“ท่านพ่อ ท่านคิดอะไรอยู่ถึงได้มอบแหวนวิญญาณให้กับเขา? ท่านพยายามเก็บรักษาแหวนวิญญาณวงนี้มาโดยตลอด แม้แต่อาวุโสสาขารองที่ส่งคำร้องเข้ามา ท่านก็ยังไม่อนุญาตให้เขาได้ครอบครอง แต่กับชายที่ท่านเพิ่งพบหน้าเป็นครั้งแรก ท่านกลับ…” หนี่เหิงเหยียนมีคำถามมากมาย หากเขาไม่ได้รับคำตอบ เขาคงจะค้างคาใจจนนอนไม่หลับเป็นแน่
หนี่หุนลั่วชี้ไปยังสวนดอกไม้และกล่าวขึ้น “เจ้าสังเกตเห็นอะไรหรือไม่?”
หนี่เหิงเหยียนมองไปยังทิศทางที่ชี้ และพบว่ามันคือสวนดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาไปตั้งแต่เมื่อคืน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่หยุนเฟยหยางเพิ่งจะย้ายเข้ามาในตำหนัก แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดเข้าใจว่า สวนดอกไม้เหล่านี้แห้งเหี่ยวและร่วงโรยไปได้อย่างไร
หนี่หุนลั่วอธิบายด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม “คืนก่อนหน้านี้ ประสาทสัมผัสของข้ารับรู้ได้ว่าปราณจิตวิญญาณของสวนสมุนไพรและสภาพแวดล้อมของพื้นที่นี้ถูกดูดกลืนโดยเขาจนหมดสิ้น”
“อะไร!?” หนี่เหิงเหยียนอุทานเสียงดังด้วยความตกใจ “จะเป็นไปได้อย่างไรที่ปราณจิตวิญญาณจะหมดสิ้นไป!? ท่านกำลังล้อเล่นหรือไม่?”
เขารู้ดีว่าต่อให้จะดูดซับปราณจิตวิญญาณอย่างไร ปราณจิตวิญญาณของสภาพแวดล้อมก็จะไม่มีวันหมดไป และมันจะถูกแทนที่เรื่อยๆจากความมีชีวิตชีวาของเส้นชีพจรมังกรที่อยู่ภายใต้มณฑลหนาน
หรือจะพูดให้เข้าใจง่าย ปราณจิตวิญญาณคือทรัพยากรที่ไม่มีวันหมดไป และจะมีการหมุนเวียนอยู่ตลอด
แต่สิ่งที่จะแตกต่างออกไปก็คือหากผู้ใดดูดกลืนปราณจิตวิญญาณมากเกินไป ร่างกายและเส้นลมปราณของคนผู้นั้นจะไม่สามารถทนรับได้ไหว และร่างกายจะระเบิดสลายไปเอง
แต่ในกรณีที่การดูดกลืนปราณจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อมไปจนหมดสิ้นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเขาก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยเช่นกัน
หนี่หุนลั่วยิ้มและพยักหน้าเบาๆ “นั่นเป็นเรื่องจริง เขายังดูดกลืนความมีชีวิตชีวาและแก่นแท้พลังชีวิตทั้งหมดของสวนดอกไม้ไปจนหมด สวนดอกไม้เหล่านี้งอกเงยมาตลอดหลายร้อยปีตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษรุ่นที่สอง แม้แต่ปราณอัคคีของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตื่นรู้ก็ยังไม่สามารถทำให้ดอกไม้เหล่านี้มีสูญเสียความมีชีวิตชีวาได้... นั่นหมายความว่าร่างกายของเขาอาจจะเป็นร่างกายพิเศษที่มีคุณลักษณะบางอย่างที่หาได้ยาก”
“หากข้าผูกมิตรกับเขาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ บางทีพวกเราอาจจะได้รับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต” หนี่หุนลั่วยิ้มอย่างมีนัยยะ
หนี่เหิงเหยียนอ้าปากค้างในการตั้งสมมติฐานของบิดา แต่เขายังกล่าวกลับว่า “แต่หากเขาคิดทรยศพวกเราเหมือนผู้เฒ่าจิ่วโหยวเล่า? พวกเราจะทำอย่างไร?”
หนี่หุนลั่วส่ายหน้า “นั่นเป็นไปไม่ได้ ข้าเคยเจอชายหนุ่มมาทุกรูปแบบ แต่ชายผู้นั้นไม่เหมือนกับชายหนุ่มทั่วไป เขาดูเหมือนคนที่ไม่หลงเหลืออะไรสักอย่างในชีวิต เขาไม่มีความสดใสและความมีชีวิตชีวาของชายหนุ่มปกติทั่วไป นั่นหมายความว่าเขาเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาหมาดๆ”
“เขาไม่ได้ต้องการทรัพย์สินหรือความมั่งคั่ง แต่สิ่งเดียวที่ผลักดันให้เขายังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ก็คือความแค้น! หากพวกเรามอบสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่เขาเพื่อให้เขามุ่งมั่นที่จะแก้แค้น คนแบบนี้จะไม่มีวันทรยศตระกูลหนี่อย่างแน่นอน!” หนี่หุนลั่วตอกย้ำด้วยความมั่นใจ
ในความเป็นจริงสิ่งที่เขาพูดออกมา ไม่ได้มาจากความคิดของเขาเท่านั้น แต่ยังมาจากทักษะพยากรณ์ที่เขาฝึกฝนจนช่ำชองอีกด้วย
เขาเพียงแค่ไม่ได้พูดเรื่องที่เขาได้พยากรณ์เกี่ยวกับโชคชะตาของจางหลินออกไปให้หนี่เหิงเหยียนรับรู้เท่านั้น
แม้หนี่เหิงเหยียนจะไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้บิดาของตนมีความมั่นใจถึงขนาดนั้น แต่เขาก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้
ก่อนหน้านี้ในการประชุมของเหล่าผู้อาวุโส บิดาก็มีมติหนึ่งขึ้นมา และยังโน้มน้าวทำให้เหล่าผู้อาวุโสส่วนมากเห็นชอบด้วยอีกต่างหาก
แม้จะมีคำถามมากมายในใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าการตัดสินใจของหนี่หุนลั่วไม่เคยผิดพลาดมาก่อน ฉะนั้นเขาจึงไม่คิดตั้งคำถามกับบิดาของตน
หนี่หุนลั่วที่ยืนมองตำหนักของจางหลินจากระยะไกลก็ยิ้มออกมาจางๆ “เฟยหยาง ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
.
.
.
วันรุ่งขึ้น จางหลินที่ตื่นขึ้นก็อาบน้ำอาบท่าพร้อมกับเปลี่ยนชุดให้อยู่ในชุดสุภาพเรียบร้อย
ที่มือขวาของเขาคือแหวนวิญญาณที่สวมอยู่ที่นิ้วกลาง ศาสตราวุธทั้งหมดรวมถึงสิ่งของจำเป็นทุกอย่างก็ได้ถูกกักเก็บไว้ภายใน
จางหลินเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางได้ทุกเมื่อ
จู่ๆ สาวน้อยเสี่ยวหยูก็มาเคาะประตู “นายน้อยเฟยหยาง คุณหนูน้อยรอท่านอยู่ที่ห้องโถงใหญ่”
เนื่องจากสถานะของเขาเปลี่ยนไป ดังนั้นสาวใช้อย่างเสี่ยวหยูเองก็ต้องเรียกเขาว่านายน้อยด้วยความเคารพ
จางหลินค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง และเดินตามหลังเสี่ยวหยูไปในทิศทางของห้องโถงใหญ่
เมื่อมาถึงเบื้องหน้าห้องโถง เขาก็เคาะประตู ก่อนที่เสียงของหนี่หุนลั่วจะดังขึ้นจากข้างใน “เข้ามา”
“ข้าน้อยขออนุญาต” จางหลินเปิดประตูเข้าไปอย่างนอบน้อม
ฉากที่เห็นตรงหน้าคือห้องโถงที่กว้างขวางและมีการตกแต่งที่ไม่ธรรมดา
รอบข้างคือเก้าอี้ที่ถูกจัดวางขนาบข้างเป็นสองแถว และมีเหล่าผู้อาวุโสกำลังนั่งเรียงรายกันอยู่
เบื้องหน้าสุดคือร่างของหนี่หุนลั่ว หนี่เหิงเหยียนและหนี่ซวงที่ยิ้มต้อนรับเขามาแต่ไกล ก่อนที่หนี่ซวงจะวิ่งเข้ามาและกอดแขนเขาไว้ “เฟยหยาง เจ้ามาแล้ว”
จางหลินพยักหน้าเบาๆ หนี่ซวงลากเขามาข้างหน้าผ่านเก้าอี้ของเหล่าผู้อาวุโสที่จ้องเขม็งมาที่ตนอย่างไม่เป็นมิตร
เขารู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดถึงมีสายตาที่ไม่เป็นมิตรจ้องมองเขามากถึงขนาดนี้
เมื่อมาถึงหน้าห้องโถง เขาก็ชูกำปั้นให้แก่หนี่หุนลั่วและหนี่เหิงเหยียนอย่างสุภาพ “ประมุขหนี่ คุณชายหนี่”
หนี่หุนลั่วผงกศีรษะและโบกมือ “ไม่ต้องมากพิธี”
จากนั้นหนี่เหิงเหยียนก็ยิ้มออกมา ก่อนจะคว้าบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อและมอบให้แก่จางหลิน “นี่คือหยกตัวตนของเจ้า”
จางหลินเดินเข้าไปและรับหยกมา ทว่าหยกตัวตนที่ควรจะเป็นสีเขียว มันกลับมีลักษณะเป็นสีเงินที่แตกต่างจากที่เขาได้ยินมา “หยกเงิน? นี่คือระดับของผู้ดูแลพิเศษมิใช่หรือ?”
“โอ้? คล้ายว่าเจ้าจะอ่านตำราทั้งหมดในห้องนั้นแล้ว…” หนี่หุนลั่วยิ้มและพยักหน้าเบาๆ “ถูกต้อง ตอนนี้หยกตัวตนของเจ้าคือหยกสีเงิน ซึ่งคือระดับของผู้ดูแลพิเศษของตระกูลชั้นนำในมณฑลหนาน ข้าเพิ่งจะเลื่อนขั้นให้เจ้าเมื่อไม่นานมานี้”
สถานะ【ผู้ดูแลพิเศษ】คือผู้ที่สามารถสั่งการผู้ติดตามและผู้อาวุโสจากสาขารองได้ทั้งหมด สถานะของเขารองลงมาจากผู้อาวุโสจากสาขาหลักเท่านั้น
นั่นหมายความว่าจางหลินไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ติดตามธรรมดาอีกต่อไป หากผู้อาวุโสจากสาขารองไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้ดูแลพิเศษ จะถูกโทษทัณฑ์ตามกฎของตระกูลที่ถูกตั้งไว้!
จางหลินตัวสั่นไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้ทำดีกับเขามากขนาดนี้
เขาเพิ่งเคยพบเจอกับหนี่ซวงเพียงแค่ไม่ถึงสองวันและพบเจอหนี่หุนลั่วไม่ถึงสี่ชั่วยาม แค่การที่เขาได้ยกระดับจากพลเรือนให้มาเป็นผู้ติดตามตระกูลชั้นนำก็นับว่าเป็นโชควาสนาแล้ว
แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะยกระดับให้เขาเป็นผู้ดูแลพิเศษ ที่ผู้อาวุโสสาขารองบางคนกำลังหมายตาอยู่!
เขาไม่แปลกใจแล้วว่าเหตุใดเขาต้องพบเข้ากับสายตาที่ไม่เป็นมิตรมากถึงขนาดนี้ ดูเหมือนว่ากลุ่มคนเหล่านี้ก็อยากจะเป็นผู้ดูแลพิเศษด้วยเช่นกัน