ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 144 ศิลาเยือกแข็ง

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 144  ศิลาเยือกแข็ง



            ร่างกึ่งวิญญาณกำลังใคร่ครวญเกี่ยวกับวิชาความรู้ที่ได้มาใหม่ ขณะที่มิติประดิษฐ์พุ่งตัวไปด้านหน้าด้วยความเร็วเต็มพิกัด


            แม้เงื่อนไขในเคล็ดวิชาจะไม่ได้ตรงกับสถานการณ์ของเขาหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะจินเป็นดวงวิญญาณชนิดพิเศษ ที่ไม่จำเป็นต้องมีกายเนื้อก็ดำรงอยู่ได้ แต่เขาสามารถปรับเปลี่ยนมันเล็กน้อยให้เข้ากับตนเองได้ไม่ยาก ด้วยข้อมูลจากระบบที่ละเอียดยิบ รู้แม้กระทั่งแนวคิดและแรงบันดาลใจของผู้คิดค้นวิชา


            หลังจากทำความเข้าใจทุกอย่าง จินก็เก็บม้วนคัมภีร์ที่ไม่ใช้แล้วกลับเข้าไปภายในคลังของระบบ ก่อนจะมองดูแผนที่บนหน้าจออีกครั้ง เหมือนว่าตำแหน่งของสำนักจันทรานิรันดร์จะอยู่อีกไม่ไกล


            มิติประดิษฐ์ยังคงเคลื่อนตัวมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนภาพแผนที่ที่เป็นโครงร่างสีเขียวบนหน้าจอฉายให้เห็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ไม่ไกล เป็นกลุ่มอาคารกระจายเป็นหย่อมๆ ท่ามกลางแมกไม้นานาพันธุ์บนพื้นที่ขนาดใหญ่ หากเดินเท้าเข้าไป แม้แต่จินเองก็ยังมีสิทธิ์หลงทาง หาเส้นทางไปต่อไม่เจอ


            เมื่อเห็นสิ่งปลูกสร้างที่ซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้ ร่างกึ่งวิญญาณก็สั่งให้มิติประดิษฐ์ชะลอความเร็ว ค่อยๆ เคลื่อนที่เข้าไปด้านในสถานที่แห่งนั้น


            ด้วยความสามารถของมิติประดิษฐ์ จินสามารถมองเห็นโครงสร้างโดยภาพรวมของพื้นที่บริเวณรอบๆ เขาจึงใช้มันตรวจสอบอาคารทั้งหมด ทำให้ค่ายกลรอบนอกสำนักจันทรานิรันดร์ไม่สามารถหลอกลวงประสาทสัมผัสได้


            จินดูไปทีละอาคารๆ จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่หอคอยสูงห้าชั้นซึ่งตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ทั้งหมด แม้จะไม่ได้ดูยิ่งใหญ่โอ่โถง แต่ก็เหมือนจะเป็นอาคารที่มีความสำคัญมากที่สุดในบรรดาหมู่ตึกรอบด้านแล้ว โดยเฉพาะชั้นบนสุดของหอคอย จุดแสงสีเหลืองกะพริบถี่ๆ บ่งบอกว่ามิติประดิษฐ์สามารถตรวจจับพลังชีวิตของตัวตนที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่งได้ ซึ่งคงเป็นใครไปไม่ได้ยกเว้นก็แต่เจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ 'หวางเยว่ซิน' ที่ชายหนุ่มกำลังตามหา


            ร่างเงาขมุกขมัวค่อยๆ บังคับการเคลื่อนที่ของมิติอย่างใจเย็น เคลื่อนมันไปช้าๆ วางตำแหน่งเอาไว้ที่ชั้นห้าของอาคารดังกล่าว


            นอกเหนือจากดวงแสงสีเหลืองที่อยู่ภายในห้องพักเล็กๆ แล้ว ยังมีดวงแสงสีขาวที่หยุดนิ่งอยู่หน้าห้องพักด้วย จินเดาว่าอีกฝ่ายคือข้ารับใช้หญิงคนสนิทของเยว่ซินที่คาลอสเคยเล่าให้ฟัง


            หลังจากตรึงพิกัดของมิติเอาไว้ภายในห้องเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว จินก็ค่อยๆ ปรับตั้งค่าประตูมิติอย่างใจเย็นไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนตอนที่เขาเปิดประตูมิติเป็นครั้งแรก เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ข้าวของทุกอย่างภายในห้องคงหักพังเสียหายจนหมดอันเนื่องมาจากแรงฉีกกระชากของมิติประดิษฐ์ ซึ่งนั่นไม่ใช่มารยาทอันดีสำหรับแขกผู้มาเยือนอย่างเขาเลย


            เมื่อมั่นใจในค่าที่กำหนด ร่างกึ่งวิญญาณก็สั่งเปิดประตูมิติทันที รอยแยกเล็กๆ ปรากฏขึ้นภายในห้อง ก่อนจะแหวกตัวออกเป็นประตูมิติสีดำสูงจากพื้นห้องประมาณหนึ่งเมตร 


            พื้นที่โดยรอบสั่นไหวเล็กน้อย แต่ไม่ได้ทำให้สิ่งของขยับเขยื้อนหรือหักพังเสียหาย เพียงแต่มันไปกระตุ้นผู้คนภายในอาคารแห่งนั้นให้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแทน


            หญิงวัยกลางคนชุดเขียวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น แล้วจับจ้องไปที่หลุมมิติสีดำที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาโดยไม่ทราบที่มาที่ไป ส่วนหญิงสาวที่อยู่ด้านนอกประตูห้องก็รีบพุ่งตัวเข้ามาทันทีหลังจากรับรู้ได้ถึงการสั่นสะเทือนเล็กๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่


            วูม


            ประตูมิติสั่นไหวเล็กๆ ก่อนจะมีศีรษะยื่นออกมาจากด้านใน เป็นช่วงหัวที่ดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง เหมือนไม่มีอยู่จริงแต่ก็มีอยู่จริง มองไปแล้วให้ความรู้สึกสับสนไม่ชัดเจน


            ไม่นานร่างเงาขมุกขมัวก็โผล่พ้นประตูมิติขนาดเล็ก ด้วยขนาดของช่องทางที่เล็กมาก ทำให้ร่างเงาต้องก้มตัวลงแล้วมุดออกมาจากช่องทางที่ตนเองสร้างขึ้น แม้จะลำบากเล็กน้อยแต่ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วที่จะทำให้เกิดการรบกวนพื้นที่มิติน้อยที่สุด


            “ท่านเจ้าสำนัก!” หญิงสาวร่างบางที่เพิ่งวิ่งเข้ามาตะโกนเรียกหญิงวัยกลางคนบนเก้าด้วยความเป็นห่วง การที่อีกฝ่ายสามารถมุดทะลุมิติเข้ามาได้ง่ายๆ เช่นนี้ ต้องไม่ใช่ตัวตนธรรมดาสามัญเป็นแน่ แม้ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์ใด แต่การบุกรุกเข้ามาในสถานที่พักผ่อนของเจ้าสำนักโดยตรง อย่างไรก็ต้องคิดในแง่ร้ายไว้ก่อน


            ซึ่งหญิงวัยกลางคนชุดเขียวก็จ้องเขม็งไปที่ร่างเงาขมุกขมัว ก่อนจะตวาดออกมาเสียงดัง “ผู้ใด?!”


            เสียงตวาดเต็มไปด้วยพลังอำนาจ คลื่นพลังของนางแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ มุ่งเน้นสร้างแรงกดดันให้อีกฝ่าย


            “อึก” เนื่องจากตอนนี้จินมีพลังเทียบเท่าเพียงอเวกระดับที่เจ็ด เมื่อเจอแรงกดดันของอีโวลระดับสามที่มุ่งเป้ามาที่ตนโดยตรงมันก็ไม่ต่างจากขุนเขาถล่มลงมาทับร่าง หนักหน่วงถ่วงร่างเกินกว่าจะบรรยาย


            “ขะ...ข้าเอง....” ร่างเงาสั่นเป็นคลื่นพร่ามัว พยายามเต็มที่ที่จะฝืนต้านรับพลังที่ถาโถมเข้ามาทั้งหมด แล้วเค้นเสียงตอบกลับไป


            เสียงตอบขาดช่วงไป ร่างในชุดเขียวขมวดคิ้วมุ่น ค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้น เพ่งพินิจไปยังร่างตรงหน้า


            ไม่นานแรงกดดันที่พุ่งเข้ามาก็เบาบางลง ร่างเงาขมุกขมัวที่สั่นไหวเป็นคลื่นเริ่มกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง ชายหนุ่มที่เป็นเป้าหมายของแรงกดดันถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะหอบเหนื่อยตามมา


            ประตูมิติเบื้องหลังค่อยๆ ปิดตัวลงตามความต้องการของชายหนุ่ม


            “ท่านพี่? พี่ชายจิณณ์?” จากคิ้วที่ขมวดมุ่นเป็นปมเปลี่ยนไปกลายเป็นคิ้วที่เลิกขึ้นจนสุด ดวงโตของหญิงวัยกลางคนกลมโตราวกับไข่ห่าน บ่งบอกได้ถึงความประหลาดใจ


            แน่นอนว่านางไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน ไม่มีการแจ้งเตือน ไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า ทั้งยังมาในรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาดเหลือแสน เป็นใครก็ต้องตกใจ


            “ใช่ ข้าเอง ไม่ได้เจอกันนาน เจ้าแข็งแกร่งขึ้นมากทีเดียว” ร่างกึ่งวิญญาณยิ้มออกมาด้วยความเขินอาย หากไม่ใช่เพราะร่างวิญญาณจอมเสเพลทำให้พลังของเขาลดลงไปกว่าเดิมมาก มีหรือจะมีสภาพน่าอดสูเช่นนี้ต่อหน้าอีกฝ่าย


            “โอ้! ท่านพี่! ลุกขึ้นก่อนเถิด ขออภัยที่ปล่อยแรงกดดันมากจนเกินไป พอดีข้าตกใจเกินไปหน่อย” แรงกดดันทั้งหมดพลันหายไปในบัดดล ก่อนที่หญิงในชุดเขียวจะเดินเข้ามาประคองร่างเงาแล้วพาไปนั่งพักที่เก้าอี้รับรองแขก


            วูบ


            ฟรึ่บ ฟรึ่บ ฟรึ่บ


            เสียงการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วฝ่าอากาศเข้ามาที่อาคาร ก่อนจะมีเสียงกระแทกร่างแผ่วเบาลงมาบนหลังคาตึก


            หญิงวัยกลางคนในชุดเขียวแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบนเล็กน้อยก่อนจะตะโกนขึ้นไป “ไม่ต้องตกใจ ข้าเพียงดีใจมากไปหน่อยที่มีแขกคนพิเศษมาเยี่ยมเยียนจนเผลอปล่อยพลังออกมา พวกเจ้าจงกลับไปทำหน้าที่ของพวกเจ้าเสีย!”


            หลายร่างด้านนอกเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงตอบกลับมา “รับทราบท่านเจ้าสำนัก”


            ไม่นานร่างที่พุ่งมาหยุดอยู่ด้านบนและรอบตัวอาคารก็ค่อยๆ ทยอยจากไปอย่างรวดเร็ว เหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน


            หญิงวัยกลางคนในชุดเขียวคอยจนทุกคนจากไปหมด ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ แล้วปัดมือไล่หม่านเอ๋อให้ออกไปเฝ้าหน้าห้องเหมือนเดิม


            หญิงสาวร่างบางผงกหัวให้หนึ่งครั้งก่อนจะก้มตัวเดินออกประตูห้องไป


            ภายในห้องส่วนตัวของเยว่ซิน เหลือเพียงหญิงชุดเขียวและร่างเงาขมุกขมัวเพียงสองคนเท่านั้น เยว่ซินจ้องมองร่างของจินด้วยความประหลาดใจ เมื่อพิจารณาดูดีๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าร่างตรงหน้าช่างดูแปลกตาเสียจริง จะคนก็ไม่ใช่ สสารพลังงานก็ไม่เชิง


            “ร่างจริงๆ ของข้าตายไปตั้งแต่สามร้อยปีก่อนแล้ว เหลือเพียงวิญญาณที่ยังไม่ไปผุดไปเกิด” เมื่อเห็นความประหลาดใจสงสัยบนใบหน้าอีกฝ่าย ร่างเงาขมุกขมัวก็หัวเราะออกมาพร้อมกับอธิบายให้ฟัง  “นี่เป็นเพียงร่างกายชั่วคราว ทั้งอ่อนแอและแปลกประหลาด แต่เผอิญว่ามันคงสภาพไว้ได้นานที่สุดจึงเลือกที่จะใช้มันเดินทางไกล”


            “อา...ข้าพอจะรู้มาบ้างจากที่คาลอสและเคฟลินเล่าให้ฟัง แล้วนี่ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่ แถมยัง...ประตูมิตินั่น ทักษะพิเศษของท่านคือพลังมิติงั้นหรือ?” หญิงชุดเขียวเอียงหน้าด้วยความแปลกใจ


            “เป็นเพียงเครื่องมือเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าได้มาระหว่างทาง หาใช่ทักษะพิเศษไม่” ชายหนุ่มในร่างเงาขมุกขมัวส่ายศีรษะก่อนจะพูดต่อ “จริงๆ ครั้งนี้ข้าเพียงแวะมาเจอหน้าคนคุ้นเคยที่ไม่ได้เจอมานานแสนนานก็เท่านั้น แล้วก็มาขอบคุณเจ้าด้วย”


            ร่างกึ่งวิญญาณยกมือขึ้นมาประสานกันไว้เบื้องหน้า โค้งหัวให้กับอีกฝ่าย “หากไม่ใช่เพราะเจ้าส่งผู้อาวุโสเหลียนจงไปคอยดูแลตระกูลของข้า ป่านนี้ตระกูลพีไรซ์คงยับเยินไม่มีชิ้นดี ยากที่จะตั้งตัวขึ้นมาได้ใหม่”


            “เป็นเรื่องนี้นี่เอง... ข้าเพิ่งได้รับจดหมายด่วนจากเหลียนจงแจ้งถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง ดูเหมือนสงครามภายในเขต C นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ฝูงสัตว์อสูรที่บุกโจมตีเมืองก็เหมือนจะอยู่ในแผนการของกลุ่มกบฏเช่นเดียวกัน” หญิงวัยกลางคนถอนหายใจเหนื่อยอ่อน แม้นางจะไม่ใช่คนในเขต C แต่ก็มีอำนาจมากพอที่จะรู้ข่าวสารบ้านเมืองในต่างแดน


            “กลุ่มผู้มีอำนาจมักจะมองผู้คนเป็นตัวหมากเสมอ ชีวิตของผู้คนไม่ได้มีความสำคัญเท่าเป้าหมายของพวกมัน” ชายหนุ่มส่ายศีรษะ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ


            ภายในห้องนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ๆ คนเราเมื่อไม่เจอหน้ากันมานาน ย่อมเกิดความห่างเหินแม้จะห่วงหาและคิดถึง แต่พอมาเจอหน้ากันจริงๆ กลับไม่รู้จะพูดคุยอะไรกันมากนัก


            หญิงวัยกลางคนเปิดประเด็นพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป ถามสารทุกข์สุกดิบ ความเป็นมาเมื่อครั้งอดีต ซึ่งทั้งคู่ก็พูดคุยตอบโต้กันด้วยดี เต็มไปด้วยความสุข


            แต่ฝ่ายชายหนุ่มไม่ได้มีเวลาว่างขนาดมานั่งพูดคุยรื้อฟื้นความหลังกับอีกฝ่ายทั้งวัน เมื่อคุยไปได้สักพักก็เปิดหน้าต่างระบบ แล้วดึงก้อนหยกสีฟ้าออกมา


            “สิ่งนี้คือ?” ร่างเงาขมุกขมัวยื่นก้อนหยกขนาดครึ่งฝ่ามือให้อีกฝ่าย ทำให้สตรีในชุดเขียวเลิกคิ้วแปลกใจ


            ถึงจะมีคำถาม แต่มือขาวนวลก็ยื่นออกไปรับสิ่งที่อีกฝ่ายส่งมาให้แต่โดยดี ทันใดนั้นความเย็นเยียบก็แพร่กระจายออกมา รวมถึงแทรกซึมเข้าไปในร่างของนาง


            “ศิลาเยือกแข็ง ถือเป็นของฝากจากข้าในฐานะแขก และแทนคำขอบคุณที่คอยช่วยเหลือตระกูลของข้ามาโดยตลอด” ร่างเงาขมุกขมัวเผยรอยยิ้มออกมา ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังตกตะลึงกับสิ่งที่อยู่ในมือ


            เพียงแค่ถือเอาไว้ ความเย็นจากก้อนหยกก็ทำให้พลังงานธาตุน้ำแข็งของนางพลุ่งพล่าน เมื่อไอเย็นแปลกๆ แทรกซึมเข้ามาในร่าง เยว่ซินรู้สึกได้ทันทีว่าธาตุน้ำแข็งในร่างของตนเองค่อยๆ ปรับปรุงขึ้นทีละน้อย


            นี่คือของวิเศษ! ของวิเศษที่สรรค์สร้างมาเพื่อผู้ฝึกฝนธาตุน้ำแข็งอย่างนาง!


            “นี่...นี่คือของล้ำค่าอย่างที่สุดสำหรับผู้ฝึกฝนธาตุน้ำแข็ง พลังงานความเย็นมหาศาลแต่กลับอ่อนโยนไม่เป็นอันตราย เพียงแค่ถือเอาไว้ก็รู้สึกได้เลยว่ามันจะช่วยให้ข้าปรับปรุงพลังธาตุของตนเองไปได้อีกมาก...หากมีสิ่งนี้อยู่ ไม่แน่ข้าอาจจะใช้พลังธาตุที่เข้มข้นผลักดันตนเองไปสู่ระดับที่สี่ได้ภายในหนึ่งปี” สตรีชุดเขียวมองหินศิลาในมือก่อนจะพูดอยู่กับตนเอง


            หลังจากพิจารณาหินศิลาครู่ใหญ่ หญิงวัยกลางคนก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองร่างเงาขมุกขมัว


            “ขอบคุณพี่ใหญ่! ข้าสัญญาจะใช้มันให้ดีที่สุด” ประกายในดวงตาของหญิงวัยกลางคนดูสดใสขึ้นทันที ราวกับกลับไปเป็นสาวแรกรุ่นอีกครั้ง


            นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้ฝึกฝนพลังธาตุ จึงกล้ารับของล้ำค่าเช่นนี้มาโดยไม่เกรงใจ


            ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่นางไม่ได้ดีใจกับของขวัญที่ได้รับมากขนาดนี้ อยู่เหนือผู้คนนับร้อยนับพัน กองกำลังน้อยใหญ่ต่างก็ส่งของขวัญมาผูกมิตรกับนางตามวาระโอกาส มีทั้งของไร้ค่าและล้ำค่า แต่ของที่มีประโยชน์ต่อนางจริงๆ และมีคุณค่าทางจิตใจด้วยนั้นล้วนไม่มีเลย


            “ถ้าเจ้าชอบก็ดีแล้ว จงใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดเถิด” ชายหนุ่มจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะตัดบทด้วยการร่ำลา 


            “นี่ก็กินเวลามาพักใหญ่แล้ว มีหลายสิ่งที่ข้าต้องไปจัดการ ข้าอาจจะต้องขอตัวลากลับก่อน โอกาสหน้าข้าสัญญาว่าจะมาเจอกันในสภาพที่ดีกว่านี้แน่นอน ที่หลบๆ ซ่อนๆ เข้ามาก็เพราะกลัวว่าศิษย์ของเจ้าจะตกใจกลัวจนสังหารข้าทิ้งไปเสียก่อนนี่แหละ” ร่างเงาขมุกขมัวหัวเราะร่วน พูดติดตลกปิดท้ายก่อนจะจากไป


            แรงสั่นสะเทือนเล็กๆ เกิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับประตูมิติสีดำที่เปิดออก จากนั้นร่างกึ่งวิญญาณก็จากไปพร้อมกับประตูมิติที่ปิดตัวลง

    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน