แสงอาทิตย์ร้อนแรงค่อยๆไล่มาอยู่เหนือศีรษะ แล้วเลื่อนลงไปอย่างเงียบๆ
ยามพลบค่ำเงาร่างของชายหนุ่มที่อยู่ในลานทอดยาวเหงื่อกาฬเต็มตัว
หลังจากผ่านการฝึกฝนมากว่าสิบครั้งหลันเฟิงก็พอมีประสบการณ์ในการขึ้นรูปศาสตรายุทธ์แม้ว่าจะยังคงไม่อาจสร้างศาสตรายุทธ์ที่เหมาะสมกับใจปรารถนาได้ แต่รูปร่างของศาสตรายุทธ์กลับยิ่งเข้าใกล้กับเป้าหมายที่กำหนดไว้มากขึ้นเรื่อยๆเชื่อว่าอีกสองสามวันหรืออย่างมากสิบกว่าวัน เขาก็น่าจะเข้าใจทักษะนี้อย่างสมบูรณ์
ทว่าหลันเฟิงไม่ได้ร้อนใจเพราะเรื่องนี้ใจร้อนไม่ได้
“จุดสูงสุดของระดับไอปราณขั้นที่สอง”เมื่อสัมผัสได้ถึงไอปราณที่โคจรอยู่ในจุดตันเถียนพิษที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากโดยไม่ทันรู้ตัวใบหน้าของหลันเฟิงก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
ไม่เพียงแต่พลังยุทธ์ที่เพิ่งขึ้นไม่น้อยระดับความแข็งแกร่งและความอดทนของร่างกายก็เพิ่มขึ้นจากการตีเหล็ก
เทียบกับคนในตระกลูที่เข้าสู่ระดับไอปรารมาสิบกว่าปีหรือยี่สิบกว่าปีแล้วพลังและความเหนียวทนทานของหลังเฟิงยังห่างอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเทียบกับคนในรุ่นเดียวกันแล้วกลับมีน้อยคนนักที่จะเทียบเทียมเขาได้
เมื่อตีเหล็กครั้งสุดท้ายเสร็จหลันเฟิงก็พ่นลมหายใจยาวๆ ออกมาเฮือกหนึ่ง แล้วนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นฟื้นฟูไอปราณที่เสียไปก่อนหน้ากลับมา
แต่ทว่ายามที่เขาเพิ่งนั่งสมาธิลงเงาร่างสวยงามและผอมเพรียวก็ถลันเข้ามาในครรลองสายตาของเขา
หลันเฟิงเผยความประหลาดใจเล็กๆออกมา “แม่นาง ดึกดื่นเพียงนี้แล้ว เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
“พี่หลันเฟิงข้า ข้า...” ใบหน้างดงามแดงระเรื่อ ในน้ำเสียงแฝงความตื่นเต้นดีใจเอาไว้ “ข้าทะลวงสู่ระดับไอปราณได้แล้ว”
“ระดับไอปราณ...ยอดฝีมือระดับดารา”หลันเฟิงพลัรประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง “รวดเร็วเพียงนี้เลยหรือ”
แม่นางเสวี่ยอายุไม่ถึงสิบห้าปีการเข้าสู่ระดับไอปราณได้โดยที่อายุไม่ถึงสิบห้าปี เรียกได้เป็นว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลหยางแม้จะรู้อยู่แล้วว่าหยางเสวี่ยมีพรสวรรค์ล้ำเลิศแต่ยามที่รู้ว่านางในยามนี้เข้าสู่ระดับไอปราณแล้วหลันเฟิงก็ยังคงอดที่จะตกตะลึงไม่ได้
ตำบลเฟิงดูเหมือนจะไม่เคยมีอัจฉริยะเช่นนี้ปรากฎตัวขึ้นมายี่สิบสามสิบปีแล้ว!
แม้ว่าเขาในตอนนั้นจะถูกคนนับไม่ถ้วนมองว่าเป็นอัจฉริยะมีความหวังว่าจะพัฒนาไปอยู่ในระดับไอปราณได้ก่อนอายุสิบห้าปีแต่ถึงอย่างไรเสียนั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาของคนนอก และยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ทันได้เข้าสู่ระดับไอปราณก็ประสบอุบัติเหตุเสียก่อนจนทำให้คนที่เคยถูกเรียกว่าอัจฉริยะค่อยๆ หายไปจากสายตาของทุกคน
แต่ยามนี้แม่นางเสวี่ยกลับทำสิ่งที่เขาทำไม่ได้ในตอนนั้นสำเร็จ!
เมื่อข่าวนี้แพร่งพรายออกไปเกรงว่าทั้งตำบลเฟิงคงจะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
มองหญิงสาวที่รวบรวมลำดับศักดิ์ในตระกูลหน้าตา พรสวรรค์อยู่ในตัวที่อยู่ตรงหน้า หลันเฟิงก็ปลงอนิจจัง “บางคนเกิดมาเพื่อกลบรัศมีคนอื่นโดยธรรมชาติจริงๆ”
ว่ากันตามลำดับศักดิ์ในตระกูลนางคือบุตรสาวคนเดียวของท่านผู้นำตระกูล ตำแหน่งสูงส่ง
ว่ากันตามหน้าตาตำบลเฟิงที่กว้างใหญ่ ในบรรดาหญิงสาวรุ่นเยาว์ ไม่มีผู้ใดสามารถเปรียบเทียบกับนางได้
และว่ากันตามพรสวรรค์นางก็ยิ่งเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบยี่สิบสามสิบปีของตำบลเฟิง อนาคตไร้ขีดจำกัด
นางราวกับเป็นจิตวิญญาณที่ได้รับความรักใคร่เอ็นดูเป็นลูกรักของสวรรค์ เหนือกว่าผู้อื่นที่ต่อสู้ดิ้นรนมาทั้งชีวิต
หากเปลี่ยนเป็นเมื่อสามปีก่อนหลันเฟิงอาจจะรู้สึกอิจฉานางเล็กน้อย แต่ยามนี้เขากลับรู้สึกเพียงปลงอนิจจัง
แม้ว่าหญิงสาวจะประสบความสำเร็จทำให้อัจฉริยะจำนวนนับไม่ถ้วนหน้าถอดสีแต่หลันเฟิงกลับไม่คิดว่าตนจะด้อยกว่านางเท่าใดนัก!
เมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของหลันเฟิงหยางเสวี่ยก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก แล้วหัวเราะคิกคัก “พี่หลันเฟิง ข้าร้ายกาจไหม!”
หลันเฟิงเองก็เอ่ยชมอย่างไม่ใจแคบสักนิด“ไม่เลวเลย แม่งนางน้อยร้ายกาจกว่าที่ข้าคิดไว้มาก!”
ประโยคของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวราวกับได้ดื่มน้ำผึ้งอย่างไรอย่างนั้นใบหน้าขาวนวล รอยยิ้มราวกับจันทร์เสี้ยวสดใสยิ่งกว่าเดิม
“ทว่าพี่หลันเฟิงเองก็ไม่ธรรมดาตอนนั้นพี่หลันเฟิงถูกเรียกว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบร้อยปีของตำบลเฟิงเลยนะ” แม่นางน้อยดูเหมือนกลัวว่าตนจะทำให้หลันเฟิงเสียความมั่นใจจึงเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา
แม้ว่าตำบลเฟิงจะเป็นเพียงตำบลเล็กๆข้างเมืองหงสือ แต่อัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบร้อยปีก็มีชื่อเสียงที่น่าทึ่ง
เมื่อได้ยิน หลันเฟิงก็ฉีกยิ้มบาง“ไม่ขนาดที่เจ้าพูดหรอก”
