่าจะต้องพ่ายแพ้แน่!”
“อือ มิใช่บอกว่าจะเปิดยอดค่ายกลปกป้องหุบเขาหรอกหรือ? เหตุใดยังไม่เปิดใช้อีกกัน!”
ฮวาหยางตวาดขึ้นเสียงดัง : “ข้าจะให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสชาติพลังทำลายของสองสุดขั่วค่ายกลหยินหยาง สองสุดขั่วหยินหยาง วิชาแห่งการหยิบยืมพลังแห่งฟ้าดิน ยอดค่ายกลปกป้องหุบเขา เบิก!”
เฉินหมิงและราชาปีศาจพยัคฆ์ดำหันไปมองฮวาหยางด้วยความยินดี ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำยิ้มแล้วกล่าว : “มิใช่ว่าเจ้าจะเปิดใช้งานวิชาค่ายกลหรอกหรือ? เปิดใช้ซะสิ เปิดใช้ให้ข้าดูหน่อยว่าร้ายกาจแค่ไหน”
เฉินหมิงยิ้มแล้วกล่าว : “คาดว่าตัวค่ายกลคงจะอยู่มานานหลายปี เมื่อเก่าก็ย่อมที่จะสูญเสียพลัง น่าจะใช้ไม่ได้แล้วล่ะ”
ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำกล่าว : “เป็นไปได้ยังไง ยอดค่ายกลปกป้องหุบเขาถือเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่ใช้เพื่อคุ้มกะลาหัวสำนักเซียนเหิน อย่าบอกนะว่าฮวาหยางจะไม่ทราบถึงความสำคัญ จนนำเงินบำรุงค่ายกลไปจับจ่ายในหอแดง ขนาดน้ำเสียงที่ท่องเคล็ดวิชายังดังไม่พอ”
เฉินหมิงพยักหน้าเห็นพ้อง : “กระทั่งความรู้สึกที่ลึกล้ำก็ไม่มากพอ!”
สีหน้าของฮวาหยางถึงกับแดงระเรื่อขึ้นมา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเสียงดังขึ้น ท่องออกมาอย่างละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม : “สองสุดขั่วหยินหยาง วิชาแห่งการหยิบยืมพลังแห่งฟ้าดิน ยอดค่ายกลปกป้องหุบเขา เบิกให้กับข้า! ”
แต่ถึงอย่างไรยอดค่ายกลปกป้องหุบเขายังหาได้มีความเคลื่อนไหวอะไรไม่ ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำเผยรอยยิ้มออกมา พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน : “ตาแก่ ฮวาหยาง เจ้าก็ชรามากแล้ว ยังหน้าไม่อายกล้านำเงินทองเพื่อบำรุงยอดค่ายกลปกป้องหุบเขา ไปใช้จ่ายเรื่องส่วนตัว หาความสำราญกับเหล่าแม่นางในหอแดงได้อยู่เหรอ?”
เฉินหมิงยังกล่าวเสริมเข้าไปอีก : “ไปหาความสำราญกับแม่นางในหอแดงต้องใช้เงินทองมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ ดูเหมือนตาแก่ฮวาหยางจะมีกำลังวังชาไม่เลว อย่างน้อยคืนเดียวก็คงจับจ่ายกับบุปผากว่าร้อยเลยก็เป็นได้!”
ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำยิ้มแล้วกล่าว : “คืนเดียวร้อยนาง นั่นมิใช่ว่าเสร็จเร็วเกินไปหน่อยหรือ?”
ฮวาหยางเดือดดาลร้อนรนรุมเร้าเข้าถึงหัวใจ บนใบหน้าประเดี๋ยวแดงประเดี๋ยวขาว แล้วหันไปมองท่าทางเยาะเย้ยของเฉินหมิงและราชาปีศาจพยัคฆ์ดำ มีหรือที่เขาจะดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายได้เล่นลูกไม้บางอย่างอยู่ : “ยาหวูเต้า พยัคฆ์ดำ พวกเจ้าใช้ลูกไม้สกปรกอะไรกัน! ”
ทันใดนั้นในมือของราชาปีศาจพยัคฆ์ดำก็ปรากฏไข่มุกสีฟ้าครามอยู่ลูกหนึ่ง ด้านบนยังส่องแสงเป็นประกาย คล้ายกับมีคลื่นวารีกระเพื่อมอยู่ : “ฮวาหยาง เจ้ากำลังหาสิ่งนี้อยู่อย่างงั้นหรือ?”
