ย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃

    ตอนที่ 32 ทางรอดที่ต้องแลกด้วยเลือด

     

            หมอหลวงเซี่ยเดินเข้าห้องบรรทมมา เมื่อพบว่าฮั่นอ๋องนั่งอยู่ข้างเตียงส่วนพระชายาฮั่นอ๋องนอนไม่ได้สติหมอชราพลันรู้สึกไม่ชอบมาพากล

            ตอนที่องครักษ์เร่งเร้าเขาได้บอกเอาไว้ว่าต้องมาจับชีพจรฮั่นอ๋องแต่พอมาถึงคนที่อาการหนักกว่ากลับเป็นพระชายาเสียได้

            จูเกาเซวียนเห็นเขาชักช้า จึงเอ่ยเร่งเสียงขุ่น“เร็วเข้าสิ! มาตรวจแผลให้หวางเฟย”

            หมอหลวงเซี่ยสะดุ้ง รีบเดินเร็วๆ เข้าไปข้างเตียงทันที“พ่ะย่ะค่ะ”

            พระชายานอนตะแคงข้างอยู่บนเตียงหันด้านหลังศีรษะออกมาด้านนอก ผมบริเวณท้ายทอยมีรอยเปียกเป็นสีดำคล้ำเขาเหลือบสายตาไปมองฮั่นอ๋องแวบหนึ่ง ใจนึกโอดครวญ

            เหตุใดตนต้องเป็นผู้ถูกเลือกให้มารักษาในยามที่พระชายาถูกทำร้ายด้วยหนอหวางเย่...ท่านก็ไม่รักหยกถนอมบุปผาบ้างเลย ครั้งนี้เกิดอะไรขึ้นอีกถึงขั้นศีรษะแตกเลือดอาบเชียวหรือ

            อาจเป็นเพราะสีหน้าของหมอหลวงเซี่ยแสดงออกชัดเจนเกินไปฮั่นอ๋องบอกที่มาของบาดแผลด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

            “พระชายาล้มศีรษะกระแทก รีบรักษาเข้าสิยืนอึ้งอยู่ไย!”

            หมอหลวงเซี่ยสับสนไปวูบหนึ่งแต่ก็ต้องรีบปัดความคิดทั้งมวลออกไป เขาวางหีบยาลงแล้วหยิบอุปกรณ์ทำแผลออกมาพอเรียกหาน้ำร้อน สาวใช้ก็ยกน้ำร้อนเข้ามาแทบจะทันทีราวกับว่าทุกอย่างตระเตรียมไว้พร้อมนานแล้ว

            หมอหลวงเซี่ยรีบสงบใจจัดการบาดแผลที่หลังศีรษะของพระชายาอย่างตั้งใจ

            “เรียนหวางเย่กระหม่อมทำแผลให้หวางเฟยแล้ว จะต้องระวังไม่นอนทับบาดแผลนะพ่ะย่ะค่ะ”

            หมอชราล้างมือในอ่างจนสะอาดน้ำในอ่างเปลี่ยนเป็นสีแดงดูน่ากลัว เขาเช็ดมือเสร็จก็หันมารายงานต่อ

            “เดิมทีหวางเฟยก็ยังมีเลือดค้างในอกและศีรษะที่ยังสลายไม่หมดอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้โลหิตที่เคยอุดกั้นได้ระบายออก แต่กลับทำให้ไฟตับพลุ่งขึ้นอีกทั้งโดนลมเย็นแทรกจึงมีไข้ กระหม่อมจะจัดยารักษาไปทีละขั้น”

            จูเกาเซวียนมองสตรีที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง

            นางที่เขาเคยพบเก่งกาจเพียงนั้น เหตุใดจึงถูกคนตีจนบาดแผลเหวอะหวะถึงเพียงนี้เป็นเพราะวรยุทธ์ถูกทำลายหรือ?

            หากใช่...ความผิดทั้งมวลก็ล้วนมาจากเขา!

            ในปากของเขาขมปร่าเสียงแหบแห้งถูกเค้นออกมา “จะมีอันตรายแทรกซ้อนหรือไม่”

            หมอหลวงเซี่ยไม่กล้ามองฮั่นอ๋องแต่ก็พอจะเห็นทางหางตาอยู่บ้างว่าเขาดูเป็นห่วงพระชายาจริงๆไม่ได้ดูห่างเหินเหมือนคืนแต่งงาน เขาจึงตอบอย่างระมัดระวัง“ยังไม่มีอันตรายแทรกซ้อนพ่ะย่ะค่ะ แต่ต้องดูอาการอีกครั้งยามที่หวางเฟยฟื้นแล้ว”

            จูเกาเซวียนโบกมือเบาๆอนุญาตให้หมอหลวงจากไปได้

            หมอหลวงเซี่ยอึกอัก ประสานมือกล่าวว่า“องครักษ์เหอบอกว่า...อาการหวางเย่กำเริบกระหม่อมขอจับชีพจรให้หวางเย่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

            ดวงตาของจูเกาเซวียนวาวขึ้นด้วยโทสะกำลังจะอ้าปากไล่คนก็พลันชะงักกึกนึกขึ้นได้ว่าสาเหตุที่ซูอันหนิงบาดเจ็บไม่อาจให้ใครรู้หมอหลวงจำเป็นต้องบันทึกการรักษาทุกครั้ง หากเขาไม่ให้ตรวจจะยิ่งน่าสงสัย

            ชายหนุ่มสูดหายใจลึกพลางม้วนแขนเสื้อขึ้น

            หมอหลวงเซี่ยระงับความตกใจจากกระแสอารมณ์ที่พุ่งขึ้นและลดลงอย่างฉับพลันของฮั่นอ๋องเหงื่อเย็นๆ ไหลลงข้างแก้มช้าๆ ม่านตาขยายออก ไม่กล้ากะพริบตาแม้แต่น้อย

            กระทั่งฮั่นอ๋องยื่นข้อมือมาให้เขาจึงได้แอบเช็ดเหงื่อแล้วขยับเข้าไปจับชีพจร

            “หวางเย่ทรงฝืนกำลังเกินไปลมเย็นยังค้างอยู่ผิวกาย แต่กลับมีไฟร้ายก่อในอกต้องรีบรักษาหาไม่จะลุกลามถึงปอดนะพ่ะย่ะค่ะ”

            หมอหลวงเซี่ยยืดตัวขึ้นลูบชายแขนเสื้อเข้าที่แล้วจึงประสานมือกล่าว “กระหม่อมจะจัดยาให้ทั้งสองพระองค์แล้วจะมาตรวจดูอาการทุกวันพ่ะย่ะค่ะ”

            พอหมอหลวงเซี่ยจากไปจูเกาเซวียนก็ไอออกมาไม่หยุด ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นกดทรวงอกไว้แน่น  หอบหายใจลึก ราวกับม้าที่วิ่งฝ่าหิมะมาเป็นระยะทางไกล

            ยามนี้เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเก็บสิ่งใดไว้ในใจเมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว มันจึงได้ปะทุออกมาแต่เขากลับไม่คิดใส่ใจอาการของตนเองแม้แต่น้อย

            ก่อนออกไปได้สั่งกำชับสาวใช้อย่างเข้มงวดไม่คิดจะชายตามองหม่าหมัวมัวและเฉินหลิงที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนลานหินนอกเรือน ขณะที่หิมะค่อยๆโปรยปรายลงมา

             

            ห้องลับจวนฮั่นอ๋อง

            “สืบได้หรือไม่ผู้ใดวางแผนร้ายครั้งนี้”

            เหอไห่ส่ายหน้า“เรื่องเกิดในพระราชฐานชั้นใน กระหม่อมสืบอะไรมาไม่ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

            ลมหายใจของจูเกาเซวียนหนักขึ้นถ้วยชาในมือแตกเปรี๊ยะ!

            จางเจี้ยนรีบเข้ามาเก็บกวาดเศษซากถ้วยชาอย่างรวดเร็วอารมณ์ของเจ้านายรุนแรงกว่าครั้งใด ราวกับภูเขาไฟที่รอเวลาประทุคำตอบที่ไม่เป็นที่พอใจอาจจุดไฟโทสะขึ้นมาได้ทุกเมื่อ

            เงาตะเกียงวูบวาบสะท้อนม่านตาของจูเกาเซวียนยิ่งทำให้เขาดูน่ากลัวกว่าเดิม

            เกาเฉินผิงกอดแขนตนเองเอ่ยด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “หากให้คาดเดาก็คงไม่ยากแต่มันจะเป็นการปรักปรำโดยไม่มีหลักฐาน”

            เขาเหลือบมองสีหน้าฮั่นอ๋องเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “ใจคิดร้ายผู้อื่นไม่ควรมี แต่ใจระวังป้องกันผู้อื่นไม่ควรขาดจากนี้หวางเย่ต้องระวังคนในอดีตผู้นั้นให้ดี”

            จูเกาเซวียนนิ่งขึง มือก็ค่อยๆ กำแน่นน้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้น “เป็นนางหรือ”

            คราแรกน้ำเสียงของเขาเหมือนไม่อยากจะเชื่อเท่าใดนักแต่ก็เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ความที่เป็นคนช่างสงสัยคลางแคลงซึ่งซึมลึกถึงกระดูกก็ทำให้เขาใคร่ครวญอย่างระมัดระวัง

            เรื่องเช่นนี้ใช่ว่าจางลั่วหลินจะไม่เคยทำ...

            ทั้งการโยนจดหมายที่มีเนื้อความคลุมเครือขึ้นมาบนรถม้าที่เขานั่งกับพระชายา

            ทั้งการส่งเทียบเชิญให้ซูอันหนิงเพื่อให้นางได้เห็นภาพการพบกันระหว่างเขากับสตรีอื่น...ล้วนเป็นอุบายต่ำช้าไม่น่ากล่าวถึง

            พอนึกถึงสตรีนางนั้นในใจก็ยิ่งขมฝาดเขาถึงกับเคยคิดต่อต้านการแต่งงานเพื่อสตรีเช่นนั้น

            หากจะกล่าวโทษใครสักคน ก็ต้องโทษที่เขาตรวจสอบผิดพลาดเองแต่ในเมื่อวาสนาสิ้นสุด นางได้แต่งกับรัชทายาทไปแล้ว ใจริษยาเช่นใด จึงทำให้นางวางแผนร้ายต่อซูอันหนิงผู้ซึ่งไม่เคยทำผิดต่อนางเลยแม้แต่น้อย

            ช่างเป็นสตรีที่น่ารังเกียจนัก!

            เกาเฉินผิงแบมือ“นางคือคนที่มีแรงจูงใจสูงสุด ไม่ว่าจะแข่งขันกันทางลับหรือทางแจ้งจะต้องระวังเรื่องที่ทำให้เชื้อพระวงศ์เสื่อมเกียรติเป็นที่สุดเพราะฝ่าบาทกำลังกู้ภาพลักษณ์ราชวงศ์กลับมาหลังขึ้นครองราชย์ แต่นาง...อาจจะไม่ตระหนักเลยแม้แต่น้อย”

            มือที่วางอยู่บนโต๊ะของจูเกาเซวียนกำแน่นแววตาดำลึกราวกับบ่อน้ำโบราณ

            “ข้าจะไปขอให้ฮองเฮาตัดสิน”

            ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นแต่ถูกเกาเฉินผิงยกมือปราบไว้

            “ท่านอย่าใจร้อนไปแม้คนของเราจะสืบไม่กระจ่าง แต่ท่านคิดว่าฮองเฮาจะสืบไม่ได้หรือเห็นได้ชัดว่าทรงรู้ดี แต่ก็ตั้งใจปกปิดความจริงไว้”

            จูเกาเซวียนทุบโต๊ะเสียงดังปัง!ทำทุกคนในที่นั้นพากันสะดุ้งตกใจ

            “เสด็จแม่ทรงลำเอียงเช่นนี้เสมอมาเพื่อชื่อเสียงดีงามของผู้สืบทอด ต่อให้เขาทำสิ่งใดผิดก็ยังช่วยปกปิดให้”

            กำปั้นของเขาเกร็งแน่นสั่นเทาอย่างคนที่พยายามควบคุมอารมณ์เอาไว้น้ำเสียงที่เอ่ยประโยคต่อมาเยือกเย็นชวนให้คนฟังใจสั่นสะท้าน

            “ได้...หากนางอยากเล่นเกมอำนาจข้าก็จะให้นางได้เล่น!”

             

            ยามที่จูเกาเซวียนกลับมาที่เรือนชั้นในบ่าวสองคนยังคงคุกเข่าท่ามกลางหิมะแววตาเย็นชาของเขากวาดผ่านร่างที่สั่นเทาราวลูกนกแวบเดียวก็เลี้ยวเข้าห้องบรรทมไปไม่มีความลังเลสงสารแม้สักเสี้ยว

            เฉินชิงชิงมองไปทางหม่าหมัวมัวและเฉินหลิงด้วยแววตากังวลแต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากขอความเมตตา เพราะความบกพร่องของพวกนางเหตุการณ์ผิดพลาดครั้งนี้จึงเกือบเอาชีวิตพระชายาแล้ว

            จูเกาเซวียนเดินมาหยุดข้างเตียงก้มลงมองไอเย็นเกาะอาภรณ์แล้วจึงเดินไปอุ่นตัวข้างเตาถ่าน

            “หมัวมัว...น้ำ”

            ได้ยินเสียงแหบพร่าดังมาจากเตียงด้านในชายหนุ่มก็รีบผละจากเตาถ่านเดินเข้าไปนั่งข้างเตียงทันที

            ซูอันหนิงปรือตามองดวงตาของนางยังคงคล้ายมีม่านหมอกปกคลุม พึมพำเสียงแหบพร่า “น้ำ”

            จูเกาเซวียนก้มลงประคองนางลุกขึ้นนั่งหันไปรับน้ำอุ่นจากลี่หนาน วัดอุณหภูมิก่อนกระซิบบอกนางเบาๆ “ค่อยๆ ดื่ม”

            ซูอันหนิงจิบน้ำพอชุ่มคอแล้วจึงเอนกายลงนอนมือใหญ่ที่ประคองนางไว้กลับกระชับแน่น

            “ดื่มยาก่อนแล้วค่อยนอน”เขากล่อมเสียงเบา มือรั้งร่างนางกลับมาซบที่อก

            นางทำหน้ายู่ บ่นอุบอิบ “ขม”

            คิ้วตาของจูเกาเซวียนเหมือนถูกความอุ่นร้อนละลายลงช้าๆแววตาของเขายามนี้อ่อนโยนจนแม้แต่ตนเองก็ยังนึกไม่ถึง

            “กลั้นใจดื่ม นิดเดียวก็ได้” เขากล่อมพลางหันไปรับถ้วยยามาจากชางอิง

            กลิ่นขมมาจ่อใต้จมูกซูอันหนิงเม้มริมฝีปากแต่เพราะทนกลิ่นไม่ไหวสุดท้ายก็ต้องอ้าปากรับเอาอากาศเข้าไป ตอนนั้นเองที่ขอบถ้วยแตะริมฝีปากจากนั้นของเหลวก็ไหลลงมานางหลับตาแน่นแต่ไม่อาจเบือนหน้าหลบ จึงต้องฝืนทนกลืนยาลงท้องไป

            นางปวดศีรษะ หน้ามืดวิงเวียนจนต้องให้คนประคองแต่ก็ไม่ลืมร้องขอ

            “หมัวมัว...ผลไม้เชื่อม...”

            ผลไม้ถูกป้อนใส่ปากทันทีหลังจากกินผลไม้เชื่อมเสร็จ นางก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง

            จูเกาเซวียนมองร่างน้อยที่หลับไปในอ้อมแขนค่อยๆ ใช้ผ้าเช็ดคราบยาจากมุมปากเบาๆ เขาประคองนางให้นอนลงแล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย

            เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเขาจึงนึกถึงบ่าวสองคนที่ยังคุกเข่าอยู่ด้านนอกหากไม่ใช่เพราะเขารู้นิสัยของซูอันหนิงดี โทษทัณฑ์ในครั้งนี้ของพวกนางจะรุนแรงกว่านี้มากถ้าซูอันหนิงฟื้นตัวแล้วรู้ว่าเขาลงโทษบ่าวของนางจนบาดเจ็บไม่รู้ว่านางจะโกรธเขามากเพียงใด

            ชายหนุ่มถอนใจออกมาเบาๆ เอ่ยเสียงเรียบ“ให้สองคนนั้นเข้ามาได้ รอหวางเฟยหายดีแล้วค่อยรับโทษ”

            เฉินชิงชิงยิ้มอย่างโล่งใจยอบกายแล้วจึงรีบออกไปเรียกหม่าหมัวมัวและเฉินหลิงเข้าเรือน

            “พวกเจ้าไปพักเถอะ ไม่ต้องเฝ้ายามข้าจะดูแลหวางเฟยเอง”

            ลี่หนานกับชางอิงไม่ได้ขยับตัวทันทีความลังเลของพวกนางทำให้ดวงตาของจูเกาเซวียนเข้มขึ้น สายตาราวกับมีดดาบของเขามองพวกนางตรงๆเหมือนต้องการทิ่มแทงให้โลหิตท่วมกาย

            สาวใช้ทั้งสองสะท้านไปทั้งร่าง ยามนี้เพิ่งจะรู้สึกว่าฮั่นอ๋องน่ากลัวเกินไป

            ตอนที่ยังสงสัยว่าเขาจะทำร้ายนายหญิงของตนเองพวกนางพร้อมสู้ถวายชีวิต แต่ตอนนี้ฮั่นอ๋องแสดงออกว่าต้องการปกป้องนายหญิงของพวกนางสุดชีวิตใจคิดต่อต้านจึงอ่อนลง

            นึกถึงภาพเมื่อครู่ที่เขาป้อนยาพระชายาอย่างอ่อนโยนสาวใช้ทั้งสองจึงได้ยอบกายแล้วถอยออกไป

            จูเกาเซวียนถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วแทรกตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันนอนตะแคงมองใบหน้าเล็กๆ ของนางอย่างใกล้ชิด

            ตั้งแต่แต่งงานกันมานี่เป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่พวกเขานอนร่วมเตียง



    คล้ายกับเรื่องย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃 ที่คุณอ่าน