สำหรับชื่อเสียงจอมปลอมเหล่านั้นหลันเฟิงไม่ได้สนใจแล้ว อัจฉริยะมีมากมาย แต่ผู้แข็งแกร่งกลับมีน้อยมากเขาไม่สนใจจะเป็นอัจฉริยะหวังเพียงว่าจะมีสักวันที่เขาก้าวเข้าไปอยู่ในแถวของผู้แข็งแกร่งได้
“ถึงอย่างไรเสียพี่หลันเฟิงก็ดีเลิศที่สุดตลอดกาล”แม่นางน้อยดูเหมือนจะยึดมั่นในความคิดนี้แล้ว
หลันเฟิงไม่สนใจหัวข้อนี้อีกต่อไปเขาฉีกยิ้มแล้วโบกมือเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนา “เจ้ามาแค่เพื่อบอกข่าวนี้กับข้าหรือ”
“แน่นอนว่าไม่ใช่อยู่แล้ว”แม่นางน้อยเบะปากกลอกตา แม้ว่าใบหน้าดวงเล็กจะอ่อนวัย แต่ยามทำท่าทางเช่นนี้กลับแฝงไว้ด้วยเสน่ห์มากมาย“ท่านพ่อให้ข้ามาถามว่าพิธีสวมกวานของพี่หลันจะจัดที่เรือนบรรพบุรุษหรือไม่”
เข้าสู่ระดับไอปราณในอายุสิบหกปีหลันเฟิงจึงมีคุณสมบัติในการจัดพิธีสวมกวาน
“เรื่องนี้...”หลันเฟิงครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนตอบกลับไปว่า “เจ้าช่วยไปบอกท่านลุงให้ข้าด้วยว่าไม่จำเป็นหรอก”
เกียรติยศจอมปลอมรวมทั้งเรื่องเอาหน้าเช่นนี้หลันเฟิงยิ่งไม่สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้เวลาของเขามีจำกัดไม่อาจเสียเวลากับเรื่องไร้สาระเช่นนี้ไม่ต้องพูดถึงการจัดพิธีสวมกวานที่เรือนบรรพบุรุษแม้แต่การจัดพิธีสวมกวานที่เรือนของตนเอง เขาก็ไม่เคยขบคิดมาก่อน
“เอ๋?” หยางเสวี่ยขบคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจไม่อาจเข้าใจการตัดสินใจของหลันเฟิงได้
สำหรับคนหนุ่มสาวใดๆในตระกูล การได้จัดพิธีสวมกวานที่เรือนบรรพบุรุษล้วนเป็นเกียรติยศสูงสุด ในภาพความทรงจำของนางทุกคนล้วนกระหายที่จะจัดพิธีสวมกวานที่นั่นแต่หลันเฟิงกลับปฏิเสธ และยิ่งไปกว่านั้นยังปฏิเสธอย่างขอไปทีเช่นนี้อีก
ทว่ายิ่งหลันเฟิงเป็นเช่นนี้ หยางเสวี่ยก็ยิ่งชอบเขา
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะกลับไปบอกท่านพ่อว่าพี่หลันเฟิงไม่อยากจัดพิธีสวมกวานที่เรือนบรรพบุรุษ”แม้ว่าจะรู้สึกเสียดายแทนหลันเฟิงเล็กน้อยแต่หยางเสวี่ยกลับสนับสนุนการเลือกของหลันเฟิง
หยางเสวี่ยชะงักเล็กน้อยแล้วเอ่ย “ไว้พบกันใหม่นะพี่หลันเฟิงข้ากลับไปฝึกบำเพ็ญเพียรต่อแล้ว”
“ฝึกบำเพ็ญเพียร?” ในหัวพลันมีความฉงนปรากฏขึ้นหลันเฟิงเรียกหญิงสาวเอาไว้แล้วเอ่ยถาม “เจ้าไม่ได้เกลียดการฝึกบำเพ็ญเพียรหรือเหตุใดยามนี้กลับดูมุ่งมั่นตั้งใจถึงเพียงนี้”
“เพราะว่าข้าเองก็อยากไปสำนักศึกษาเมิ่งอู่เช่นกัน”หญิงสาวหัวเราะคิกคัก ใบหน้าขาวนวลพลันแดงระเรื่อ
เอ่ยจบก็ไม่รอให้หลันเฟิงได้พูดอะไร พลันกระโดดโลดเต้นออกไปจากลาน
“เอ่อ...สำนักศึกษาเมิ่งอู่?” ชะงักไปชั่วครู่หลันเฟิงถึงหยักมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มจนปัญญาและขมขื่นออกมา
ดูเหมือนว่าช่วงนี้ที่แม่นางผู้นี้ตั้งใจฝึกฝนอย่างหนักนั้นมีสาเหตุมาจากตนนั่นเอง!
“จุ๊ๆ ดูสิ แม่นางที่แสนดีขนาดนี้เจ้าจะไปหาจากที่ไหนได้อีก นี่เจ้าหนู ฟังคำแนะนำจากใจข้าสักนิดเจ้าอย่ารอให้สูญเสียไปแล้วค่อยมาเสียดายเลย...”
เงาร่างของชายชรามักจะปรากฎตัวในยามที่ไม่เหมาะสมจริงๆเสียงนั้นเต็มไปด้วยการหยอกล้อ และมักจะเผยความกวนโอ๊ยน่าโดนต่อยออกมา
หน้าผากมีเส้นสีดำปรากฏขึ้นแถวหนึ่งหลันเฟิงหรี่ตาจ้องชายชราเขม็ง
ชายชราพลันหุบปากด้วยสีหน้าเหยเกไม่พูดอันใดมากอีก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ยามแสงอรุณยามเช้าส่องกระทบลานเงาร่างผอมบางของชายหนุ่มก็ปรากฏขึ้นในลานความคึกครื้นและเสียงโหวกเหวกโวยวายรอบด้านไม่อาจสร้างผลกระทบใดๆ กับชายหนุ่มราวกับว่าเขาอยู่ในโลกส่วนตัว ลานเงียบสงบแยกตัวออกจากโลกภายนอก
ชายหนุ่มตั้งใจเพียงนี้ถึงขั้นที่ทุกอย่างในโลกภายนอกล้วนไม่เข้าหูเขา
คาถาเพลิงคลั่งสภาวะละเอียดอ่อน การขึ้นรูปศาสตรายุทธ์...ภายในลานเล็กๆ ที่เงียบสงบแห่งนี้ชายหนุ่มเติบโตด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง เขาดูดซับน้ำจากภายนอกราวกับหิวกระหายและพัฒนาขึ้นตลอดเวลา ราวกับฟองน้ำในทะเลก็ไม่ปาน
ชายหนุ่มฝึกฝนสุดชีวิตเช่นนี้จนถึงยามบ่ายแม้แต่ชายชราก็ยังทนดูต่อไม่ไหว จึงออกคำสั่งให้ชายหนุ่มหยุด
“ยังจำที่ข้าเคยบอกเจ้าได้หรือไม่”ชายชรามองชายหนุ่มอย่างราบเรียบ น้ำเสียงเข้มงวดอย่างหาได้ยากยิ่ง
“อะไรหรือ”
“เส้นทางการฝึกฝนต้องมียามผ่อนคลายต้องรักษาสมดุลให้ดี ข้าสอนเจ้าหลอมศาสตรายุทธ์ก็เพื่อให้เจ้าใช้วิธีนี้ผ่อนคลายตนเองและควบคุมอารมณ์ความรู้สึก โอกาสในการประสบความสำเร็จก็จะสูงขึ้นแต่เจ้ากลับเอาการฝึกฝนเป็นที่หนึ่ง และบีบบังคับตนเองเกินไป เจ้ารู้หรือไม่ว่ายามนี้ร่างกายของเจ้าตึงมากนานวันเข้าจะก่อให้เกิดอันตรายแฝง และอันตรายเหล่านี้เป็นยาพิษที่ออกฤทธิ์ช้าอาจจะขัดขวางการเจริญเติบโตของเจ้าในอนาคต” ชายชราวิจารณ์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความเข้มงวดอันไร้ที่เปรียบ
ชายหนุ่มค่อยๆก้มหน้า เงียบขรึมไม่พูดไม่จา
มองท่าทางของชายหนุ่มชายชราพลันใจอ่อนยวบ ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจมากแต่บางเรื่องร้อนใจไปก็ไม่ได้อะไร เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเจ้าพักผ่อนก่อนหนึ่งชั่วยาม หลังจากร่างกายฟื้นฟูแล้ว ค่อยฝึกฝนต่อ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลันเฟิงพลันพยักหน้าเล็กน้อย “ก็ได้”
เมื่อไม่มีอะไรให้ทำหลันเฟิงจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปเดินเล่นในตลาด
เขาเกลียดการอยู่ลำพังที่สุดแต่ยามนี้กลับจำใจต้องทำใจให้ชินกับการอยู่ลำพัง
เดินบนถนนสายใหญ่เดินผ่านฝูงชนที่แน่นขนัด หลันเฟิงถึงได้สัมผัสถึงการมีอยู่ของตนเองรางๆ
เดินไปอย่างไร้จุดหมายผ่านแผงขายของริมถนน ผ่านโรงน้ำชาในตรอก ผ่านโรงเตี๊ยมใจกลางฝูงชน แต่แทบจะทุกที่ผู้คนล้วนกำลังสนทนาถึงแม่นางน้อยอัฉริยะหยางเสวี่ย
เรื่องที่แม่นางน้อยเข้าสู่ระดับไอปราณได้โดยที่มีอายุไม่ถึงสิบห้าปีทำให้ทั้งตำบลเฟิงสั่นสะเทือนดังคาด
ชื่อเสียงหญิงสาวอัจฉริยะแพร่ไปทุกครัวเรือนทำให้ผู้คนตกตะลึง
“อายุไม่ถึงสิบห้าปีพูดให้ถูกต้องก็คือ สิบสี่ปีเจ็ดเดือน พรสวรรค์เช่นนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก!”
“ได้ยินว่ายามที่ท่านผู้นำตระกูลหยางยังหนุ่มก็เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งคิดไม่ถึงว่าบุตรสาวของเขาจะเป็นศิษย์ได้วิชาจากครู แต่เก่งกว่าครูพรสวรรค์ที่นางสำแดงออกมาเหนือกว่าหยางเซียวในปีนั้นเสียอีก”
“อัจฉริยะอันดับหนึ่งของตำบลเฟิงเกรงว่ายามนี้ต้องเปลี่ยนคนแล้ว”
“พูดถึงบุตรสาวของผู้นำตระกูลหยางข้ากลับนึกถึงคุณชายเฟิง พวกเจ้าว่าถ้าหากสามปีก่อนไม่เกิดเรื่องนั้นขึ้นคุณชายเฟิงจะเข้าสู่ระดับไอปราณเร็วกว่าคุณหนูหยางหรือไม่”
“สมมุติฐานของเจ้าไม่มีความหมายใดๆยุทธภพนี้จะมีถ้าหากมากมายขนาดนั้นที่ไหนกันไม่ว่าในอดีตหลันเฟิงจะอัจฉริยะขนาดไหนก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงได้คุณหนูหยางถึงจะเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบยี่สิบสามสิบปีของตำบลเฟิง ในรอบร้อยปีมานี้ก็มีเพียงอัจฉริยะเมื่อห้าสิบหกสิบปีผู้นั้นที่เข้าสู่ระดับไอปราณได้เร็วกว่าคุณหนูหยางสามเดือน”
“อย่าด่วนสรุปเร็วไปนักข้าได้ยินว่าหลังจากที่คุณชายเฟิงฟื้นฟูพรสวรรค์กลับมาก็เข้าสู่ระดับไอปราณได้ภายในระยะเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่วัน เผยพรสวรรค์ที่ไม่ด้อยไปกว่าคุณหนูหยางแม้กระทั่งมากกว่าออกมา”
“หึๆได้ยินว่าเขาเตรียมเข้าร่วมการล่าประสบการณ์ เป็นล่อหรือเป็นม้าดึงออกมาก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ”
“ได้ยินเจ้าพูดเช่นนี้ข้าชักอยากให้ถึงการล่าประสบการณ์ไวๆ แล้วสิ”
ระหว่างทางที่เดินมาตั้งแต่ต้นซอยจนถึงท้ายซอยบทสนทนาเหล่านี้ต่างก็ดังเข้าหูเขาไม่ขาดสาย
ในนั้นมีอยู่ไม่น้อยที่เอ่ยถึงหลันเฟิงแต่เจตนาในคำพูดมีหลากหลาย
“อยากให้มาถึงไวๆงั้นหรือ” มุมปากหยักรอยยิ้มออกมา
“ความจริงแล้วข้าเองก็อยากให้มันมาถึงไวๆเช่นกัน”