นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 309 สู่บ้านเกิด

        ตอนที่ 309 สู่บ้านเกิด

         

         

        เวลากว่าครึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อนิทานจมอยู่กับความคิดในหัวของตนเรื่องการเรียนรู้คำ หลังจากได้พบและเกือบ ๆ ต่อสู้กับเรอุสแล้ว ความเป็นจริงจึงตอกย้ำถึงความอ่อนแอของนักสลักเอกคนหนึ่ง

         

        เขานั้นแข็งแกร่งกว่านักสลักเอกทั่วไปมาก แม้จะเทียบกับผู้เรียนรู้ 5คำในตำนานเขาก็ยังคงแข็งแกร่ง โดดเด่นยิ่งกว่ายอดอัจฉริยะที่นานทีจะปรากฏอย่างนักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ 4คำ

         

        บุคคลจำพวกนี้สามารถต่อกรกับอริยะได้ระดับหนึ่งตั้งแต่ตนยังเป็นเพียงนักสลักเอก เป็นขีดจำกัดสูงสุดที่นักสลักเอกคนหนึ่งสามารถไปถึงได้ด้วยพลังส่วนบุคคล

         

        จนกระทั่งการปรากฏตัวขึ้นของผู้เรียนรู้ 5คำในตำนานอย่างซอเด็ต เอเทล

         

        พวกเขาทั้งสองไม่เพียงไม่พ่ายแพ้ต่อนักสลักไตร แต่สามารถเอาชัยและสังหารอริยะขั้นต้นเหล่านั้นได้ด้วยความสามารถของตนเอง เป็นระดับที่สูงส่งจนปรากฏเพียงในตำนานและแทบไม่ปรากฏขึ้นอีกเลย บุคคลล่าสุดที่อยู่ในระดับนี้และยังมีลมหายใจเหลือเพียงรองผู้อำนวยการของหอสมุดเท่านั้น

         

        ต่อให้เจอกับนักสลักจตุรเธอก็ยังสามารถเอาตัวรอดได้ระดับหนึ่ง เว้นเสียแต่นักสลักไตรหรือนักสลักจตุรคนนั้นมีคำแห่งพลังที่ชนะทางเธอโดยสิ้นเชิง

         

        ตัวเขาและคีตาเองก็มีพลังอยู่ในระดับนี้เช่นกัน เพียงแต่มีเงื่อนไขที่ยุ่งยากกว่าซอเด็ตมาก การใช้พลังไล่ตาม การถ่ายโอนพลัง การแบ่งปันพลังระหว่างกัน พวกเขานั้นมีเงื่อนไขที่ต้องทำตามจึงจะเข้าสู่สภาวะพลังสูงสุด

         

        การที่พวกเขาทำได้อย่างรวดเร็วมาตลอดไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องง่ายหรือไม่นับเป็นจุดอ่อน ในความเป็นจริงแล้วหากไม่ได้รับการเสริมพลังระหว่างกัน นิทานอาจจะอ่อนแอกว่ารานอสเสียอีก จะอย่างไรโดยแท้แล้วเขาก็เป็นเพียงผู้เรียนรู้ 3คำมาก่อน

         

        ตัวคีตานั้นต่างกัน มันเป็นผู้เรียนรู้ 4คำมาก่อน เมื่อรวมกับการที่มันได้รับการบำรุงร่างกายด้วยสมบัติและพลังทางสายเลือดที่นิทานไม่แน่ใจนักว่าเรียกว่าถูกปลุกตื่นแล้วหรือไม่ทำให้มันแข็งแกร่งเทียบเท่ารานอสได้

         

        คำแห่งพลังที่มันเรียนรู้ได้อย่างถ่องแท้ก็เป็นคำว่าไล่ตามเป้าหมาย ทำให้ตัวมันเองสามารถเสริมพลังจนเอาชนะนักสลักไตรได้ด้วยตัวมันเอง เสียเพียงแต่ว่าหากไม่มีนิทานคอยป้อนพลังจิตวิญญาณเติมให้มันจะคงสภาพนั้นได้แค่ไม่กี่นาที

         

        และด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านี้ ในการต่อสู้จริงหากศัตรูมีความสามารถในการขัดขวางการเชื่อมต่อของพวกเขา ทั้งสองจะหวนคืนกลับไปสู่สถานะคนธรรมดาในทันที

         

        ก่อนหน้านี้นิทานเคยคิดว่าเพียงเขาและคีตากลายเป็นนักสลักเอกก็มากเพียงพอสำหรับการเอาชนะงานประลองแล้ว พลังของเขาในปัจจุบันมากยิ่งกว่ายามอยู่ในสุสาน พวกเขาสองคนตอนนี้แม้จะยังไม่มีหวังเอาชนะนักสลักจตุรได้ด้วยตนเองแต่ก็สมควรรับมือได้ระดับหนึ่ง ไม่ใช่เพียงใช้พลังทั้งหมดเพื่อเอาชีวิตรอด

         

        เขาไม่คิดบ้าหรือหลงลำพองจนคิดว่าตนสามารถเข้าชนนักสลักจตุรได้โดยตรงตลอดเวลา หากเลือกได้เขาย่อมไม่เข้าต่อสู้ ท้ายที่สุดแล้วการผสานสามคำอาจสังหารเขาได้ในพริบตา

         

        ไม่ฉันก็คีตาต้องกลายเป็นนักสลักโท นิทานขมวดคิ้วแน่น ร่างบางของเรนเดลยามทำสีหน้ามุ่ยแล้วกลับดูน่ารักน่าเอ็นดู

         

        ซอเด็ตไม่มีทางหยุดรออยู่กับที่แน่ ดีไม่ดีเธอจะกลายเป็นนักสลักโทก่อนงานประลองด้วยซ้ำ เขาประเมินซอเด็ตไว้สูงถึงเพียงนั้น หากเป็นเธอคนนั้นละก็เธอต้องแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนอย่างแน่นอน เป็นเหมือนเป้าหมายที่ไม่เคยหยุดรอให้เขาวิ่งตามไปทัน ดุจปลายสายรุ้งที่แม้จะดูเหมือนอยู่ใกล้แท้จริงแล้วกลับแสนไกล

         

        ถึงซอเด็ตจะไม่ได้เลื่อนระดับเป็นนักสลักโทได้ทันงานประลอง ตัวนิทานเองก็ไม่สงสัยแม้แต่น้อยว่าเธอสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีก การคิดกระบวนท่า สมบัติที่เหมาะสม ฝึกทักษะการใช้เคียว พลังจิตวิญญาณเพิ่มพูนมากขึ้นจากการฝึกฝน หรือแม้กระทั่งอะไรบางอย่างที่เขาไม่รับทราบ เขารู้เพียงว่าเธอต้องมีแน่

         

        การเป็นนักสลักเอกทั้งคู่นั้นไม่เพียงพอจะเอาชนะซอเด็ตได้ นิทานรับรู้เรื่องนั้นดี นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ตัวเขานั้นต้องการพัฒนาร่มปกปักหทัยให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

         

        หน้ายาว ๆ ของนิทานไซร้กับแก้มนุ่ม ๆ ของเรนเดล มันดูจะชอบผมดำยาวสรวลของเรนเดลมากเป็นพิเศษ การดุนแก้มของมันดึงสติของนิทานให้กลับมาสู่บนหลังของนกยักษ์ 8ปีกอีกครั้ง

         

        ขณะนี้มันกำลังลงจอดลงที่ลานกว้างขนาดเล็ก สถานีแห่งนี้ไม่อาจเทียบได้กับสถานีของเมืองใด ๆ ก็ตามที่นิทานเคยไปมา เพียงเป็นลานที่นกยักษ์สามารถหยุดพักได้แค่ 2 หรือ 3ตัวเท่านั้น

         

        ภาพของเมืองขนาดเล็กฉายเต็มดวงตาที่สั่นเทาน้อย ๆ ของนิทาน เมืองศิลาลัยไม่ได้มีสมบัติวิเศษสำหรับสร้างแสงไฟกระจายอยู่ทุกที่เฉกเช่นนครรัตนะ ท่ามกลางยามค่ำคืนเช่นนี้จึงมีเพียงแสงไฟอ่อน ๆ จากบ้านของประชากรที่มีเพียงไม่กี่หมื่นคน

         

        แม้จะเป็นเมืองเล็กแต่ก็มีจำนวนประชากรและขนาดที่เกือบเทียบเท่าได้กับเมืองใหญ่อย่างเมืองท่าสมุทร ถือว่าใหญ่โตกว่าหมู่บ้านเปลวเหมันต์หรือหมู่บ้านเขาวัวที่มีประชากรในหลักพันมากนัก

         

        สาเหตุหลักย่อมเกิดมาจากการที่เมืองแห่งนี้เป็นเหมือนจุดพักผ่อนสำหรับนักผจญภัยที่มีภารกิจในเขตพื้นที่ของหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว แม้กระนั้นสำหรับนิทานในสมัยก่อนแล้วเขากลับไม่ได้คิดว่าตนเคยพบกับนักผจญภัยมากมายถึงเพียงนั้น

         

        อย่างนักผจญภัยจากเผ่าพันธุ์หลักอย่างเผ่าซือบาสและเผ่ารูเบียสเขาก็ไม่ได้พบเห็นบ่อย บางทีอาจเป็นเพราะเขตการทำงานของหน่วยลาดตระเวนไม่ได้ครอบคลุมจุดเข้าป่าทิศทางอื่น

         

        นิทานออกเดินทางช่วงท้ายปีของปีที่แล้ว ขณะนี้เป็นท้ายเดือน 2แล้ว นับรวมเวลาแล้วเขาออกจากบ้านเกิดแห่งนี้มาได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น แต่เมื่อกลับมาถึงเมืองศิลาลัยที่เขาเกิดและเติบโตมาเขากลับรู้สึกไม่ชินเล็กน้อย น่าแปลกที่เมืองที่เขาอยู่มาตลอด 20ปีจะไม่มีคนที่เขาอยากพบมากเท่านครรัตนะที่เขาอยู่เพียงครึ่งปี

         

        หลงเหลือเพียงความทรงจำหวานปนขมที่เขาอยากชื่นชมและหวนรำลึกเท่านั้น บ้านเก่าที่เขาเคยอยู่ ที่ทำงานที่เคยทำ ป่าที่เคยวิ่งเล่น ตลาดที่เขาชอบแวะ

         

        คนที่เขาอยากจะพบจริง ๆ คงมีแค่หัวหน้าสิงค์และพี่ภูเท่านั้น หากมีโอกาสก็คงไปพบบรรดาลุง ๆ ป้า ๆ ที่ตลาดด้วย และอาจจะแวะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าอย่างฮีดัลเสียหน่อย

         

        นิทานหัวเราะเสียงเบา 20ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เขาผูกพันกับเมืองแห่งนี้มากขนาดนั้น ที่แห่งนี้มีทั้งความทรงจำที่ดีและแย่ปะปนกัน แต่ที่ขาดหายไปคือคนที่ทำให้เขาอยากอยู่ที่นี่ต่อ

         

        ต่างกันกับนครรัตนะที่มีเพื่อน ๆ ของเขารออยู่ ไม่ทราบว่าเมื่อใดที่คนติดบ้านเช่นนิทานเริ่มมีความรู้สึกอยากไปเผชิญกับสิ่งใหม่ ๆ ในสถานที่ที่ไม่เคยไป

         

        สาวน้อยนักบวชพร้อมม้าแผงคอแดงก้มหัวขอบคุณให้กับพนักงานของสถานีอย่างน่ารัก เดินเข้าสู่เมืองศิลาลัย เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ในปัจจุบันดูจะครึกครื้นกว่าปกติเพราะจำนวนของนักผจญภัย แม้แต่คนที่ลงมาจากหลังของนกยักษ์ 8ปีกในรอบเดียวกันนี้กว่าครึ่งยังเป็นนักผจญภัยทั้งสิ้น

         

        ในช่วงต้นปีเช่นนี้มักเป็นช่วงที่สัตว์อสูรหลายตัวให้กำเนิดทายาท นักผจญภัยหลายคนจึงมักมารวมกันเพื่อทำภารกิจปราบปรามหรือจับกุม และเพราะจำนวนที่มากขึ้นของสัตว์อสูรและนักผจญภัยทำให้ช่วงเวลานี้จะมีอริยะจากนครใกล้เคียงมาประจำอยู่

         

        นิทานเดินตัดผ่านลานกว้างที่กลางเมือง แสดงกิริยาราวกับคนต่างถิ่น เธอเดินตามป้ายไปตลอดทองจนได้พบกับแผนผังเมืองที่ใจกลางเมือง

         

        จุดมุ่งหมายของเรนเดลไม่ใช่การเข้าป่าหรือเผยแพร่คำสอนในทันที วิหารของศาสนาปฐมมันตราประจำเมืองแห่งนี้อยู่ไม่ห่างไปจากใจกลางเมืองนัก นี่เป็นเหตุผลที่เสียงบทสวดนั้นดังกระจายไปทั่วเมืองในทุกเช้า

         

        นักผจญภัยระหว่างทางหันมาจับจ้องนักบวชสาวเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ากลับไป ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นนักบวชธุดงค์ โดยเฉพาะกับเมืองเขตชายแดนที่ใกล้กับพื้นที่อันตรายเช่นนี้

         

        นิทานลังเลเล็กน้อยว่าตนควรจะไปขอพักพิงสักคืนหนึ่งที่วิหารดีหรือไม่ หรือควรไปหาเปิดห้องนอนสักคืนหนึ่ง หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงได้ตัดสินใจไปเปิดห้องนอน เขากังวลว่าหากเขาไปนอนพักผ่อนที่วิหารเขาอาจต้องนอนร่วมห้องกับนักบวชหญิงคนอื่น

         

        ไว้ไปทักทายตอนเช้าแล้วกัน นิทานเม้มปาก ตั้งใจไว้ว่าคืนนี้จะพยายามจดจำเนื้อหาคำสอนให้มากที่สุด ในกรณีที่ถูกนักบวชท่านอื่นชวนถกเขาจะได้ไม่ถูกสงสัย

         

        ตัวคีตาเองกลับดูจะไม่เห็นด้วย มันกระตุกชายเสื้อของนิทานน้อย ๆ

         

        “ฟืด ฟืด”

        ไปที่นั่นก่อนมั้ย ตอนออกมาก็ไม่ได้ไปลานะ

         

        ก่อนหน้านี้คีตาเคยถูกอริยะแปลงเพลิงตำหนิเรื่องความเนียนของการปลอมตัวว่าพยัคฆ์เมฆาแบบใดกันจึงเห่าโฮ่ง สำหรับสัตว์อสูรที่ค้นพบคำแห่งพลังเรื่องเช่นนั้นอาจเกิดขึ้นได้ แต่ในทางที่ดีสมควรทำตัวให้เข้ากับบทบาทมากกว่านี้ คีตาที่จดจำได้จึงใช้เสียงสูดลมพ่นลมของม้าแผงคอแดงแทนการเห่า เกิดเป็นเสียงครืดคราด ฟืดฟาดยามที่ปากสั่นเพราะแรงลมเช่นนี้

         

        นิทานกลั้นเสียงหัวเราะกับปากที่กระตุกไปมาของคีตา สุนัขอย่างมันย่อมไม่เคยชินกับการพ่นลมเช่นนี้ สายตาของนิทานนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อยยามได้ยินคำถามของคีตา

         

        ความกังวลและความกดดันก่อนหน้ายามอยู่บนหลังนกยักษ์ 8ปีกมลายหายไปช่วงใหญ่

         

        เอาสิ นิทานพยักหน้าน้อย ๆ ส่งเสียงทางจิตตอบกลับ ได้ยินดังนั้นลูกม้าแผงคอแดงก็กระดิกหูไปมาอย่างร่าเริง มันโน้มตัวลงให้นิทานขึ้นขี่ ท่าทางการโน้มตัวนี้มันเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่ง

         

        นิทานตบหลังมันน้อย ๆ แล้วจึงขึ้นขี่หลังมันด้วยท่าทีมั่นคง บริเวณอานม้ามีอักษรสลักเอาไว้ ‘เซเรนเซ่’

         

        นักผจญภัยบางคนหันมามองนักบวชหญิงอีกครั้ง บริเวณกลางเมืองเช่นนี้คือพื้นที่รวมร้านสุราและแหล่งบันเทิงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเมืองศิลาลัย นักผจญภัยผู้เหนื่อยล้าและบ้าสุราทั้งหลายจึงมักจะมารวมตัวกันอยู่ในบริเวณใจกลางเมืองในยามค่ำคืน

         

        เสียงซุบซิบดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเหล่านักผจญภัยที่ชี้ไม้ชี้มือมาทางนักบวชบนหลังม้า เหล่านักผจญภัยที่กำลังเมามายหลายคนทำท่าราวกับจะเดินมาทางเขา

         

        นิทานถอนหายใจอย่างเซ็ง ๆ ในใจลอบนึกสงสารไพลินและเพื่อนหญิงทั้งหลายของเขาที่ต้องคอยรับมือกับพวกขี้เมาพวกนี้ เธอแตะส้นเท้าลงกับตัวคีตาอย่างแผ่วเบา เซเรนเซ่ก็ร้องฮี้อย่างคึกคัก แล้วจึงพาร่างของนักบวชสาววิ่งหายไป

         

        พลังจางหายถูกใช้ออกเล็กน้อยระหว่างทางเพื่อกลบร่องรอย จุดมุ่งหมายของนิทานคือบริเวณขอบเมืองด้านหนึ่ง ที่ตั้งของบ้านที่ทั้งสองอยู่อาศัยมาหลายปี


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน