อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 125 คนที่สวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์

            ภายในปราสาทตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลามื้อเช้าที่จะได้มาทานมื้อเช้ากันพร้อมหน้ากับทุกคนในครอบครัว ขณะที่กำลังทานอยู่นั้นราชินีเอลิเซียก็กำลังดูทุกคนทานอาหารกันอย่างสนอกสนใจ ก่อนที่เธอจะพูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า

            “แล้ววันนี้เออร์วินจะไปหาสาวคนนั้นไหมจ๊ะ”

            เออร์วินที่กำลังกินบร็อคโคลี่ตกใจจนเกือบจะทำบล็อคโคลี่ติดคอ เขารีบคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม ในขณะที่ลิลิธที่นั่งตรงข้ามเขากลับเรเชลที่นั่งข้างๆ พากันวางช้อนซ่อมและมีดแล้วก็เบือนสายตามามองเขาพร้อมกับทำหน้าอึมครึม ซึ่งเรื่องทั้งหมดนั้นมันก็เริ่มมาจากวันถัดมาอะไรหลังจากที่เขาได้พบว่าคาทาริน่ามาที่เมืองนี้ทั้งยังได้พูดคุยกับเธอ 

            ในวันนั้นหลังจากที่ทำเมื่อเช้าเสร็จขณะที่กำลังจะออกจากห้องรับประทานอาหาร เรเวนอยู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า ‘ไม่ทราบว่าเจ้าชายจะไปหานางฟ้าคนนี้ไหมเพคะ’ ในตอนนั้นเออร์วินกำลังสงสัยว่าทำไมเรเวนถึงถามเขาเช่นนี้ และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือบรรยากาศอันแสนจะเย็นยะเยือกที่ลิลิธกับเรเชลปล่อยออกมา

            ในตอนนั้นอยู่ๆ ลิลิธก็หันมามองเขาด้วยแววตาของปลาตายพร้อมกับถามว่า

            ‘นางฟ้า? ใครงั้นหรอ’

            ส่วนเรเชลก็ถามว่า

            ‘ท่านพี่เออร์วินเป็นใครกันคะนางฟ้าที่ว่า’

            เออร์วินกำลังงุนงงและไม่เข้าใจสถานการณ์จึงหันไปมองเรเวนด้วยความสงสัยว่าเธอหมายถึงใคร เรเวนที่เห็นท่าทางของเขาก็ยิ้มด้วยความสดใสพร้อมกับบอกว่า

            ‘ก็ผู้หญิงคนนั้นไงเพคะที่เจ้าชายทรงชมเธอว่าสวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์’

            ทันทีที่ได้ยินเรเวนพูดเช่นนั้นทั้งลิลิธกับเรเชลต่างก็หน้ากระตุกสายตาของทั้งสองคนหันไปมองเออร์วินเป็นตาเดียว พระราชาอัลเฟรดกับราชินีเอลิเซียที่เมื่อได้ยินต่างก็แสดงปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน พระราชาอัลเฟรดเพียงแค่ร้องว่า

            ‘โฮ่!’ ก่อนจะมองลูกชายของตนด้วยสายตาของผู้เป็นพ่อที่บ่งบอกว่า ไอ้ลูกคนนี้มันร้ายนัก

            ส่วนราชินีเอลิเซียก็เอามือปิดปากพูดด้วยความตื่นเต้นว่า

            ‘นะนี่ลูกโตขนาดนี้แล้วหรือนี่ถึงขนาดคิดจะรับสาวมาเข้าฮาเร็มอีกแล้วเหรอจ๊ะลูกนี่ร้ายจังเลยนะ ดะดูท่าวันที่แม่จะได้อุ้มหลานคงจะอยู่ไม่ไกลแล้วสินะ’

            เออร์วินที่ปกติจะเป็นคนหัวไวและฉลาดเฉลียวแต่อยู่ๆ เขาก็กลับกลายเป็นคนโง่ ที่ไม่เข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไรกัน ในขณะที่เขาสงสัยว่าฮาเร็มที่แม่เขาพูดถึงคืออะไร จึงถามเรเวนว่า

            ‘หมายถึงคุณคาทาริน่าน่ะเหรอครับ?’

            จบคำนั้นบรรยากาศของทั่วทั้งห้องรับประทานอาหารก็เหมือนกับจะโดนแช่แข็ง ทั้งที่ไม่มีน้ำแข็งอยู่ในนี้เลยสักนิด ส่วนพระราชาอัลเฟรดกับพระราชินีเอลิเซียตังค์หันมามองหน้ากันด้วยสายตาตื่นตะลึง เพราะทั้งคู่ต่างก็รู้สึกคุ้นกับชื่อคาทาริน่านี้เป็นอย่างมาก จนเมื่อได้ยินเรเวนพูดว่า

            ‘เอ๋ เธอชื่อว่าคาทาริน่าหรือเพคะเห็นว่าเป็นนักเดินทางที่มาจากเมืองอื่น เจ้าชายทรงความจำดียิ่งเพคะถึงขนาดจำชื่อเขาผู้หญิงที่เพิ่งได้เจอกันในวันแรกได้”

            ‘ครับ?’ เออร์วินยังคงมึนงงไม่เข้าใจว่าเรเวนกำลังพูดเรื่องอะไร

            ในขณะที่บางคนเริ่มพอเดาออกได้บ้างแล้วว่าคาทาริน่าที่เรเวนบอกว่า เออร์วินไปชมเธอว่าสวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์นั้นเป็นใคร พระราชาอัลเฟรดกับพระราชินีเอลิเซียที่มองหน้ากันต่างก็พูดไม่ออกก่อนจะหันไปมองลูกชายตัวดี และพากันคิดในใจว่า ไอ้ลูกคนนี้มันร้ายถึงขนาดไปทำตัวเจ้าชู้ใส่อัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้น

            ส่วนลาน่ากับเกรซนั้นก็ได้แต่ยืนนิ่งทั้งสองคนย่อมรู้เรื่องความลับของเออร์วินดี และรู้ว่าสิ่งที่เจ้าชายคนนี้ทำนั้นจะเป็นสิ่งที่ให้พวกศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์รู้ไม่ได้เป็นอันขาด แต่พวกเธอกลับไม่นึกเลยว่าเจ้าชายที่เป็นตัวต้นเหตุนี้จะไปชมอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้นว่าสวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์เสียได้

            ในขณะที่สองเจ้าหญิงลิลิธกับเรเชลที่ไม่ได้ยินว่าเออร์วินชมผู้หญิงที่เพิ่งเจอกันวันแรก ทั้งยังจำชื่อเธอได้ดีต่างก็พากันมีสีหน้าอึมครึม ก่อนที่จะมีสายฟ้าปรากฏขึ้นรอบตัวลิลิธ วงแหวนเวทย์มนต์ปรากฏขึ้นที่กลางอากาศด้านขวามือของเรเชลตามด้วยแขนดินเหนียวขนาดใหญ่ยื่นออกมาจากวงแหวนเวทย์มนต์

            เออร์วินที่เห็นดังนั้นก็เริ่มรู้สึกว่าท่าไม่ดีแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุจึงถามทั้งสองคนไปว่า

            ‘เอ่อ ทั้งสองคนครับไม่ทราบว่า…’

            เขาถามยังไม่ทันจบลิลิธก็ไปปรากฏตัวที่ข้างกายเขาแล้วตัดบทเขาว่า

            ‘เออร์วินพี่ขอคุยกับเธอหน่อยได้ไหม”

            ‘ครับ?’

            เรเชลก็พูดว่า

            ‘คนเจ้าชู้ต้องโดนลงโทษค่ะท่านพี่’

            ‘ฮะ?’ เออร์อุทานออกมาก่อนจะโดนเรเชลใช้แขนดินเหนียวหิ้วตัวเขาลากขึ้นไปห้องนอนของเขา โดยมีลิลิธเดินตามไปด้วยซึ่งหลังจากนั้นก็เดาได้ไม่ยากว่าเละ

            ขณะที่เออร์วินเจ็บตัวอย่างงงๆ ว่าตกลงเขาทำผิดเรื่องอะไร และทำไมเขาถึงต้องโดนแบบนี้ด้วย เขาอยากถามเหตุผลเหลือเกินแต่ก็ไม่ได้คำตอบ นอกจากคำพูดของพี่สาวและน้องสาวของเขาว่า

            ‘ ‘ห้ามไปทำตัวเจ้าชู้เด็ดขาดนะเออร์วิน(ท่านพี่)’ ’

            ซึ่งเออร์วินก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาไปทำตัวเจ้าชู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ สุดท้ายก็ได้แต่หิ้วสังขารไปพบพ่อที่ห้องทำงานเพื่อคุยเรื่องคาทาริน่า เพราะโดนราชินีเอลิเซียพาออกนอกเรื่องไปเมื่อคืน โดยเขาไปเพียงคนเดียวเพราะให้เรเวนกับลูซี่ล่วงหน้าไปที่บ้านเขาเจคก่อน ซึ่งเออร์วินค่อนข้างมั่นใจว่าพวกคนของศาสนจักรเหล่านั้นไม่น่าจะกล้าสร้างความลำบากให้ลูซี่ ซึ่งนั่นอาจจะเสี่ยงต่อการเปิดเผยฐานะของพวกเขา 

            จากการพูดคุยเขาก็สรุปได้ว่าบารอนเอเดรียนเองก็ได้รู้เรื่องนี้จากออกัส จากการได้คุยกันกับพ่อเขาทำให้รู้ว่าพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนี้มาทำอะไรที่เมืองนี้ และสรุปได้แค่ว่าตอนนี้สิ่งเดียวที่ทำได้คือแค่ทำเป็นไม่รู้จักเธอ และอย่าให้เธอรู้ว่ามีคนในเมืองนี้รู้ว่าเธอคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์ ส่วนจะรับมือเธอยังไงนั้นก็ได้แต่เดินไปพลางคิดไปพลางเท่านั้น แต่พ่อเขาก็ยังพูดว่าเรื่องของพวกลูซี่นั้นไม่ต้องห่วงเพราะแม่ของเขาได้รับปากเรื่องนี้ไว้แล้วดังนั้นไม่ต้องกังวล เออร์วินเข้าใจว่าพ่อแม่ของเขาไม่ต้องการให้เขากังวลและพะว้าพะวงมากเกินไปเขาก็บอกขอบคุณพระราชาอัลเฟรด ทว่าเมื่อได้คุยเรื่องนี้เสร็จก่อนที่เออร์วินจะขอตัวจากมา พ่อของเขาก็ได้รั้งเขาไว้และมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ ขณะที่เออร์วินกำลังสงสัยว่าพ่อยังมีเรื่องอะไรที่ต้องคุยกับเขาอีก พระราชาอัลเฟรดก็พูดว่า

            ‘คือว่าพ่อรู้นะว่าผู้หญิงคนนั้นสวยมากแต่พ่อว่าลูกอย่าไปยุ่งกับเธอจะดีกว่านะ’

            ‘ฮะ?’ เออร์วินอุทานออกมาไม่เข้าใจว่าพ่อพูดเรื่องอะไร

            ‘แต่ว่าลูกเป็นเด็กฉลาดลูกคงไม่ไปยุ่งกับเธอหรอกเนอะ’

            เออร์วินที่รู้สึกว่าทำไมวันนี้ตั้งแต่ทานมื้อเช้าเสร็จก็มีแต่เรื่องที่เขาไม่เข้าใจตลอด จึงรีบเบรกพ่อตัวเองก่อนจะถามเขาว่า

            ‘เดี๋ยวก่อนครับท่านพ่อเดี๋ยวก่อน ไอ้ที่พ่อพูดถึงนี่คือเรื่องอะไรครับผมไม่เข้าใจ’

            พระราชาอัลเฟรดทำหน้าแปลกๆ ก่อนจะพูดว่า

            ‘ก็เรื่องของผู้หญิงคนนั้นไงอัศวินศักดิ์สิทธิ์น่ะ พ่อรู้นะว่าเธอคนนั้นสวยมากและลูกเองก็อยากจะห้ามใจดังนั้นพ่อว่า’

            เออร์วินที่ได้ฟังก็รีบร้องออกมา

            ‘ไม่ใช่นะครับท่านพ่อผมไม่ได้คิดอะไรกับเธอคนนั้นนะครับ’

            พระราชาอัลเฟรดกับทำสีหน้าเข้าใจ

            ‘ไม่เป็นไรไม่เป็นไรในฐานะลูกผู้ชายพ่อเข้าใจดี’

            เออวินมั่นใจว่าพ่อของเขาไม่เข้าใจแน่ๆ เขาจึงรีบพูดว่า

            ‘ผมไม่ได้คิดอะไรกับเธอคนนั้นจริงๆ นะครับ’

            ทว่าพ่อของเขากลับยิ้มออกมาเหมือนรู้ทันลูกชายคนนี้

            ‘ถ้าลูกไม่ได้คิดอะไรกับเธอจริงแล้วทำไมลูกถึงชมผู้หญิงแล้วว่าสวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์ล่ะ เพราะเท่าที่พ่อจำได้ลูกไม่เคยชมใครแบบนี้เลยนี่นอกจากแม่ของลูก’

            เออร์วินนิ่งไปทันทีเพราะเหมือนเขาจะนึกออกแล้วว่าทำไมเรเชลน้องสาวเขาถึงบอกว่าคนเจ้าชู้ต้องโดนลงโทษ หนำซ้ำหลังจากที่เขาโดนพี่สาวและน้องสาวของเขายำจนเละพวกเธอยังทิ้งท้ายด้วยว่าห้ามเขาทำตัวเจ้าชู้ ตอนนี้เออร์วินเริ่มคิดแล้วว่าบางทีต้องสายปลายเหตุอาจเป็นเพราะเขาไปชมคาทาริน่าก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็ยังมีเรื่องให้สงสัยอีกว่าทำไมการชมผู้หญิงแค่นี้ถึงกลายเป็นการทำตัวเจ้าชู้ได้

            เออร์วินมองพ่อของตนเห็นรอยยิ้มที่เป็นเชิงว่ารู้ทันของเขาก็ทำเอารู้สึกอยากจะกระโดดข้ามโต๊ะไปเฮดบัดใส่พ่อตัวเองซะเหลือเกิน เขาถอนหายใจก่อนจะอธิบายให้พ่อฟังว่า

            ‘ท่านพ่อครับมันไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดนะครับ ที่ผมชมเธอไปแบบนั้นเพื่อต้องการให้เธอมองผมว่าเป็นเด็กไร้เดียงสาเท่านั้นครับ ท่านพ่ออย่าลืมสิครับว่าผมต้องสร้างภาพลักษณ์เพื่อไม่ให้เธอโยงไปถึงนักล่าค่าหัวที่ดันไปครอบครองของสำคัญที่เธอตามหาอยู่’

            เมื่อได้ฟังเหตุผลของลูกชายพระราชาอัลเฟรดก็สลายรอยยิ้มบนใบหน้าถามว่า

            ‘นี่ลูกไม่ได้คิดอะไรกับเธอคนนั้นจริงๆ’

            ‘จริงสิครับท่านพ่อให้ท่านพ่อเห็นผมเป็นคนคิดสั้นอยากเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งขนาดนั้นเลยเหรอครับ’

            เหตุผลที่ลูกชายพูดออกมาทำเอาพระราชาอัลเฟรดพูดไม่ออก แต่เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่รู้ว่าเจ้าลูกชายคนนี้ยังไม่เสียสติถึงขนาดนั้น แต่แล้วเขาก็กลับมายิ้มให้ลูกชายอีกรอบซึ่งเป็นรอยยิ้มแบบรู้ทันเช่นเมื่อครู่นี้ ก่อนจะถามเขาว่า

            ‘แล้วกับหนูเรเวนลูกไม่สนใจจะรับเธอมาเป็นอนุภรรยาบ้างเหรอ’

            เมื่อได้ยินคำถามของผู้เป็นพ่อเออร์วินถึงกับนิ่งค้างไปอีกรอบ ก่อนจะได้ยินพ่อเขาพูดอีกว่า

            ‘หนูเรเวนก็ไม่เลวนะด้วยเวทย์ประจำตระกูลของเธอได้เป็นผู้ช่วยและคนที่คอยระวังหลังก็ถือว่าดีใช้ได้ แต่ถ้าได้เป็นภรรยาก็ดีใหญ่เสียดายที่ลูกมีคู่หมั้นไว้แล้ว ไม่อย่างนั้นพ่อคงจะทำทุกทางเพื่อให้หนูเรเวนยอมแต่งงานกับลูก แต่อย่างน้อยถ้ารับเธอมาเป็นอนุภรรยาได้ก็ถือว่าดีเช่นกัน’

             เออร์วินพูดไม่ออกเขาเริ่มสงสัยแล้วว่านี่พ่อของเขาคงไม่ได้แอบติดเครื่องดักฟังในห้องเขาใช่ไหม ไม่อย่างนั้นสิ่งที่พ่อเขาพูดจะเป็นสิ่งเดียวกับที่เรเวนพูดได้ยังไง แต่เออร์วินรู้ดีว่าพ่อของเขาไม่มีทางทำอย่างนั้น งั้นก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวว่านี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น ว่าถ้าพ่อของเขาไม่ได้มีเจตนาหยอกล้อก็คงมีความต้องการอยากจะรับเรเวนเป็นสะใภ้จริงๆ แล้วเขาก็ได้ยินพ่อของเขาพูดอีกว่า

            ‘จะว่าไปพวกหนูลูซี่ก็ไม่เลวนะแม่ของลูกมักชมเสมอเลยว่าเด็กคนนั้นน่ารักกันมาก ถ้ารับพวกเธอทั้งสามพี่น้องมาเป็นอนุภรรยาของลูกได้ก็คงจะดีเช่นกัน’

            เออร์วินมองพ่อของตนด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ก่อนจะพูดว่า

            ‘ท่านพ่อครับเหมือนท่านพ่อจะลืมไปแล้วว่าผมพึ่งอายุ 10 ขวบเองนะครับ และที่สำคัญผมยังไม่ทันได้แต่งงานเลย ยังไม่ได้เจอหน้าคู่หมั้นเลยด้วย นี่พ่อคิดจะคุยกับผมเรื่องรับอนุภรรยาแล้วเหรอครับ’

            พระราชาอัลเฟรดยิ้มให้ลูกชายก่อนจะพูดว่า

            ‘ก็ไม่ดีหรือไงลูกเป็นเด็กฉลาดฉลาดชนิดที่แม้แต่พ่อเองก็มั่นใจปล่อยให้ลูกทำการปฏิรูปเมืองนี้ตามแผนของลูกได้อย่างอิสระ แต่พลังเวทย์ขอลูกก็ยังเป็นปัญหาอยู่และเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่ไม่วางใจ ถ้าลูกจะมีผู้หญิงที่แข็งแกร่งหลายคนรายล้อมคอยปกป้องลูก พ่อกับแม่ก็คิดว่านี่ก็เป็นเรื่องดีนะจริงไหม’

            เออร์วินฟังเหตุผลของพ่อก่อนจะพูดว่า

            ‘ผมเป็นปัญญาส่วนพวกเธอคือพลังสินะครับ’

            พระราชาอัลเฟรดฟังสิ่งที่ลูกชายพูดก็รู้สึกว่ามันเข้าท่าไม่เลว เหล่าภรรยาผู้มีพลังเวทย์แข็งแกร่งคือพลังส่วนเขาในฐานะสามีคือปัญญา นับว่าเป็นการส่งเสริมจุดเด่นปกปิดจุดด้อยจุดด้อยให้แก่กัน ก่อนจะได้ยินเออร์วินพูดว่า

            ‘เรื่องนี้ผมจะเก็บไว้คิดแล้วกันนะครับเพราะถึงยังไงตอนนี้ผมก็ยังเด็กอยู่’

            พูดจบเออร์วินก็ขอตัว

             ในวันนั้นก็มีเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นนั่นก็คือมีข่าวลือเรื่องผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่งได้มาพักโรงแรมที่เมืองนี้ ซึ่งข่าวลือนี้เล่าลือกันไปทั่วทั้งเมืองยันค่ายทหารและเหล่าคนงานชายในปราสาท ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ลิลิธและเรเชลรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งทุกครั้งที่ได้ยินข่าวลือเรื่องนี้ และต้องคอยกำชับเออร์วินอยู่เสมอว่าจะไม่ไปพบผู้หญิงคนนั้นเป็นอันขาด

            แล้ววันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นความจงใจของแม่เขาหรือเปล่าที่อยู่ๆ ก็พูดเรื่องตอนกำลังทานมื้อเช้า เออร์วินหันไปมองแม่ก็มั่นใจได้เลยว่าตอนนี้เธอกำลังรู้สึกสนุกอยู่ พอหันไปมองพ่อก็ได้พบกับแววตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ ก่อนจะหันมามองพี่สาวก็พบว่าสายตาของเธอกำลังมองตรงมาที่เขาด้วยสายตาที่ไร้อารมณ์

            “เออร์วินไม่ได้คิดว่าจะไปพบกับผู้หญิงคนนั้นหรอกใช่ไหม”

            เขารีบตอบว่า

            “นะแน่นอนสิครับท่านพี่ผมจะไปพบเธอทำไมล่ะครับ”

            เรเชลฉันตั้งนั่งอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นว่า

            “จะจริงหรอคะท่านพี่ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นสวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์”

            เออร์วินหันไปมองเธอก่อนจะสะดุ้งว่าได้เห็นสายตาที่มองมาเข้าน้องสาวด้วยความไร้อารมณ์

            “จริงสิพี่จะไปพบเธอทำไมกันล่ะเห็นแบบนี้พี่ก็ยุ่งทั้งวันนะไม่มีเวลาว่างมาสนใจเธอหรอก”

            เรเชลมองเขาอยู่อย่างนั้นพักนึงก่อนจะฉีกยิ้มออกมา

            “หนูเชื่อท่านพี่ค่ะ”

            เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะหันไปยิ้มให้พี่สาวตนที่ยังคงมองเขาอย่างเย็นชา แล้วจึงกลับมาก้มลงทานอาหารเหมือนเดิม พร้อมกับคิดในใจไปว่า

            ‘ไม่ตกลงแล้วตรูทำอะไรผิดไปวะเนี่ย’

            เรเชลหลังจากที่เห็นพี่ชายกลับไปก้มหน้าทานอาหารก็สลายรอยยิ้ม แล้วกลับมามองเขาอย่างเย็นชา

            ด้านเรเวนที่กำลังยืนมองอยู่ในบรรดาสาวใช้ก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อได้เห็นชะตากรรมของเออร์วิน เกรซที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอก็พูดด้วยเสียงอันแผ่วเบาที่มีแต่เธอกับเรเวนได้ยินว่า

            “เธอนี่ก็แสบเอาเรื่องนะหมั่นไส้ที่เขาไปชมผู้หญิงอื่นแต่ไม่ลงมือด้วยตัวเอง กลับเลือกที่จะยืมมีดคนอื่นลงมือแทน”

            เรเวนก็พูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า

            “ฉันไม่ได้หมั่นไส้ที่เขาไปชมผู้หญิงอื่น แต่ฉันหมั่นไส้ที่เขามักตัวแก่เกินเด็กต่างหาก”

            เกรซอดรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับเหตุผลของเรเวน สายตาที่สวมแว่นของเธอมองไปทางเจ้าชายที่กำลังทำมื้อเช้าด้วยความกระอักกะอ้วน ก็ยิ้มแล้วตอบเรเวนไปว่า

            “ก็เป็นเรื่องดีนี่นาฉันว่าน่ารักดีออก”

            เรเวนกลับตอบว่า

            “ก็รู้ว่าน่ารักดีแต่มันก็น่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน”

            เกรซสงสัยว่าอะไรทำให้เรเวนมองแบบนั้นแต่เธอก็พูดว่า

            “จะว่าไปฉันเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันนะที่เธอจะตัดสินใจทำตามคำแนะนำที่ฉันพูดในวันนั้นมีง่ายๆ แบบนี้”

            เรเวนเบือนสายตาไปอีกทาง

            “เธอพูดเรื่องอะไรฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

            เกรซก็ยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า

            “เธอเองก็รู้นี่ว่าฉันพูดถึงเรื่องอะไรแล้วก็…” เกรซยื่นหน้าไปกระซิบที่ข้างหูของเรเวน “เชื่อฉันเถอะว่าองค์ราชินีท่านเองก็รู้เช่นกัน”

            สิ่งที่เกรซพูดทำให้เรเวนรู้สึกขนลุกไปทั้งร่างก่อนจะรีบหันไปมองราชินีเอลิเซีย พบว่าเธอกำลังมองบรรยากาศระหว่างลูกชายและลูกสาวอย่างสนุกสนาน ทว่าอยู่ๆ ก็หันสายตามามองเรเวนแล้วยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ในขณะที่เรเวนกำลังสงสัยว่าเธออาจจะคิดไปเองก็ได้ยินเสียงของเกรซที่ข้างหูของเธอว่า

            “องค์ราชินีท่านทรงคาดหวังกับเธออยู่นะ”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน