รัตติกาลหนาวเหน็บจันทร์เสี้ยวแขวนเด่นอยู่บนฟากฟ้า
นี่คือค่ำคืนที่สองหลังจากอวี๋จื่ออวี๋ได้ทะลวงผ่านระดับพลัง
ในยามนี้ ณ หุบเขาแห่งหนึ่งกลับเข้าสู่ความเงียบงันราวกับความตาย...
มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวเป็นครั้งคราวพัดพาเสียงใบไม้เสียดสีกันอย่างแผ่วเบา
แต่แล้วในขณะนั้นเอง
“แกว๊ก!”
เสียงร้องแผ่วเบาดังขึ้นจากปากถ้ำลึกไม่ไกลจากหุบเขาเหยี่ยวเพเรกรินขนาดเท่ากำปั้นตัวหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมา
“เจ้าเจ็ด...”
มวลอากาศสั่นสะเทือนฉับพลันเสียงฮึดฮัดเย็นชาดังก้องในห้วงความคิด
“แกว๊ก...”
คล้ายเสียงคร่ำครวญเหยี่ยวเพเรกรินตัวนั้นพลันหดหู่ลงทันตา ราวกับพืชถูกน้ำค้างแข็งกัดจนเฉา
ทว่า มันไม่มีทางเลือก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสียงฮึดฮัดเย็นชาของ‘ท่านเทพต้นไม้’ มันไม่มีความกล้าพอที่จะต่อต้าน
ในเวลานี้อวี๋จื่ออวี๋มองเหยี่ยวเพเรกรินตัวนั้นด้วยสีหน้าปนความหนักใจ
ในบรรดาเหยี่ยวเพเรกรินที่ซุกซนที่สุดเจ้าเจ็ดนั้นไม่เคยอยู่นิ่ง
ในตอนนี้ พี่น้องของมันรวมถึงปีศาจกระทิงและเก้าหางต่างพากันฝึกฝนพลังวิญญาณบนลานใต้ดินที่อวี๋จื่ออวี๋ได้เปิดไว้ลึกเข้าไปใต้ผืนดินโดยอาศัยหินวิญญาณ
แต่เจ้าตัวเล็กนี่...
“เฮ้อ...”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้และเข้าใจแล้วว่า ‘ความผิดหวังที่คนในปกครองไม่ได้ดั่งใจ’นั้นเป็นอย่างไร
......
ในขณะนั้น บนลานโล่งแห่งหนึ่งพลันมีควันแดงลอยขึ้นมา และในพริบตาก็ปรากฏร่างของสาวงามสวมชุดแดง
“นายท่าน วันนี้ยังไม่ทันรุ่งสางเลยท่านก็ปลุกฉันขึ้นมาแล้ว”
ชิงเอ๋อร์บ่นด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยริมฝีปากของเธอยื่นออกมาอย่างอดไม่ได้
“ข้าขอโทษจริงๆ”
อวี๋จื่ออวี๋มองชิงเอ๋อร์ที่ยังมีท่าทางง่วงซึมด้วยความรู้สึกผิด
สองวันที่ผ่านมานี้ ชิงเอ๋อร์ต้องเหนื่อยมากทั้งต้องล่ออสรพิษศิลา และต้องขนส่งหินวิญญาณ
แต่หลังจากที่เธอทำงานเสร็จเธอยังต้องดึงจิตสำนึกกลับไปยังฝั่งมนุษย์ทันที เพื่อควบคุมร่างกายของหลิงเอ๋อร์
มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับเธอ
“อืม...”
เมื่อเห็นนายท่านมีท่าทีที่จริงใจชิงเอ๋อร์ก็อึ้งไปครู่หนึ่ง
เอาเถอะ
การได้พบนายท่านที่ใจดีเช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง
ความปีติยินดีเล็กน้อยที่ยากจะสังเกตเห็นผุดขึ้นในใจชิงเอ๋อร์ไม่ได้ติดใจเรื่อง ‘ถูกปลุก’ อีกต่อไป แต่กลับเปลี่ยนเรื่องและกล่าวว่า
“นายท่านสองวันนี้ทางฝั่งมนุษย์ดูเหมือนจะพบร่องรอยบางอย่าง วันนี้ฉันจะไปสืบดูค่ะ”
“ดี”
อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้า และไม่ได้ห้าม
การที่ชิงเอ๋อร์แฝงตัวอยู่ที่ฝั่งมนุษย์นั้นมีประโยชน์อย่างมากต่ออวี๋จื่ออวี๋
เหมืองหินวิญญาณหรืออสรพิษศิลา...ความลับเฉพาะของมนุษย์เหล่านี้ช่วยให้อวี๋จื่ออวี๋ลดอุปสรรคไปได้ไม่น้อย
แน่นอนว่า มีเพียงเธอเท่านั้นที่ต้องลำบาก
อวี๋จื่ออวี๋จมดิ่งสู่ห้วงความคิดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและเริ่มพิจารณาว่าควรจะเตรียมของรางวัลดีๆมอบเป็นรางวัลให้เธอเป็นการตอบแทนดีหรือไม่
......
ในขณะนั้น จิตสำนึกกลับคืนสู่ร่างหลิงเอ๋อร์ไม่สิ จะให้แม่นยำกว่านั้นคือ อัจฉริยะสาวหลิงเอ๋อร์ได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล
เธอเงยหน้ามองผืนฟ้าที่ยังคงมืดมิดหลิงเอ๋อร์ลุกจากเตียง พลางสวมเสื้อผ้าบางเบา
สำหรับเธอ ผู้มีพรสวรรค์ธาตุไฟความหนาวเย็นเป็นความรู้สึกที่ห่างหายไปนานแล้ว
แม้ในยามเช้าของฤดูหนาวเธอก็ยังรู้สึกอบอุ่น ราวกับอยู่เคียงข้างนายท่าน
เมื่อนึกถึงตรงนี้ริมฝีปากของหลิงเอ๋อร์ก็หยักขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มแห่งความสุข
“เป๊าะ!”
เพียงดีดนิ้วเบาๆ ธาตุไฟราวกับถูกเรียกขานพวกมันมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วครู่เปลวไฟกลุ่มหนึ่งก็ลอยขึ้นมาตรงหน้าเธอแล้ว
และที่น่าเหลือเชื่อคือเปลวไฟก้อนนี้กลับลอยนิ่งอยู่ในความว่างเปล่า
หากศาสตราจารย์ ผู้เชี่ยวชาญหรือแม้แต่มนุษย์ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติได้เห็นสิ่งนี้พวกเขาคงอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
แม้ว่าผู้ที่ตื่นรู้พรสวรรค์ธาตุจะแข็งแกร่งแต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาจะใช้ธาตุนั้นผสานไปกับร่างกาย
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ตื่นรู้พรสวรรค์ธาตุดินเมื่อเรียกใช้ธาตุนั้น ร่างกายของเขาจะห่อหุ้มด้วยเกราะหินหนาทึบ
ส่วนผู้ที่ตื่นรู้พรสวรรค์ธาตุไฟเช่นหลิงเอ๋อร์เมื่อใช้ธาตุนั้น โดยปกติแล้ว เปลวไฟจะล้อมรอบร่างกาย ราวกับเผาไหม้อยู่บนผิวหนัง
อย่างมากที่สุด คงทำได้เพียงรวม‘ลูกไฟ’ แล้วโยนออกไป
แต่การที่หลิงเอ๋อร์ในตอนนี้เพียงแค่ดีดนิ้วเบาๆ ก็สามารถทำให้เปลวไฟก้อนหนึ่งลอยนิ่งอยู่ในอากาศได้นั้นเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่กล้าจินตนาการ
เพราะนี่เกี่ยวข้องกับระดับพลังที่‘เหนือกว่าความเข้าใจของมนุษย์’ และยากที่จะเข้าถึงอย่างแท้จริงแล้ว
ตัวอย่างเช่น พลังจิต
และความจริงก็เป็นเช่นนั้น
หลิงเอ๋อร์ซึ่งมีพรสวรรค์ด้านพลังจิตสามารถใช้พลังจิตสร้างมือที่มองไม่เห็นเพื่อพยุงเปลวไฟได้อย่างง่ายดาย
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือหลิงเอ๋อร์ในตอนนี้ยังสามารถควบคุมวิถีของเปลวไฟได้อย่างอิสระในรัศมีหลายร้อยเมตร
และนั่นหมายถึงอะไร
“ตู้ม!”
เสียงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นทะเลสาบที่ไม่ไกลจากหลิงเอ๋อร์เกิดคลื่นน้ำกระเซ็นไปทั่วทิศทาง
“ตราบใดที่ฉันต้องการภายในรัศมีหลายร้อยเมตรก็คือพื้นที่สังหารของฉัน และพลังทำลายล้างนี้ไม่ด้อยไปกว่ากระสุนปืนใหญ่ทั่วไปลูกหนึ่งเลยสักนิด”
หลิงเอ๋อร์หัวเราะ และเริ่มฝึกฝนยามเช้าทำความคุ้นเคยกับร่างกายเหมือนเช่นเคย
สำหรับเธอแล้วการรวมกันของร่างกายและจิตวิญญาณให้สมบูรณ์แบบที่สุด คือการที่เธอสามารถเรียก‘ลูกไฟ’ ขนาดเท่ากำปั้นออกมาได้ดั่งใจนึกและควบคุมมันได้ด้วยพลังจิตอย่างอิสระ
พรสวรรค์ธาตุไฟมาจากร่างกายและพลังจิตมาจากร่างหลัก
การที่สามารถควบคุมลูกไฟได้อย่างง่ายดายหมายความว่าพลังจิตของ ‘ชิงเอ๋อร์’ ได้หยั่งรากลึกในร่างกายของหลิงเอ๋อร์อย่างแท้จริงและจะไม่มีทางเกิดความไม่สมดุลระหว่างร่างกายและจิตวิญญาณไม่อย่างนั้นคงแสดงอาการเฉื่อยชาหรือความผิดปกติอื่นๆ
“เฮ้อ...”
หลิงเอ๋อร์ถอนหายใจยาวเมื่อยืนยันการผสานรวมกันของร่างกายและจิตวิญญาณที่สมบูรณ์แบบแล้วมุมปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็ก้าวเดินออกจากลานบ้าน
นี่คือพื้นที่ส่วนตัวของเหล่าอัจฉริยะเช่นเธอคนนอกไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากศูนย์วิจัยพลังวิญญาณ
ด้วยเหตุนี้หลิงเอ๋อร์จึงกล้าควบคุมเปลวไฟได้อย่างอิสระ
แน่นอนว่าเธอยังคงรักษาความระมัดระวังไว้อย่างเข้มงวด
ตัวอย่างเช่นการใช้พลังจิตกวาดสำรวจพื้นที่รอบๆ ล่วงหน้า
ด้วยพลังจิตระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าของเธอในตอนนี้มนุษย์ ไม่สิ อย่างน้อยก็ในศูนย์วิจัยพลังวิญญาณแห่งนี้ไม่มีใครสามารถตรวจจับตัวตนของเธอได้
หากเป็นมนุษย์ในวงกว้างหลิงเอ๋อร์ไม่กล้ารับประกันว่า ‘จะไม่มีใครสามารถตรวจจับได้’
เพราะยิ่งเธอเรียนรู้ลึกซึ้งขึ้นเธอก็ยิ่งค้นพบความน่ากลัวของเผ่ามนุษย์
เพียงแค่ได้ยินข่าวลือแว่วมาหลิงเอ๋อร์ก็รู้แล้วว่ามีห้องทดลองลับชวนขนลุกไม่ต่ำกว่าสิบแห่ง
และในห้องทดลองเหล่านั้นมีสัตว์ประหลาดบางตัวอยู่ด้วย
ตัวอย่างเช่นผลลัพธ์จากการดัดแปลงพันธุกรรมที่รวมยีนของสัตว์ป่ากลายพันธุ์เข้ากับร่างกายมนุษย์เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งแต่สติปัญญากลับถูกสัญชาตญาณสัตว์ป่ากลืนกินไปทีละน้อย
วันนั้น หลิงเอ๋อร์ได้เห็น‘มนุษย์หมาป่า’ ถือกำเนิดขึ้นต่อหน้าต่อตาโดยมีอาจารย์ของเธออยู่ด้วย
และอาจารย์ของเธอยังปลอบใจด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า‘อย่ากังวลไป คนเหล่านี้เลือกที่จะเข้าร่วมการทดลองด้วยความสมัครใจ’
ขณะที่พูด อาจารย์ของเธอถอนหายใจเบาๆอีกครั้ง“มันคือภารกิจเพื่อความรุ่งเรืองของมนุษย์นี่คือการเสียสละที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ฉันเชื่อว่าประวัติศาสตร์จะจดจำพวกเขาไว้ในฐานะวีรบุรุษ”
และนี่คือสิ่งที่เรียกว่า‘ความชอบธรรมของมนุษย์’ ที่หลิงเอ๋อร์ยังคงไม่เข้าใจจนถึงทุกวันนี้ในสงครามวิวัฒนาการ มนุษย์จะต้องไม่พ่ายแพ้เป็นอันขาด ด้วยเหตุนี้มนุษย์จำนวนมากจึงเลือกที่จะก้าวเข้าสู่ห้องทดลองที่แทบจะรับประกันด้วยความตายเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์