แม้จะออกจากห้องประมูลมาแล้วแต่หลินถังยังคงตกอยู่ในภวังค์จากเหตุการณ์เมื่อครู่
ร่างกายที่อ้วนท้วมสั่นเทาเล็กน้อยเขามองไปยังเมิ่งฝานแล้วเอ่ยด้วยเสียงอันแหบพร่า “ขออภัยเจ้าด้วยเป็นเพราะข้าเจ้าถึงได้...”
เมิ่งฝานตบที่ไหล่ของหลินถังและหัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อเจ้าเคยช่วยข้าก็ถือว่าพวกเราเป็นสหายกัน นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว”
ร่างกายของหลินถังสั่นเทา ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “เจ้า...ยินดีจะเป็นเพื่อนกับข้าอย่างนั้นหรือ? ข้าเป็นถึงคนไร้ประโยชน์ที่โด่งดังในเมืองซ่างจิงเชียวนะ”
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงเบา“เกียรติยศหาใช่สิ่งที่ผู้อื่นสามารถมอบให้เจ้าได้ไม่!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นหลินถังจึงกัดฟันแน่นนัยน์ตาคู่นั้นมีเปลวไฟลุกโชน เขามองไปยังเมิ่งฝานแล้วเอ่ยว่า “ข้าเข้าใจแล้ว!”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกไปด้านนอกในเมื่ออีกสามวันข้างหน้าจะเป็นการช่วงชิงแห่งหอโอสถเขาจะต้องเตรียมพร้อมให้ดี
เห็นได้ชัดว่าการดูดซับพลังงานภายในหอโอสถในครั้งนี้หาใช่เรื่องง่ายไม่
เวลาสามวันที่ผ่านมานั้นเมิ่งฝานใช้ชีวิตอยู่เพียงแต่ในห้องเคลื่อนพลังปราณไปทั่วร่างแต่ก็ไม่ได้บรรลุระดับพลัง ถึงกระนั้นพลังจิตภายในสมุทรจิตของเขากลับแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมไม่น้อยมันหลั่งไหลดั่งสายน้ำหลากทว่ามีขนาดความใหญ่เพียงหนึ่งส่วนของสมุทรจิตทั้งหมดเท่านั้นแสดงให้เห็นว่ายังไม่มากพอ
รั่วสุ่ยอีเคยบอกกับเขาว่าผู้ที่ฝึกฝนพลังจิตจนอยู่ในขั้นสูงสามารถต้มมหาสมุทรให้เดือดได้อย่างง่ายดายมีพลังจิตแข็งแกร่งดั่งสายธารที่ไหลหลาก เมิ่งฝานคิดว่าหากพลังจิตของตนเองมีอยู่เต็มสมุทรจิตก็คงจะทำให้พลังจิตของเขาก้าวขึ้นไปยังระดับจิตได้เป็นแน่
สำหรับขั้นมรณะและขั้นจุติซึ่งอยู่ในระดับสูงขึ้นไปนั้นยังไม่มีเค้าว่าเขาจะสามารถทำได้เลยแม้แต่น้อยมีเพียงแต่ก้าวขึ้นไปยังระดับที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้นจึงจะสามารถเขาถึงพลังของมันได้แต่ดูท่าแล้วแม้แต่ตงหลายต้าซือก็คงยังหยุดอยู่เพียงขั้นจิตของพลังจิตเท่านั้น
เวลาสามวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เมิ่งฝานจึงออกมาจากห้องในชุดสีครามเขามีใบหน้าหล่อเหล่า แม้ดูคล้ายว่าจะมิได้มีสิ่งใดต่างไปจากผู้อื่นแต่นัยน์ตาของเขานั้นกลับมีความเฉียบขาดปรากฏ
เมื่อมาถึงด้านนอกสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราเมิ่งฝานก็พบว่าเซี่ยหลันและคนอื่นๆได้มายืนรอตนเองอยู่แล้ว โดยในวันนี้เซี่ยหลันสวมชุดสีม่วงรัดรูปทำให้สัดส่วนอันน่าหลงใหลของนางประจักษ์แก่สายตาของผู้คนทั้งหลายใต้ใบหน้างามสง่าคือต้นคอขาว นับว่าเป็นอาหารตาที่ไม่เลว
เมื่อเห็นเมิ่งฝานมาถึงนางจึงพยักหน้าส่งไป ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม“เอาล่ะ พวกเราไปกันเถอะ!”
ด้านหลังของนางคือบรรดาศิษย์ของสำนักที่นางพามาจากเมืองซ่างจิงพวกเขาแค่พยักหน้ารับเท่านั้น ถึงอย่างไรแล้วก็มิได้หวังอันใดมากนัก ถือว่ามาเดินเล่นกับเซี่ยหลันเท่านั้น
เมิ่งฝานเองมิได้สนใจความรู้สึกในด้านลบของคนเหล่านี้แต่อย่างใดเพราะก่อนจะมาที่นี่เมิ่งฝานพอจะรู้ถึงคุณสมบัติของผู้ที่สามารถเข้าร่วมการช่วงชิงแห่งหอโอสถนี้มาจากสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราบ้างแล้ว
พลังงานแห่งฟ้าดินภายในหอโอสถแห่งนี้มีอยู่จำกัดฉะนั้นแล้วต้องขึ้นไปให้สูงถึงจะสามารถดูดซับพลังงานแห่งฟ้าดินที่แท้จริงได้โดยมันแบ่งออกเป็นหกชั้น มีคนเคยขึ้นไปได้ถึงชั้นที่ห้าเพื่อดูดซับพลังงานแห่งฟ้าดินภายในชั้นนั้นจนบรรลุพลังขั้นใหญ่
เดิมทีหอโอสถแห่งนี้ก็เป็นเสมือนสถานที่ต้องห้ามอันน่าสะพรึงอยู่แล้วหากต้องการเข้าไปดูดซับพลังงานแห่งฟ้าดินนอกจากต้องมีการร่วมมือที่ดีเยี่ยมแล้วศักยภาพที่แข็งแกร่งก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดเมิ่งฝานหาได้เป็นกังวลไม่ เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือสิทธิ์ในการเข้าร่วมเท่านั้น!
เมิ่งฝานเดินตามเซี่ยหลันไปยังลานกว้างแห่งหนึ่งของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราซึ่งเป็นลานโล่งที่กว้างขวางอย่างยิ่งใช้หินปูพื้นทั้งหมดทั้งยังมีการดูแลเข้มงวด
ที่ใจกลางของลานกว้างนั้นคือหอคอยขนาดใหญ่ยักษ์สูงตระหง่านหอคอยทั้งหลังเป็นสีดำทมิฬทั้งหมดจนไม่อาจมองเห็นได้ว่ามีสิ่งใดอยู่ภายในแต่เมิ่งฝานสามารถสัมผัสได้ถึงการรวมตัวอย่างมากมายและยิ่งใหญ่ของพลังงานภายใน
หอคอยนี้ก็คือสถานที่ต้องห้ามของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราแห่งนี้โดยปกติแล้วไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปภายในได้แต่ในวันนี้กลับมากด้วยเงาร่างของผู้คนที่ไม่ว่ามองไปทางใดก็แทบไม่เหลือที่ว่าง
นอกจากเหล่าชนรุ่นหลังทั้งหลายแล้วยังมีคนของผู้ทรงอิทธิพลของเมืองไท่หยางอีกมากมาย นี่เป็นโอกาสดีในการยกระดับอิทธิพลของตนเองที่บรรดาผู้ทรงอิทธิพลทั้งหลายไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือพวกเขาล้วนแต่พาชนรุ่นหลังของตนเองมาเข้าร่วม เพราะการช่วงชิงแห่งหอโอสถในครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยาก
เสียงสนทนาดังเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งบริเวณ พลันมีเสียงกระแอมดังขึ้นมาเบาๆจากชายชราที่ปรากฏตัวขึ้นบริเวณที่ตั้งของหอคอหอยในเวลาต่อมา แม้เขาจะหลังค่อมแต่กลิ่นอายของพลังอันแข็งแกร่งกลับแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณชายชราที่สวมชุดสีดำผู้นั้นก็คือตงหลายต้าซือที่เมิ่งฝานเคยพบมาก่อนหน้านี้
“เขาคือตงหลายต้าซือ ดูเหมือนว่ากลิ่นอายพลังของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้วสินะ!”
“นั่นสิ การช่วงชิงแห่งหอโอสถกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งแล้วสินะ!”
“หึหึ ครั้งก่อนมีคนบุกไปถึงชั้นที่ห้าไม่รู้ว่าครั้งนี้จะมีหรือไม่!”
การปรากฏตัวของตงหลายต้าซือทำให้เสียงสนทนาทั้งหลายค่อยๆเงียบลง ทั้งอานุภาพและฐานะของเขาทำให้ผู้คนที่อยู่ลานกว้างแห่งนี้สั่นสะท้าน และที่มากไปกว่านั้นคือที่นี่เป็นเขตปกครองของปรมาจารย์จิตศัสตรา
เส้นผมสีขาวลอยสะบัดตามแรงลมตงหลายต้าซือคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย กวาดสายตามองไปโดยรอบก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มายังหอโอสถ หวังว่าชนรุ่นหลังในปีนี้จะโชคดีกันทุกคนตามมา!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็มีเด็กหนุ่มสาวหลายคนเดินออกมาจากกลุ่มคนเมิ่งฝานและพวกเองก็เช่นกัน เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ต่างก็มีอายุที่ไม่เกินยี่สิบปีกันทั้งสิ้นและเวลานี้มีผู้อาวุโสของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราผู้หนึ่งยืนอยู่ที่หน้าหอโอสถ
เมื่อพบว่าในจำนวนนี้มีจอมยุทธ์น้อยที่อายุเกินยี่สิบปีแอบเข้ามาผู้อาวุโสผู้นั้นจึงชี้ไปยังตัวเขาก่อนทหารองครักษ์จะเข้ามาลากตัวออกไปอย่างไม่ปรานี
พวกเขาล้วนแต่เป็นผู้มากประสบการณ์ การที่จะแยกอายุของผู้เข้าร่วมนั้นหาใช่เรื่องยากไม่
หลังจากที่จัดการกับผู้ที่ลักลอบเข้ามาไปแล้วจึงพบว่ามีเด็กหนุ่มสาวอายุน้อยเหลืออยู่หลายร้อยคนพวกเขาล้วนแต่เตรียมพร้อมในการเข้าไปช่วงชิงพลังงานแห่งฟ้าดินภายในหอโอสถนัยน์ตาคู่นั้นแฝงไปด้วยไฟแห่งความตื่นเต้นอย่างไม่อาจปิดบัง
เมิ่งฝานยืนเด่นอยู่ท่ามกลางผู้คนทั้งหลายในเวลาต่อมาเขาสัมผัสได้ถึงสายตาที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารเมื่อมองไปตามลางสังหรณ์จึงพบว่าเป็นสายตาที่ส่งมาจากหลิวหลินนั่นเอง
สีหน้าของคนผู้นั้นยังคงซีดเผือด บ่งบอกว่าบาดแผลจากหมัดของเมิ่งฝานในวันก่อนยังไม่หายดีเมื่อสบตากับเมิ่งฝานนัยน์ตาของอีกฝ่ายมีความยำเกรงปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยแต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือความโกรธแค้น
ข้างกายเขาดูคล้ายว่าจะมีพรรคพวกไม่น้อยกลิ่นอายแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านจนเห็นได้ชัดว่าไม่อาจรับมือได้โดยง่ายซึ่งนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานรู้ว่าว่าการช่วงชิงแห่งหอโอสถในครั้งนี้หาใช่การช่วงชิงธรรมดาไม่
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเอง เซี่ยหลันที่อยู่ข้างกายพลันเอ่ยถามขึ้น“เหตุใดข้าจึงเห็นว่าผู้ที่มาจากเมืองซ่างจิงเหล่านั้นมองพวกเราด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเช่นนี้ล่ะเจ้ามีความแค้นกับพวกนั้นอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อสิ้นเสียงของนางหลินถังก็อ้าปากหมายจะอธิบายทว่าเมิ่งฝานกลับยกมือขึ้นห้ามแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ก็แค่เรื่องทะเลาะเบาะแว้งเล็กน้อยเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเมิ่งฝานเอ่ยออกมาเช่นนั้นเซี่ยหลันจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง“คนพวกนั้นรับมือไม่ง่าย ประเดี๋ยวเจ้าระวังตัวด้วยแล้วกันแม้ว่าข้าจะให้เจ้ามาช่วยแต่หากเจ้าตกที่นั่งลำบากข้าก็ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเจ้าหรอกนะ!”
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“ท่านดูแลตัวเองให้ดีก็พอแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเซี่ยหลัพลันขมวดคิ้วเข้มนางจ้องเมิ่งฝานไม่ละสายตาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก “หึ เมิ่งฝาน เจ้าจำไว้เลยว่าผู้ที่สามารถเอ่ยเช่นนี้กับเปิ่นเตี้ยนเซี่ย[1]ได้มีเพียงไม่มาก อีกประเดี๋ยวหากโดนซ้อมเหมือนหมูข้าไม่สนใจเจ้าหรอกนะ!”
เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วไม่ได้สนใจนางอีก เพียงมองไปยังกลางลานกว้างเท่านั้น
บนหอโอสถตงหลายต้าซือพยักหน้ารับอย่างพอใจก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “เยี่ยมยอด มีจำนวนมากกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย หวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะโชคดีเด็กๆ ทั้งหลาย!”
ระหว่างที่เอ่ยวาจาตงหลายต้าซือก็วาดมือออกไป หอโอสถพลันสั่นสะเทือนก่อนจะมีกลิ่นอายของพลังอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาทำให้ผู้คนโดยรอบรู้สึกหายใจลำบากในทันใดหอโอสถนี้คงเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในระดับหกเป็นอย่างต่ำ
เมื่อหอโอสถสั่นไหว รอบลานกว้างแห่งนี้ก็คึกคักขึ้นในทันใดทุกคนต่างมองไปยังลานกว้างอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อประตูบานใหญ่ที่ถูกปิดผนึกมานานเปิดออกอย่างช้าๆกลิ่นอายของความเก่าแก่โบราณพลันแผ่ซ่าน แม้จะอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์แต่หอโอสถแห่งนี้ก็ยังคล้ายว่าตกอยู่ในความมืด
“เอาล่ะตอนนี้ข้าขอประกาศว่าการช่วงชิงแห่งหอโอสถได้เริ่มขึ้นแล้วหากพวกเจ้าไม่อาจยืนหยัดได้อีกต่อไปสามารถออกมาได้ในทันที โดยในแต่ละชั้นต่างมีประตูลับให้พวกเจ้าเดินออกมาเมื่อถอดใจทั้งสิ้น!”
เสียงของตงหลายต้าซือทำให้เหล่าชนรุ่นหลังทั้งหลายต่างก็ฮึกเหิมขึ้นมาตามๆกัน ก่อนจะมีเงาร่างของชนรุ่นหลังสามคนทะยานเข้าไปยังหอโอสถ แล้วหายวับไปในความมืด
เห็นได้ชัดว่าทั้งสามคนนั้นมีความรู้ความเข้าใจต่อหอโอสถแห่งนี้อย่างมากมีความเร็วที่ทำให้ผู้คนต่างก็ตกตะลึงและได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
ขณะเดียวกันมีแสงสว่างเปล่งประกายขึ้นมาจากชั้นที่หนึ่งของหอโอสถโดยมันเจิดจ้าจนแสบตาเลยก็ว่าได้
เมิ่งฝานหรี่ตามองไปยังหอโอสถด้วยความสงสัยหลินถังที่อยู่ข้างกายจึงเอ่ยเสียงเบา
“นี่เป็นกฎของหอโอสถขอเพียงมีคนบุกเข้าไปยังชั้นนั้นๆ มันจะเปล่งประกายขึ้นมา แต่อย่างมากก็มีคนขึ้นไปได้ถึงชั้นที่ห้าเท่านั้นและดูดซับพลังงานมาได้ไม่น้อยเลยด้วย!”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับ พลังปราณในร่างกายถาโถมแล้วในวินาทีต่อมาร่างของเขาก็วาบไหวเคลื่อนกายตามคนทั้งหลายเข้าหอโอสถไป
“ทุกคนร่วมมือกัน อย่าวุ่นวาย!”
เซี่ยหลันซึ่งยืนอยู่ใจกลางของกลุ่มเอ่ยเสียงเข้มเส้นผมสวยขยับตามการเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันก็มีหอกเล่มยาวสีเงินปรากฏขึ้นในมือ เมิ่งฝานนึกไม่ถึงเลยว่ามันจะเป็นถึงศัสตราวุธระดับสี่นางพาทุกคนมาถึงหน้าประตูของหอโอสถอย่างรวดเร็ว
เมิ่งฝานยอมรับเลยว่าเดิมทีเซี่ยหลันนั้นก็เป็นองค์หญิงของอาณาจักรอยู่แล้วจึงทำให้มีความทะนงตนและองอาจหอกในมือนางตวัดออกไปเบื้องหน้าทำให้ชนรุ่นหลังหลายคนถูกกันออกไป
ในระหว่างที่เคลื่อนไหวนางมองมายังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาหยิ่งทะนงทว่าเมิ่งฝานกลับส่ายหน้าด้วยท่าทีอันราบเรียบ ซึ่งนั่นก็ทำให้นางกัดฟันแน่น ดูท่าเมิ่งฝานจะยังคงไม่ได้สนใจนางเท่าที่ควรไม่ต่างจากตอนที่พบกันในครั้งแรก
แม้ว่าเซี่ยหลันจะพบเจอบุรุษมาไม่น้อยซึ่งในจำนวนนั้นก็เป็นถึงศิษย์ผู้เลิศล้ำของพรรควรยุทธ์หรือตระกูลที่ยิ่งใหญ่แต่นางมิเคยพบพานผู้ที่เย็นชาจนแทบไม่เห็นนางอยู่ในสายตาเช่นเมิ่งฝาน
ดูท่าในสายตาของเขานั้นไม่มีคำว่าองค์หญิงของอาณาจักรอยู่เลยแม้แต่น้อย
เมื่อคิดได้ดังนั้นเซี่ยหลันจึงชะงักงันไปเล็กน้อยก่อนจะพึมพำเสียงเบา “ดีข้าเองก็อยากเห็นเช่นกันว่าเจ้าจะไปได้สักกี่น้ำ!”
เพียงไม่นานผู้คนทั้งหลายก็เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้กับหอโอสถ
ร่างของทุกคนต่างเคลื่อนเข้าไปในผนึกโลกาที่เปล่งประกายเมื่อเมิ่งฝานผ่านเข้าไปจึงเข้าสู่หอโอสถที่มีแรงกดดันถาโถมเข้ามาไม่น้อย
เขานึกไม่ถึงเลยว่าภายในหอโอสถแห่งนี้จะมีแรงกดดันที่พิเศษกว่าที่ใดซึ่งมันทำให้ทุกคนหายใจไม่ทั่วท้อง
พื้นที่ภายในกว้างใหญ่อย่างมาก ด้านในสุดมีขั้นบันไดขึ้นไปยังชั้นที่สองแต่โดยรอบนั้นกลับเต็มไปด้วยเงาร่างของผู้คนมากมายที่เมื่อเข้ามาแล้วก็เริ่มประลองกันทันที
ภายในหอโอสถเต็มไปด้วยพลังปราณที่แผ่ซ่านมีเสียงระเบิดดังขึ้นไม่ขาดสาย เห็นได้ชัดว่าหากต้องการเฉิดฉายที่นี่ก็ต้องอาศัยศักยภาพของตนเอง
ปัง!
หมัดอันแข็งแกร่งชกเข้าไปยังเด็กหนุ่มที่ขวางอยู่เบื้องหน้าเมิ่งฝานเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นบนสุดด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์
เพียงพลังงานแห่งฟ้าดินในชั้นที่หนึ่งก็มากมายอย่างยิ่งแล้วหากสามารถขึ้นไปยังชั้นสุดท้ายได้ไม่รู้ว่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด
ถือว่าที่นี่เป็นสนามการบำเพ็ญตนอันเลิศล้ำที่ต้องนำมาซึ่งประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่เป็นแน่!
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ เขารู้ดีว่าต่อให้รอบกายเต็มไปด้วยผู้คนมากมายหรือมีศัตรูที่แข็งแกร่งอยู่เบื้องหน้าเขาก็ต้องดูดซับพลังงานแห่งฟ้าดินในหอโอสถแห่งนี้ให้ได้มากที่สุด!
.........
[1]เปิ่นเตี้ยนเซี่ย : เป็นสรรพนามที่ใช้แทนตัวเองของเหล่าองค์หญิงองค์ชายหรือรัชทายาททั้งหลาย