บทที่ 114 สีหน้าบึ้งตึง
“ความสัมพันธ์อย่างนั้นหรือ? ข้ากับเฉียนหลิงเทียนเคยพบกันเพียงสองครั้ง แทบไม่ได้พูดจากัน ส่วนเฉียนหลิงอู่นั้นเป็นสหาย ผู้เฒ่าโม่กล่าวเช่นนี้ช่างไม่เหมาะสมนัก ทำราวกับข้าทรยศอย่างไรอย่างนั้น” ได้ฟังวาจาของโม่เต้าจื่อ ฉินชูรู้สึกไม่พอใจทันที เขาหาใช่คนโง่เขลา ย่อมเข้าใจว่าโม่เต้าจื่อหมายถึงสิ่งใด
“แค่ลองถามดูจะเป็นไรไป? ข้าแค่เกรงว่าเจ้าจะเสียเปรียบเท่านั้น เจ้าโมโหอะไรกัน” โม่เต้าจื่อถลึงตาใส่ฉินชูทีหนึ่ง
ฉินชูหาตำแหน่งนั่งลง หลังจากนั้น จึงหันออกไปนอกศาลา ไม่มองโม่เต้าจื่อและหลิงหยุนจื่อแม้แต่น้อย
หลิงหยุนจื่อหัวเราะออกมา ทั่วทั้งสำนักชิงหยุน คนที่กล้าไร้มารยาทกับโม่เต้าจื่อ ทั้งยังแสดงความไม่พอใจเช่นนี้ได้ คงมีฉินชูเพียงคนเดียว
“จะโกรธไปทำไม? ลองพูดมาว่าเจ้าคิดเห็นเช่นไร” โม่เต้าจื่อมองฉินชูพร้อมกล่าว
“ทุกคนต้องคิดถึงสภาพการณ์ของสำนักชิงหยุนในยามนี้ ไม่ว่าจะปะทะกับสำนักใหญ่ทั้งสามซึ่งๆ หน้า หรือสู้ตายกับราชวงศ์เฉียน ก็ล้วนแย่ทั้งสิ้น ข้าหวังว่าสำนักชิงหยุนจะตัดสินใจอย่างเหมาะสม ข้าก็ได้แต่ให้ข้อเสนอแนะเท่านั้น” ฉินชูกล่าว
โม่เต้าจื่อพยักหน้า “สำนักชิงหยุนของเราเพียงอยากสืบทอดต่อไปอย่างสงบ ไม่มีความสนใจต่ออำนาจปกครองพื้นที่แถบนี้ แต่ก็ไม่อยากเห็นกลุ่มอิทธิพลจากต่างแดนมาก่อความวุ่นวาย ยิ่งไปกว่านั้น สำนักใหญ่ทั้งสามเปลี่ยนไปแล้ว เช่นนั้นต้องจัดการเรื่องนี้ ส่วนเราเองก็มีจุดยืนเหมือนกับราชวงศ์เฉียน ไว้ให้เจ้าสำนักเดินทางไปเมืองหลวงต้าเฉียนสักหนึ่งหน เพื่อปรึกษาหารือกับราชวงศ์เฉียนดูก่อน”
เมื่อได้ฟังวาจาของโม่เต้าจื่อ ฉินชูจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เพราะการตัดสินใจเช่นนี้นับว่าเหมาะที่สุด
เมื่อคุยธุระเสร็จ ฉินชูจึงหันมองโม่เต้าจื่อ “เมื่อไหร่เรื่องของข้าถึงจะทำได้?”
“เรื่องอะไร? เมื่อครู่นี้มีคนอารมณ์ร้ายใส่ข้า ข้าจึงจำเรื่องบางอย่างไม่ได้” โม่เต้าจื่อนวดคลึงหน้าผากพลางกล่าว
“เฮ้อ! เดิมคิดว่าหากมีเวลา จะไปเก็บหญ้าหอมนภาจากหุบเขาเทียนเซียงมาอีกหน่อย แต่คิดไปคิดมา ไม่ไปดีกว่า” ฉินชูตบหน้าผากเบาๆ เลียนแบบโม่เต้าจื่อ
โม่เต้าจื่อใช้วิธีไร้ยางอายเป็น ฉินชูก็ใช้เป็นเช่นกัน!
เพียงฉินชูกล่าววาจานี้ออกมา โม่เต้าจื่อสีหน้าบึ้งตึงทันที
หน็อยแน่ เขาเพียงอยากให้ฉินชูเชื่อฟังบ้าง แต่ฉินชูกลับข่มขู่มาเช่นนี้ ต่อให้ไม่อยากยอมรับ ย่อมต้องยอม
“สองเดือน รออีกสองเดือน!” โม่เต้าจื่อมองฉินชูพร้อมกล่าว
“ยังจะมีเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่? เช่นท่านความจำไม่ดีอะไรแบบนั้นอีก” ฉินชูจ้องโม่เต้าจื่อเขม็งพร้อมเอ่ยถาม
“ไร้สาระ! เรื่องที่ข้าพูดไปแล้ว เคยไม่ทำตามตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” เมื่อเห็นแววตาฉินชูเต็มไปด้วยความสงสัยที่ปะปนไปด้วยความดูแคลน โม่เต้าจื่อพลันรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่เขาจะทำอะไรได้? ตอนนี้หุบเขาเทียนเซียงถือเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับสำนักใหญ่ทั้งสี่ แต่สำหรับฉินชู ก็เหมือนสวนดอกไม้หลังบ้านมิปาน
ฉินชูออกไปโดยไม่สนใจสิ่งใด เขาจากไปอย่างสบายอารมณ์
“เจ้าคนไร้ยางอาย” เมื่อเห็นฉินชูเดินโยกตัวไปมา โม่เต้าจื่อรู้สึกโมโหนัก
“ศิษย์พี่ เขาทำดีมาก แก้ไขปัญหาไปไม่น้อยเลย ถึงขั้นเรียกว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์ด้วยตัวเองได้แล้ว” หลิงหยุนจื่อกล่าว ในตอนนี้เขายอมรับในตัวฉินชูอย่างมาก
“ก็จริง เขารู้จักมองภาพรวมและคิดการณ์ไกลอย่างแท้จริง รอให้เติบโตอีกหน่อย ก็ยืนยันฐานะผู้ถือป้ายชิงหวางอย่างเป็นทางการได้” โม่เต้าจื่อกล่าว
หลิงหยุนจื่อพยักหน้า เรื่องนี้เหล่าผู้นำระดับสูงของสำนักชิงหยุนเคยหารือกันแล้ว หลัวเจินและลู่หยวนล้วนเห็นด้วย ทุกคนคิดว่าฉินชูยังอ่อนเยาว์เกินไป อุปนิสัยยังไม่หนักแน่นพอ ต้องเติบโตและสั่งสมพลังอีกระยะหนึ่ง แต่ฉินชูกลับมาคราวนี้ การวิเคราะห์สถานการณ์และจัดแจงปัญหาด้วยตนเองดีขึ้น แสดงให้เห็นว่ารู้จักมองภาพรวมและมองการณ์ไกล
ฉินชูออกจากศาลาที่พักของโม่เต้าจื่อ ก็ไปยังหอคัมภีร์เพื่อดูตำรา ชิ้นส่วนคัมภีร์ปราณฟ้าของเขาสามารถฝึกฝนถึงขั้นสี่เท่านั้น เขาคิดจะไปดูที่หอคัมภีร์ก่อน ลองดูว่ามีตำราที่เหมาะสมหรือไม่ หากมีตำราที่เหมาะสม เช่นนั้นก็เปลี่ยนไปฝึกฝนตำรายุทธ์ใหม่ หากไม่มีที่เหมาะสม ก็คงต้องศึกษาด้วยตัวเอง ฝึกฝนตามรูปแบบเดิมในชิ้นส่วนคัมภีร์ปราณฟ้าต่อก็ได้เหมือนกัน
หาอยู่นานกว่าหนึ่งชั่วยาม อ่านตำรายุทธ์ไปหลายเล่ม แต่ฉินชูก็ยังไม่พอใจนัก
ตำรายุทธ์พลังปราณ โดยทั่วไปจะมีประโยชน์ทั้งสองอย่าง ประการแรกคือการรวบรวมอณูพลังเพิ่มปริมาณพลังปราณ อีกประการหนึ่งคือการเดินพลังปราณ แต่ชิ้นส่วนคัมภีร์ปราณฟ้านั้นเหนือกว่าทั้งสองด้าน
ฉินชูไม่พบตำราที่พอใจ จึงออกมาจากหอคัมภีร์
“เป็นอะไรไป สีหน้าดูผิดหวังเชียว?” หลิงหยุนจื่อที่ออกจากศาลาที่พักของโม่เต้าจื่อ กลับมาที่หอคัมภีร์ และเจอฉินชูพอดี
“ผู้เฒ่าหลิงก็รู้ปัญหาเรื่องตำรายุทธ์ ตอนแรกศิษย์ฝึกฝนด้วยชิ้นส่วนคัมภีร์ปราณฟ้า แต่ชิ้นส่วนคัมภีร์ปราณฟ้านั้นไม่สมบูรณ์ ฝึกฝนได้ถึงแค่ขั้นสี่ บัดนี้ศิษย์ต้องเลือกแล้ว หากไม่เปลี่ยนไปฝึกตำรายุทธ์อื่น ก็ต้องฝึกด้วยการวิเคราะห์ชิ้นส่วนคัมภีร์ปราณฟ้าต่อด้วยตัวเอง” ฉินชูกล่าว
เมื่อได้ฟังวาจาของฉินชู หลิงหยุนจื่อพยักหน้า เขานึกเรื่องบางอย่างขึ้นได้ ในตอนนั้นฉินชูใช้แต้มคุณูปการสามหมื่นแต้ม แลกชิ้นส่วนคัมภีร์ปราณฟ้าที่เขาไม่ได้พึงพอใจเท่าไรไป
เห็นหลิงหยุนจื่อไม่กล่าวอะไร ฉินชูจึงออกจากหอคัมภีร์ เขาต้องไตร่ตรองให้ดีก่อน เพราะการเลือกตำรายุทธ์พลังปราณนั้นสำคัญมาก
ฉินชูออกจากหอคัมภีร์ที่ยอดเขาหลัก กลับมายังลานศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋
เมื่อเห็นฉินชูกลับมา เหล่าศิษย์รับใช้ในลานศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋ต่างตื่นเต้นดีใจ ฉินชูไม่อยู่ ลานศิษย์รับใช้เงียบสงบ เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป
ขณะมองดูเหล่าศิษย์รับใช้ แววตาฉินชูเต็มไปด้วยความเบิกบานใจ เพราะเหล่าศิษย์รับใช้เปลี่ยนไปมากจริงๆ ไป๋อวี่ รวมถึงพวกหลินเจิงที่ลดขั้นจากศิษย์สายนอกมาอยู่ลานศิษย์รับใช้ล้วนมีพลังตบะขั้นสามแล้ว ไป๋อวี่อยู่ขั้นสามช่วงท้าย นี่ล้วนแต่เป็นมาตรฐานของศิษย์สายใน เอ้อพั่งก็ถึงจุดสูงสุดของขั้นสองแล้วเช่นกัน นอกจากนั้น ศิษย์รับใช้จำนวนมากล้วนมีพลังตบะขั้นจวี้หยวน ถ้านับมาตรฐานของศิษย์สายนอกแล้ว เรียกได้ว่าลานศิษย์รับใช้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง
“หัวหน้า ช่วงที่ผ่านมาท่านไปที่ไหนกัน?” เอ้อพั่งที่รู้สึกตื่นเต้นมองฉินชูพร้อมกล่าว
“ออกไปเดินเล่น ทุกคนไปทำธุระเถอะ” ฉินชูโบกมือทีหนึ่ง
หลังจากพูดคุยกับไป๋อวี่ เอ้อพั่ง และหลินเจิงครู่หนึ่ง ฉินชูจึงกลับไปยังผาหินตัด
เรือนไม้ที่ผาหินตัดยังคงอยู่ อีกทั้งยังผ่านการซ่อมแซมบำรุงอย่างดี ฉินชูรู้ว่าถึงแม้เขาจะไม่อยู่ พวกเอ้อพั่งก็ไม่ได้ปล่อยให้เรือนไม้รกร้าง
ฉินชูเอื้อมมือไปลูบเก้าอี้ไม้หนึ่งดู พบว่าไม่มีฝุ่นแม้แต่น้อย เขาจึงนั่งลง ตอนนี้ในห้วงความคิดมีเรื่องราวมากมาย ยังมีเวลาอีกสองเดือน อีกแค่สองเดือนเท่านั้น เขาจะได้รู้เบาะแสเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนเอง และถึงเวลาที่เขาต้องไปเข้าร่วมงานชุมนุมสี่สำนักใหญ่ แต่หลังจากนั้นเล่า? เขาย่อมต้องไปตามหาคนในครอบครัวเป็นแน่
ฉินชูคิดว่าหากมีเวลาว่าง ต้องกลับไปดูเรือนเก่าในเขตภูเขา ดูว่าท่านผู้เฒ่าได้กลับมาหรือไม่ เขารู้สึกคิดถึงท่านผู้เฒ่าที่เลี้ยงดูเขามาสิบสี่ปี เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์เหมือนปู่หลาน
หลังจากก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ฉินชูก็เงยหน้าขึ้น “ข้าถูกหลอกแล้ว”
ฉินชูนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือตอนที่ท่านผู้เฒ่าจากไป เขาไม่ได้เดิน แต่บินเหินไป นั่นเป็นพลังขั้นใดกัน? คิดจะบินเหินบนอากาศ อย่างต่ำก็ต้องมีพลังตบะถึงขั้นหกหวางเจ่อ