ด้านไป๋หลันฮวา
หลังจากเห็นว่าบทเพลงของนางไม่อาจจบการโจมตีได้โดยง่ายเพราะว่าชายที่มีปราณจตุรธาตุมีปราณมากพอจะรับการโจมตีของนางได้โดยตรง ส่วนนักฝึกสัตว์ตรงหน้าก็มีลูกเล่นมากมายที่ลดพลังโจมตีของนางจนสุดท้ายก็สามารถฝืนรับพลังโจมตีที่เหลือไว้ได้
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่สี่ เพลงสยบสี่ทิศ
ไป๋หลันฮวายังคงเล่นบทเพลงโจมตีอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นทั้งจงหมิ่นและอูหลินเฟิง ตั้งรับการโจมตีต่อไปไม่อาจเข้าประชิดตัวของไป๋หลันฮวาได้โดยง่าย
“คุณหนูไป๋ จริงๆ แล้วข้ายังมีพวกพ้องเหลืออีกหนึ่งคนระวังตัวด้วย” อูหลินเฟิงกล่าวในขณะที่ฝืนรับการโจมตีการบทบรรเลงพิณ ใบหน้าของอูหลินเฟิงยังคงส่งรอยยิ้มที่ยียวนไปที่ไป๋หลันฮวา
‘เอาอีกแล้ว…ชายคนนี้ รูปแบบการต่อสู้ของชายตรงหน้าคือการทำให้เสียสมาธิ ทั้งการซ่อนตัวสหายของตน ซ่อนวิหค หลอกว่ามีโจมตีทั้งที่ไม่มี โจมตีในตอนที่ข้าระวังตัวน้อยลง ครั้งนี้อีกฝ่ายพูดจริงหรือไม่' ไป๋หลันฮวาคิดในใจ หากนางลดระดับการโจมตีเพื่อค้นหา ชายผู้มีปราณจตุรธาตุอาจเข้าประชิดตัวนางได้แต่ว่าหากนางไม่ค้นหาแล้วมีอีกคนจริง สุดท้ายนางก็อาจโดนประชิดตัวได้อยู่ดี
เพียงคำพูดเดียวของอูหลินเฟิงก็สามารถคำให้ไป๋หลันฮวาคิดไม่ตกได้ ไป๋หลันฮวาตัดสินใจบรรเลงรูปแบบค้นหาแค่ว่าก็ไม่อาจพบสิ่งในทั่วบริเวณ มีเพียงแค่ชายสองคนตรงหน้าและวานรแขนยักษ์เท่านั้น
“เจ้ากล้าหรอกข้าอีกแล้ว!!” เป็นอีกครั้งที่นางโมโหในการต่อสู้กับนักฝึกสัตว์คนนี้ เพียงการลดระดับการโจมตี จงหมิ่นสามารถอาศัยจังหวะนี้ ย่นระยะเข้ามาใกล้ไป๋หลันฮวา แต่ว่าความเร็วของจงหมิ่นไม่ได้มากพอที่จะสามารถประชิดตัวของไป๋หลันฮวาได้ทัน ไป๋หลันฮวาที่โมโหเริ่มบรรเลงเพลงโจมตีอีกครั้ง
ปราณวายุ ศรตระกูลกวนกระบวนท่าที่หนึ่ง ศรรวมศูนย์
ในขณะที่ไป๋หลันฮวากำลังจะบรรเลงเพลงเพื่อโจมตี ศรวายุของกวนซ่างซีที่หลบออกไปตั้งแต่แรกก็ได้พุ่งมาอย่างรวดเร็ว
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่สอง ทำนองพิทักษ์
เรียกได้ว่าสัญชาตญาณการตอบโต้ของไป๋หลันฮวานั้นดียิ่งนัก การลอบโจมตีของกวนซ่างซีก็ยังสามารถสร้างเกาะคลื่นเสียงมาป้องกันไว้ได้ทัน
‘ศรนี้ รุนแรงมาก!!’ ไป๋หลันฮวาคิดในใจ ความรุนแรงของศรนั้นพอๆ กับพลังโจมตีของจงหมิ่นที่โจมตีเต็มกำลัง
ชื่อของตระกูลนักธนูอันดับหนึ่งในบรรดาตระกูลระดับกลางของทวีปไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ตระกูลกวนมีวิชาศรวายุที่มีความสามารถในการรวบรวมสายลมในระหว่างที่ศรวิ่งผ่านสายลม ยิ่งระยะทางมากเท่าไหร่สายลมที่สามารถรวมได้ที่ปลายศรก็จะยิ่งมากไปด้วย ยิ่งสามารถรวมสายลมได้มากเท่าไหร่ความเร็วและความรุนแรงยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
โดยปกติแล้วระยะการโจมตีที่แม่นยำที่สุดของกวนซ่างซีคือเพียงสองร้อยเมตรเท่านั้น แต่ว่าหลังจากที่ได้ยันต์ของอูหลินเฟิง นางสามารถมองผ่านสายตาของสมาชิกได้ทั้งทีมรวมถึงสัตว์อสูรของอูหลินเฟิง รวมกับความสามารถที่กวนซ่างซีสามารถควบคุมลูกศรที่ยิงออกไปได้ดั่งใจ ทำให้นางสามารถยิงได้ไกลมากขึ้น ครั้งนี้นางซุ่มยิงจากระยะไกลถึงสองกิโลเมตร พลังโจมตีที่สามารถแสดงออกมา จึงมีระดับพอๆ กันกับจงหมิ่น หรือแรงเท่ากับนักสู้ระดับห้าชั้นสูงเลยทีเดียว
เพียงศรเดียวไป๋หลันฮวาต้องสลับมาเล่นทำนองพิทักษ์คู่เพลงสยบสี่ทิศ ไม่อาจบรรเลงการโจมตีต่อเนื่องเหมือนเดิมได้ คราวนี้เมื่อพลังกดมหาศาลลดลงจงหมิ่นก็พุ่งเข้าไปประชิดตัวของไป๋หลันฮวา
ปราณดาบจตุรธาตุสายเพลิงวายุ กระบวนท่าที่หนึ่ง ดาบประกายเพลิงตัดวายุ
การโจมตีที่รุนแรงโหมกระหน่ำฟันเข้าไปที่ไป๋หลันฮวา ไป๋หลันฮวาไม่อาจโจมตีต่อจำเป็นต้องสร้างเกาะคลื่นเสียงปกป้องตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ ศรของกวนซ่างซีก็ยิงเข้ามาร่วมโจมตีประสานไปกับการโจมตีของจงหมิ่น เพียงพริบตาเดียวไป๋หลันฮวาที่เป็นฝ่ายได้เปรียบกับเสียเปรียบในการต่อสู้ทันที
“ชิ” ไป๋หลันฮวาแม้จะต้องรับมือพลังโจมตีของจงหมิ่นและกวนซ่างซีพร้อมกับ แต่นางยังสามารถอาศัยพลังลมปราณที่เหนือกว่าต้านเอาไว้ได้ แต่ว่าการโจมตีของจงหมิ่นหนักหน่วงความรู้สึกของนางนั้นราวกับโดนโจมตีจากผู้ที่มีระดับพลังเท่ากัน
‘ทุกคนเจ้าคะ ข้าเก็บดอกพุดได้แล้วเจ้าค่ะ’ เสียงของเสวี่ยหานเอ๋อร์ดังขึ้นจากต่างหูที่อูหลินเฟิงมอบให้ ทำให้การโจมตีของจงหมิ่นหยุดลง การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้เกิดเพราะต้องการสังหาร เพียงเพื่อถ่วงเวลาสำหรับการเก็บดอกพุดโศกาสีน้ำเงินเท่านั้น
“อะไรกัน?” ไป๋หลันฮวาที่เห็นว่าจงหมิ่นหยุดโจมตีก็สับสน แต่นางก็สามารถคิดได้อย่างรวดเร็วจ้องไปมองยังบริเวณที่ควรมีดอกพุดโศกาสีน้ำเงิน แต่ว่าบัดนี้มันได้หายไปเสียแล้ว จากนั้นนางก็หันไปทางกู่ซือเอินและเซี่ยชิงเอ๋อร์ พบว่าเมื่อนางและเซี่ยชิงเอ๋อร์ไม่ได้ร่วมมือกัน เซี่ยชิงเอ๋อร์ที่ใช้พลังแก่นแท้จนหมดไม่อาจต่อกรกู่ซือเอินได้นานนัก พลาดท่าโดนพิษของกู่ซือเอินเข้าไปเสียแล้ว
“เซี่ยชิงเอ๋อร์!!!” เหมือนเห็นว่าจงหมิ่นและอูหลินเฟิงไม่เข้ามาโจมตีต่อ นางจึงวิ่งไปหาเซี่ยชิงเอ๋อร์ที่พยายามโคจรลมปราณขับพิษออกมา
“เซี่ยชิงเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง” ไป๋หลันฮวาถามเมื่อมาถึง นางเห็นใบหน้าของเซี่ยชิงเอ๋อร์มีเหงื่อท่วมตัวแสดงสีหน้าเจ็บปวดเล็กน้อยเท่านั้น
“ไม่เป็นอะไรมาก กู่ซือเอินไม่ได้ใช้พิษที่รุนแรงนัก เพียงทำให้อ่อนแรงเท่านั้น” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว หากนี้เป็นการต่อสู้หมายเอาชีวิตนางคงตายไปแล้ว กู่ซือเอินไม่ใช่ศัตรูที่จะสามารถชนะได้โดยอาศัยนางเพียงคนเดียว
หลังจากนั้นไม่นานอูหลินเฟิงและจงหมิ่นได้เดินเข้ามาหากู่ซือเอิน กังปี้ตอนนี้ได้ย่อตัวลงมาเกาะที่ไหล่ของอูหลินเฟิงเหมือนเดิม
“คุณหนูกู่…เราสามารถเก็บดอกพุดโศกาได้แล้ว ท่านสามารถมอบยาถอนพิษให้คุณหนูเซี่ยได้หรือไม่” อูหลินเฟิงถามกู่ซือเอิน กู่ซือเอินเมื่อได้ยินก็รวมลมปราณบีบอัดพิษอีกชนิดที่สามารถใช้ถอนพิษที่เซี่ยชิงเอ๋อร์โดนได้
“ขอบใจ” เมื่อได้รับยาถอนพิษ เซี่ยชิงเอ๋อร์ก็รีบโยนเข้าปาก เพียงไม่นานใบหน้าของนางก็ดีขึ้น ความรู้สึกอ่อนแรงก็จางหายไป จากนั้นก็ลุกขึ้นประสานมือให้กับกู่ซือเอิน
“การได้ต่อสู้กับท่านครั้งนี้ ข้าได้เรียนรู้หลายอย่างจริงๆ กลุ่มของท่านไม่ธรรมดาจริงๆ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ถามยอมรับ ความสามารถของกลุ่มตรงหน้านาง ไม่นานหลังจากนั้น ถงต้าเหวย ลี่เจียง อูหมินจิง เสวี่ยหานเอ๋อร์ ได้เดินเข้ามาสมทบเมื่อเห็นว่าการต่อสู้จบแล้ว
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า กลุ่มของเราจะสามารถหยุด ศิษย์ของเก้าปราชญ์สองคนได้” ถงต้าเหวยกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาของตน
“หากไม่มีคุณหนูกู่ เราคงไม่อาจทำได้ขนาดนี้” ลี่เจียงกล่าวหลังจากได้มองการต่อสู้ เขาไม่อาจเข้าไปแทรกของการต่อสู้ระดับนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับเซี่ยชิงเอ๋อร์หรือไป๋หลันฮวา ไม่ใช่ระดับที่ความสามารถของเขาจะไปถึงได้เลย
“กลุ่มของเจ้าเป็นการรวมตัวของสัตว์ประหลาดชัดๆ ร่างเทพอสูรอมตะกับร่างเทวราชพันพิษ กับผู้ครอบครองปราณจตุรธาตุ ร่างกายในตำนานอยู่ในกลุ่มนี้ถึงสองคน” ไป๋หลันฮวากล่าว แถมยังมีคนกวนประสาทอย่างนักฝึกสัตว์ตรงหน้านางอีกที่สามารถต่อสู้โดยการก่อกวนต่าง ๆ
“พวกเราพักกันก่อนเถอะ การต่อสู้เมื่อกี้ผลาญลมปราณของพวกเราไปอย่างมาก หากเดินทางต่อจะเป็นอันตราย ไว้รอให้ลมปราณของแต่ละคนฟื้นกลับมาค่อยเดินทางต่อ คุณหนูเซี่ย คุณหนูไป๋จะมาพักกับพวกเราหรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าวเสนอ
“ใครอยากจะพักร่วมกับเจ้ากัน” ไป๋หลันฮวากล่าว
“เป็นความคิดที่ดี” แต่ว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์กับเห็นด้วย
“เซี่ยชิงเอ๋อร์!!” ไป๋หลันฮวาตกใจที่เซี่ยชิงเอ๋อร์เห็นด้วย
“เราเสียลมปราณไปมาก หากเดินทางต่อย่อมไม่ดีต่อพวกเรา อย่างน้อยเราควรพักก่อนเดินทางต่อ ตอนนี้อยู่รวมกับคนจำนวนมากย่อมปลอดภัยกว่า”
“มีศิษย์ของเก้าปราชญ์รวมตัวสามคน ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์อสูรที่ไหนย่อมต้องไม่กล้าเข้ามาแน่นอน” ลี่เจียงกล่าว
"กรีชชชช" เสียงของฮุยฮุยดังขึ้นเป็นสัญญาณของการโดนบุกรุก ทุกสายตามองไปยังลี่เจียงเป็นตาเดียว
“ทีหลังห้ามเจ้าพูดเช่นนี้อีก” อูหลินเฟิงกล่าว
“ทางที่ดีไม่ควรพูดอะไรอีก” จงหมิ่นกล่าวเสริม
“สหายลี่ข้าเริ่มไม่อยากได้ยินเจ้าพูดอะไรแล้ว” ถงต้าเหวยกล้า
“เห้ออ” อูหมินจิงถอนหายใจ
“เออ คุณชายลี่ข้าไม่มีอะไรจะพูดเลยเจ้าค่ะ”
อูหลินเฟิงใช้พลังจากยันต์มองผ่านสายตาของฮุยฮุย คราวนี้อูหลินเฟิงถึงกับหน้าถอดสี เมื่อเห็นสัตว์อสูรที่กำลังเข้ามา
“หนี!!!! ออกจากที่นี่ให้ไวที่สุด” อูหลินเฟิงรีบเรียกอาชาขนวารีออกมาทันที
“คุณหนูกู่ไปกับข้า เสวี่ยหานเอ๋อร์ไปกับจงหมิ่น คุณหนูไป๋ คุณหนูเซี่ยรีบขึ้นม้า…เราต้องรีบออกจากที่นี่โดยเร็ว” อูหลินเฟิงมอบม้าสองตัวที่เคยให้กู่ซือเอินและเสวี่ยหานเอ๋อร์ขี่ มอบให้กับเซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวา
แม้ทุกคนจะยังไม่รู้ว่ามีตัวอะไรที่เข้ามา แต่ว่าเนื่องจากอูหลินเฟิงที่เป็นหัวหน้ากลุ่มบอก ทุกคนไม่รอช้ารีบขึ้นอาชาจนวารีหนีออกจากไปจากจุดเดิม เซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวาเองแม้จะงงอยู่บ้าง แต่ว่านางสองคนไม่ใช้คนโง่ นางสองคนสังเกตความแข็งแกร่งของกลุ่มและนิสัยของอูหลินเฟิงพบว่า หากอูหลินเฟิงไม่มั่นใจในการต่อสู้จะไม่ลงต่อสู้เด็ดขาด หากคนแบบนี้สั่งให้หนี สัตว์อสูรที่เข้ามา สมควรมีความแข็งแกร่งมากกว่าคนที่รวมตัวกันตรงนี้
หลังจากที่หนีออกมาได้ระยะหนึ่ง
“สหายอู ตัวอะไรที่ทำให้ต้องรีบหนีแบบนี้กัน” ถงต้าเหวยถาม ความแข็งแกร่งของกลุ่มตอนนี้หากมีเซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวาช่วยไม่น่าจะต้องกลัวสัตว์อสูรตัวไหนเลยด้วยซ้ำ
“อสรพิษเกล็ดหยก ระดับหกขั้นต้น” อูหลินเฟิงตอบ ทันทีที่ได้ยินตัวของจงหมิ่น กู่ซือเอิน เซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวา เข้าใจทันทีว่าเหตุใดถึงต้องรีบหนี
อสรพิษเกล็ดหยก สัตว์อสูรสายเลือดวิวัฒน์ อสรพิษชนิดเดียวกับที่โจมตีเมืองทะเลสาบหยกของจงหมิ่น ตัวที่โจมตีเมืองของจงหมิ่นมีระดับหกขั้นสูงแต่ต้องใช้จอมยุทธ์สามคนรวมกันสังหาร แต่ว่าจอมยุทธ์ทั้งสามต่างบาดเจ็บสาหัสทั้งหมด เป็นหนึ่งในอสรพิษที่มีความแข็งแกร่งสูงมาก เกล็ดหยกแข็งราวกับเหล็กกล้า ดวงตาของมันมีพลังใจการสะกดจิตทำให้ผู้ที่ถูกจ้องมองไม่อาจขยับตัวได้ดั่งใจ และ ยังมีพิษหยกสลายลมปราณ เป็นการรวมตัวของพลังที่น่าหวาดหวั่นในอสรพิษตัวเดียว
“แข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ” ถงต้าเหวยถาม
“หากจงหมิ่น กู่ซือเอิน เซี่ยชิงเอ๋อร์ และ ไป๋หลันฮวา มีลมปราณเต็มสิบส่วนร่วมมือกัน อาจสามารถสังหารมันได้ แต่ว่าตอนนี้ลมปราณของทุกคนถูกใช้ไปมากกว่าแปดส่วน…ไม่มีทางสู้ได้แน่นอน” อูหลินเฟิงบอก หลังจากนั้นก็มองผ่านสายตาของฮุยฮุยอีกครั้งก็พบว่าอสรพิษเกล็ดหยก ยังคงติดตามมาอยู่อีกทั้งยังเร่งความเร็วเลื่อยเข้ามา ย่นระยะเข้าใกล้มาเรื่อย ๆ ความเร็วของอาชาขนวารีไม่อาจหนีอสรพิษเกล็ดหยกได้นานนัก อีกไม่นานถูกตามทันแน่นอน
“แย่ละสิ” อูหลินเฟิงหันไปมองหน้าหลัง เห็นอสรพิษขนาดใหญ่เลื่อยเข้ามาอย่างรวดเร็วต้นไม้ใบหญ้าต่างถูกร่างขนาดใหญ่เลื่อยผ่านต่างล้มระเนระนาด
อสรพิษหยกที่เริ่มเห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้น เกร็งกล้ามเนื้อพุ่งขึ้นกลางอากาศออกจากตำแหน่งเดิม จากนั้นก็ร่วงหล่นลงตรงหน้าคนทั้งหมด
"ฟู่ ฟ่อ" เสียงขู่ของอสรพิษเกล็ดหยกดังขึ้น ดวงตาอสรพิษจ้องมองไปยังเหยื่อของตนเอง อาชาขนวารีที่จ้องมองไปยังดวงตาของอสรพิษต่างไม่อาจขยับวิ่งต่อไปแล้ว