เมื่อฮวาหยางพบเห็นไข่มุกซ่อนวารี พริบตานั้นก็เข้าใจถึงทุกอย่าง พร้อมกับกล่าวออกมาด้วยโทสะ : “นี่เป็นไปไม่ได้ พวกเจ้าพึ่งจะอยู่ที่สำนักเซียนเหินได้เพียงแค่สามวัน พวกเจ้าทราบได้อย่างไรกัน จะต้องมีผู้ทรยศอยู่ในสำนักของข้าอย่างแน่นอน ! ”
เฉินหมิงยิ้มแล้วกล่าว : “วิชาค่ายกล ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้เห็นว่าอะไรที่ควรเรียกว่าวิชาค่ายกล อย่างค่ายกลสองสุดขั่วหยินหยางของเจ้า ยังคู่ควรที่จะเรียกว่าเป็นวิชาค่ายกลได้อย่างงั้นหรือ?”
เฉินหมิงโบกมือ กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ปรากฏอยู่ใจกลางฝ่ามือขวาของเขา ส่วนมือซ้ายเรียกใช้เคล็ดวิชา : “ลักษณ์ที่หนึ่งมาจากอันตราย บุญคุณแห่งธรณีอันหนักแน่น ไม่สั่นคลอนดุจภูผา ไป ! ”
ทันใดนั้นฟ้าดินได้แปรเปลี่ยนจนหนาขึ้นมาหนึ่งส่วน ดั่งม่านกั้นโอบล้อมทั่วทั้งสำนักเซียนเหินไว้อยู่ตรงใจกลาง
กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ได้บินออกไปจากมือของเฉินหมิง กระทบเข้าใส่มุมหนึ่งทางทิศบูรพาของสำนักเซียนเหิน
ในมือของเฉินหมิงปรากฏกระบี่ขึ้นมาอีกเล่ม นี่ก็คือกระบี่เพลิงเมฆา : “ลักษณ์ที่สองรวมมาจากดวงสุริยัน แผดเผาผลาญสวรรค์ ดั่งรูปแบบแห่งอัคคี ไป ! ”
กระบี่เพลิงเมฆาบินกระทบเข้าใส่ทางทิศทักษิณของสำนักเซียนเหิน ใจกลางส่วนที่คล้ายกับม่านหมอก ก็ได้ทะยานขึ้นไปจนถึงเมฆแดงก้อนหนึ่ง
เฉินหมิงหยิบกระบี่คร่าปีศาจออกมาอีกเล่ม นี่ก็คือกระบี่ปลายแหลมของเจ้าสำนักวายุบริสุทธิ์ ทันทีที่กระบี่เล่มนี้ถูกมอบให้เฉินหมิง เขาก็ขจัดผนึกของกระบี่เล่มนี้ไปจนหมดสิ้น และได้หล่อหลอมใหม่เพื่อให้ตนควบคุมกระบี่เล่มนี้ได้ : “ลักษณ์ที่สามมาพร้อมกับพายุหิมะโหม วายุคลั่งเริงระบำ รูปแบบแห่งสายลม ไป ! ”
กระบี่คร่าปีศาจบินเข้ากระทบใส่มุมหนึ่งของทิศประจิมของสำนักเซียนเหิน ทันใดนั้นภายใจกลางสำนักเซียนเหิน ก็ได้ก่อเป็นคลื่นพายุคลั่ง วายุอัคคีเผาไหม้
เฉินหมิงหยิบกระบี่คร่าปีศาจอีกเล่มออกมาเป็นเล่มสุดท้าย นี่ก็คือกระบี่ปลายแหลมของเจ้าสำนักน้ำแข็งเยือก พร้อมกับกระตุ้นใช้ค่ายกลจตุลักษณ์ : “ลักษณ์ที่สี่เสริมสี่ทิศจนเต็ม คุณงามความดีดุจสายน้ำ รูปแบบแห่งวารี ไป ! ”
กระบี่คร่าปีศาจบินกระทบเข้าใส่ทางทิศอุดรของสำนักเซียนเหิน บนพื้นดินใจกลางสำนักเซียนเหินถูกผนึกเอาไว้ด้วยมวลหมู่ผลึกน้ำแข็ง แต่ที่ใจกลางอากาศหาได้กระทบกับวายุอัคคีไม่
เฉินหมิงก้าวลงมาจากกลางเวหา ร่อนลงสู่ศูนย์กลางค่ายกล : “บูรพาแห่งธรณีดิน ทักษิณเปลวเพลิงกระจ่างแจ้ง ประจิมสายลมโชยพัด อุดรแห่งความเย็นเยือก สี่ลักษณ์ล้วนครบ ค่ายกลจตุลักษณ์ เบิกให้แก่ข้า ! ”
ในมือของเฉินหมิงปรากฏฐานค่ายกลโปร่งใสหลากสีชิ้นหนึ่ง เฉินหมิงยื่นมือเข้าไปยังภายใจกลางค่ายกล จนเกิดเป็นหมื่นลักษณ์อยู่โดยรอบ แปรเปลี่ยนไปภายในพริบตา !
พริบตานั้นลมปราณที่อยู่รอบข้างสำนักเซียนเหิน ก็ได้พุ่งเข้าใส่ภายในค่ายกลของเฉินหมิง ค่ายกลจตุลักษณ์คล้ายกับเป็นคลื่นน้ำวนก็มิปาน ทำการดูดซับลมปราณที่อยู่โดยรอบเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง !
เฉินหมิงท่องมนตร์ออกมาอีกรอบ โยนกระบี่ออกไปอีกหลายเล่ม แต่ก็ใช้เพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น เฉินหมิงหันไปมองฮวาหยางและม่อเทียน หัวเราะแล้วกล่าว : “ตาแก่โง่เง่า พวกเจ้าที่ไม่ทราบว่าวิชาค่ายกลนั้นคืออะไร บัดนี้ ข้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่าทุกแห่งที่ราชาอย่างข้าไปถึง นั้นล้วนแต่คือค่ายกล ! ”
ฮวาหยางและม่อเทียนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก คาดว่าพลังฝีมือของพวกเขา ได้ถูกสะกดไปแล้วถึงสี่ส่วน !
อีกทั้ง ท่ามกลางอากาศยังได้มีเพลิงวายุพัดผ่านเข้ามา ที่ด้านบนพื้นดินมีน้ำแข็งที่ถูกผนึกจนกลายเป็นหอกน้ำแข็ง แต่ละแท่งต่างทิ่มแทงไปที่พวกเขา !
ฮวาหยางกล่าว : “ที่แท้เจ้าก็เป็นผู้ใช้วิชาค่ายกล ไม่แปลกใจเลยที่สามารถมองยอดค่ายกลปกป้องหุบเขาของข้าออกจนทะลุปรุโปร่ง ! ”
ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำยินดีขึ้นมาบ้าง เขาทราบว่าเฉินหมิงนั้นมีความเข้าใจในวิชาค่ายกล แต่ก็คิดไม่ถึงว่าเฉินหมิงจะเป็นผู้ใช้วิชาค่ายกล ทั้งยังสามารถสร้างค่ายกลขึ้นมาด้วยตัวคนเดียวได้ในพริบตา หากวันใดวันหนึ่งเฉินหมิงคิดที่ปราบปรามตนเอง โดยใช้วิชาค่ายกลสนับสนุน ตนเองในตอนนี้ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของเฉินหมิงอย่างแน่นอน !
ผู้ฝึกตนที่อยู่โดยรอบต่างพากันตกตะลึง : “นี่.....นี่เป็นพลังของชนชั้นราชาอย่างงั้นหรือ ? ”
“นี่ช่างเป็นเรื่องที่น่าแตกตื่นตกใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!”
“หากว่าใช้ค่ายกลนี้ปกคลุมสำนักของเรา เกรงว่าสำนักเราคงได้ย่อยยับภายในพริบตาแน่!”
“ยังดีที่พวกเรารีบออกจากสนามรบมาเสียแต่เนิ่นๆ มิเช่นนั้นในตอนนี้คงได้ถูกปกคลุมอยู่ภายในค่ายกลนี้เป็นแน่ พวกเรามีหรือที่จะมีโอกาสรอดชีวิตกันได้!”
“คาดว่านี้คือพลังที่แท้จริงของชนชั้นราชา การต่อสู้ก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่การอุ่นเครื่องเท่านั้น”
หลิงเซียนหันไปมองยังทางด้านของม่อหวินและฮวาชิงถิงที่ตกอยู่ในค่ายกล ทั้งสองคนไร้ซึ่งหนทางหลบหนี พร้อมที่จะถูกเพลิงอัคคีขุมหนึ่งพัดเข้าใส่ บนพื้นยังได้มีหอกน้ำแข็งด้ามหนึ่งผุดขึ้น
หลิงเซียนกล่าวออกมาด้วยโทสะ : “ชายโฉดหญิงชั่ว ข้าจะดูว่า พวกเจ้าจะหนีไปไหนได้! พวกเจ้าในตอนนี้ ไม่มีทางให้หนีได้อีกแล้ว!”
เขี้ยวพยัคฆ์ เล็บพยัคฆ์ หมีใหญ่หมีรองสบตากันพร้อมกับหัวเราะ ภายใต้การปกคลุมจากยอดค่ายกล เฉินหมิงหาได้ใช้ค่ายกลมุ่งเป้าไปที่พวกเขาไม่ พวกเขาจึงสามารถที่จะเดินเหินอยู่ภายในค่ายกลได้อย่างอิสระ เดิมทีที่ถูกบุกโจมตีจนกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ สถานการณ์ก็ได้พลิกกลับไปในพริบตา !
หมีใหญ่ปาดเช็ดคราบโลหิตที่อยู่มุมปาก : “บัดนี้ ถึงตาของพวกเราบุกบ้างแล้ว ตายซะ ! ”
.
.
.
.