ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่ 219 ต่างโลกย่างกายลงมาเยือน

    แสงสีทองพร่างพราวที่พุ่งลงมาจากฟากฟ้า ยิ่งเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ รอบแสงนั้นเต็มไปด้วยอักขระหมุนวน ปราณพลังฟ้าดินของดินแดนแห่งนี้ไม่สามารถขับเคลื่อนค่ายกลเคลื่อนย้ายชนิดนี้ได้อย่างแน่นอน มันใช้พลังมหาศาลมากเกินไป อย่างน้อยๆ ผู้ที่ขับเคลื่อนค่ายกลชนิดนี้ ก็ต้องมีขั้นพลังที่สูงล้ำ



เพียงเวลาไม่นานทั้งสิบเสาแสงที่พุ่งลงมายังพื้นดิน ก็ปรากฏร่างเหล่าจอมยุทธ์ที่อยู่ภายในเสาแสง ค่อยๆ ย่างกายลงมาปรากฏสู่สายตาผู้คนช้าๆ ภายใต้แสงสีทองพร่างพราว



   เสาแสงพร่างพราวที่อยู่ใกล้ๆ อี้เฉิน กับกองทัพดินแดนจันทราทมิฬ กลับมีชายหนุ่มค่อยๆ รอยลงมายังพื้นเบื้องล่าง ทำให้พวกเขามองเห็นเด่นชัด ผมของเขาเป็นสีทองยาวประบ่าปลิวไสวไปตามแรงลม บนหน้าผากมีเชือกสีทองรัดเกล้า ใบหน้าคมคายดูหล่อเหลา กายาเต็มไปด้วยมัดกล้าม ช่วงลำตัวไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า สีข้างกลับมีขนนกสีทองลามไปจนถึงแผ่นหลัง ด้านหลังมีปีกหนึ่งคู่สีทองกางออกมาจนกว้าง เหมือนตัวเขาเป็นครึ่งสัตว์อสูรอย่างไรอย่างนั้น



แต่มีบางคนในกองทัพรู้จักเผ่าพันธุ์ที่แท้จริงของชายหนุ่มผมสีทอง ตะโกนออกมาก้อง ด้วยความตกใจ "นั้นมันเผ่าภูต ไม่ใช่หรือ ทั้งดินแดนของเรามันไม่เคยมีอยู่นึกว่าเป็นเรื่องเล่าเสียอีก"



ชายหนุ่มที่อยู่ท่ามกลางแสงสีทองที่สาดส่องลงมา ไม่แม้จะสนใจ กองทัพที่อยู่ยังพื้นเบื้องล่าง ตัวเขาเพียงหลับตา ค่อยๆ รอยลงมายังพื้นเบื้องล่างทีละน้อย



    เทียนตี้ แห่งตำหนักภูต ตัวเขาคือผู้สูงส่งแต่กำเนิด เป็นผู้ไร้เทียมทานในขั้นพลังเดียวกัน สายเลือดเองก็สูงส่งยากที่จอมยุทธ ทั่วไปจะเทียบชั้นได้ เขาที่สัมผัสถึงปราณพลังฟ้าดินของที่แห่งนี้ได้ เขาถึงกับ สบถ ด่าในใจทันที นี่มันโลกหลบซ่อนอะไรกันแทบไม่ต่างอะไรจากดินแดนรกร้าง เหมือนปลาก้นบ่อ ที่รอให้พวกเขามาเก็บเกี่ยว "หวังว่าข้าจะเจอปลาตัวใหญ่ๆ ยังพื้นที่แห่งนี้"



เหล่าทหาร ต่างพากันหวัดหวั่นเล็กๆ เมื่อสัมผัสพลังของ เทียนตี้ ได้คนผู้นี้เหมือนจะอยู่ขั้นพลัง กษัตริย์ แต่เหตุใด ถึงรู้สึกถึงแรงกดดันที่เหมือน เหล่าจอมยุทธ์ขั้นพลังเทวะ ทำให้เหล่าทหารหลายๆ คนประหลาดใจไม่น้อย



อี้เฉินกวาดตามองไปดูทิศอื่นๆ เขาเริ่มวิตกกังวล กลัวว่าดินแดน5อาณาจักรที่เขาเกิด จะถูกจอมยุทธ์เหล่านี้หมายตา หากดินแดน5อาณาจักรถูกหมายตา คงยากที่จะรอดพ้นหายนะเป็นแน่ พวกเขาคงไม่มีกำลังมากพอที่จะต่อต้านได้



ทันทีที่ อี้เฉินกวาดตามองไปที่เสาแสงต้นอื่นๆ ก็ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เหตุใดถึงมีแต่เหล่าจอมยุทธ์รุ่นเดียวกับพวกเขา ที่ย่างกายลงมาเยือนยังดินแดนเบื้องล่างแห่งนี้ เขาคิดว่าจะมีเทพสวรรค์ลงมาเหยียบย่ำดินแดนแห่งนี้เสียอีก



    ไกลๆ อี้เฉินกวาดตามองไปที่เสาที่พุ่งลงมาอีกต้นที่อยู่ทางทิศดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาเห็นชายหนุ่มสวมชุดสีดำปักลวดลายมังกรสีทอง ผมสีดำยาวถูกมัดไว้อย่างดี ใบหน้าดูหล่อเหลา ปราณพลังสีทองที่แพร่กระจายออกมาทั่วทิศ แพร่อำนาจบางอย่างออกมา แม้แต่ที่ปลายเท้ารอบตัวเขายังมีออร่าปราณพลัง สร้างรูปลักษณ์มังกรตัวน้อยๆ บินวนรอบปลายเท้าเขา ช่างดูน่าหวาดหวั่นไม่น้อย

เขาก็คือ องค์ชายใหญ่ แห่งราชวงศ์ ชิง ผู้ที่มีแนวโน้มที่จะถูกคัดเลือกเป็นองค์ จักรพรรดิคนต่อไป ถึงเขาจะเป็นองค์ชาย แต่การบ่มเพาะของเขาก็ไม่ธรรมดาเป็นผู้สูงส่งแต่กำเนิด มองเย้ยหยันเหล่าจอมยุทธรุ่นเดียวกัน



ไกลๆ แสงสีทองพร่างพราวอีกทิศหนึ่งของดินแดนเซียน ก็มีชายหนุ่มผอมบางออกมาอีกคน เหมือนตัวเขาเป็นโรคบางอย่างอย่างไรอย่างนั้น ผิวขาวซีด ผมสั้นสีน้ำตาลปลิวไสวไปตามแรงลม ที่หูข้างซ้ายคล้องต่างหูกระดูก ใบหน้าดูหล่อเหล่าเหมือนหนุ่มเจ้าสำราญ แต่ดวงตากับเต็มไปด้วยกิเลสและตัณหา ปราณพลังที่ปล่อยออกมา ช่างน่าสะอิดสะเอียนคล้ายกับเขาเรียนวิชาสายมนต์ดำ อย่างไรอย่างนั้น ชุดที่เขาใส่ราวกับเป็นโครงกระดูก ล้อมพันป้องกันตัวเขาไว้ เขาก็คือซูเซ่อ แห่งศาลาซากศพ ถึงเขาจะไม่ใช่จอมยุทธผู้สูงส่งแต่กำเนิด แต่ก็เป็นจอมยุทธไร้เทียมทานในขั้นพลังเดียวกัน แม้แต่เหล่าจอมยุทธผู้สูงส่งแต่กำเนิดสายเลือดบริสุทธิ์ ยังหวาดกลัวในชื่อของเขา เขาถือเป็นผู้อยู่อันดับต้นๆ ของคนรุ่นใหม่



    ไม่ห่างจากซูเซ่อ มากนัก เสาแสงสีทองพร่างพราวอีกอัน ก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มออกมา กายาของเขาเต็มไปด้วยเกล็ดสีดำทมิฬปกคลุมทั่วหน้าอก ช่วงลำตัวไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า เผยให้เห็นร่างกายที่กำยำเต็มไปด้วยมัดกล้าม ผมสีแดงเพลิงยาวประบ่าปลิวไสว ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย คิ้วดกดำ ตั้งเป็นคันศร สันจมูกโด่งได้รูป ด้านหลังสะพายดาบใหญ่ไว้ ออร่ามังกรสีดำล้อมพันกายา ฝูงชนที่เห็นชายคนนี้ต่างใจสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ราวกับเขามีสายเลือดของมังกรบรรพกาลไหลเวียนอยู่ในกายา อย่างไรอย่างนั้น เพียงสายตาที่ชายหนุ่มจ้องมองมาก็ทำให้เหล่าผู้คน หวาดกลัว



     ในไม่กี่เสี้ยววิ จอมยุทธอีก3-4คนก็ค่อยๆ ทยอยปรากฏตัวลงมา พวกเขาล้วนอยู่ในระดับเดียวกันไม่มีใครอ่อนด้อยกว่ากันแม้แต่คนเดียว ราวกับพวกเขาทุกๆ คนเป็นผู้ยืนบนหัวเต่ามังกรอย่างไรอย่างนั้น แม้แต่เหล่าจอมยุทธ์ชรา ของขั้นพลังเทวะ ยังรู้สึกหวาดหวั่นไม่คิดเด็กรุ่นใหม่ๆ จะร้ายกาจถึงเพียงนี้ "ดินแดนที่พวกเขาจากมา จะเป็นดินแดนแบบไหนกันแน่ ถึงกับสร้างเด็กรุ่นใหม่ที่เก่งกาจออกมาได้มากถึงเพียงนี้"



      อี้เฉินที่กวาดตามองออกไปภายนอกกรงขัง เขาเห็นเสาแสงที่ทิศดินแดนร้อยแคว้น ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย มองเห็นสาวน้อยอายุไม่ห่างจากเขามากนัก ใบหน้าของนางงดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดดั่งเซียนหญิงลงมาจุติ คิ้วโค้งเป็นคันศร ปากอวบอิ่มได้รูป สายตาแฝงด้วยความหยอกเย้าขี้เล่น นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ช่วงหลังแหวกจนเห็นผิวขาวราวหงส์ มีหาง2อันสะบัดไปมา กระโปรงยาวที่นางสวมใส่แหวกจนเห็นเรียวขายาว ที่มือทั้งสองข้าง มีผ้าขาวผูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ปลิวไสวไปตามแรงลม เหล่าฝูงชนที่จับตาไปที่นาง ต่างหลงใหลตัวนางไม่น้อยแม้แต่อี้เฉิน ยังมองออกไปอย่างไม่วางตา



นางก็คือ จิ้งจอกสาวหงส์เหมง แห่งสำนักเซียนสวรรค์ นางเป็นจอมยุทธผู้สูงส่งแต่กำเนิด แววตาหยอกเย้าขี้เล่น แต่แฝงด้วยอันตราย



     ถัดจากเสาแสงของ จิ้งจอกสาวไปไม่มากก็ปรากฏ หญิงงามล่มเมืองอีกหนึ่งคนย่างกายลงมา ถึงนางจะสวมผ้าขาวปิดบังใบหน้า มองเห็นเพียงคิ้วโค้งเป็นคันศร ผิวขาวเนียนราวกระเบื้องแก้ว ชายใดสบตานางเป็นต้องหลงใหล อยากรู้ภายใต้ผ้าขาว จะมีใบหน้าเช่นไรอยู่ บนศีรษะด้านซ้ายมีรัดเกล้ารูปผีเสื้อตัวใหญ่ตกแต่งอยู่ ต่างหูทั้งสองข้างตกแต่งด้วยหินส่องแสง นางสวมอาภรณ์สีฟ้าตัด ขาว รัดรูปจนเห็นส่วนเว้าส่วนโค้ง ช่วงคอเผยให้เห็นผิวขาวราวหงส์ ผ้าคาดเอวยิ่งทำให้นางดูยิ่งน่าดึงดูด ทำให้มองเห็นสัดส่วนของนางได้อย่างเด่นชัด กระโปรงยาวแหวกออกให้เห็นขาขาวเรียวยาว ชายอาภรณ์ปลิวไสวไปตามแรงลม



     ออร่าที่นางปลดปล่อยออกมาเต็มไปด้วยผีเสื้อตัวน้อยๆ บินออกไปทั่ว จนฝูงชนมองไปที่นางจนตาค้าง

นางมีนามว่า เยว่ชิงเซียน สตรีศักดิ์สิทธิ์ แห่งศาลาศักดิ์สิทธิ์ นางเองก็เป็นผู้สูงส่งแต่กำเนิด แถมยังอยู่อันดับต้นๆ ของจอมยุทธรุ่นใหม่ เหล่าชาย

หนุ่มต่างพากันเกี้ยวพาราสีนางไม่ขาดสาย เป็นที่หมายปองของชายหนุ่ม นางทั้งงดงามและศักดิ์สิทธิ์ ยากที่จะหาผู้ใดเทียบเทียน



      ทันใดที่เสาแสงทั้งสิบมีเหล่าจอมยุทธรุ่นใหม่ปรากฏตัวออกมาจนครบ เสียงหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางฟ้าดิน เสียงนั้นดังก้องออกไปทั่วทิศ แม้แต่คนเบื้องล่างยังได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน "พวกเจ้ามีเวลาหนึ่งเดือนตามหา มรดกของจักรพรรดิผู้ร่วงหล่นให้เจอ แล้วนำมันกลับไปยังดินแดนเทพ หลังจากนี้หนึ่งเดือนดินแดนแห่งนี้จะไม่เสถียรอีกต่อไป ยากที่พวกเราจะอยู่ระยะยาว เป็นไปได้ที่พวกเราจะติดอยู่ภายในดินแดนแห่งนี้"

ทันทีที่เสียงนั้น เอ่ยพูดเสร็จ พวกเขาก็รู้ได้ในทันทีเทพสวรรค์ได้ลงมาเยือนยังเบื้องล่างแล้วแต่พวกเขา แค่ไม่อยากมาเหยียบย่ำที่ต่ำต้อยเช่นนี้ กลางท้องฟ้าสูง อี้เฉินมองเห็นวัง วังหนึ่งลอยกลางท้องฟ้า พวกเทพสวรรค์คงใช้ที่นั่นเป็นที่ประทับเป็นแน่



    ทันทีที่เสียงของเทพสวรรค์ส่งลงมา เหล่าจอมยุทธ์รุ่นใหม่ก็ต่างบินทะยานออกไปคนละทิศคนละทาง เพื่อตามหา มรดกของจักรพรรดิผู้ร่วงหล่น เหล่าจอมยุทธโลกเบื้องล่างหลายๆ คน ถึงกับหน้ามืดทะมึนเขียวคล้ำในทันใด แต่ก็ไม่กล้าขัดขวางพวกเขาเหล่าจอมยุทธ์จากโลกอื่น ในยามนี้เหมือนพวกเขากำลังจะถูกโจรขึ้นบ้านของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น



     แม่ทัพใหญ่หาญกวง เร่งสั่งเคลื่อนทัพกลับดินแดนจันทราทมิฬโดยเร็ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ดินแดนแห่งนี้ได้ถูกขโมยของดีไปจนหมดแน่ หมายมั่นหาวิธีรับมือ พวกเขาเองก็รู้ดี ดินแดนแห่งนี้เคยเกิดสงครามใหญ่ มีจักรพรรดิร่วงหล่นในสงครามครั้งนี้อยู่หลายคน ถือเป็นยุคจักรพรรดิผู้ร่วงหล่นที่แท้จริง เขาไม่คิด พวกต่างโลกจะรู้ข้อมูลนี้ด้วย เขาครุ่นคิดอยู่นานภายในเกี้ยวที่นั่ง ก่อนจะพูดออกมาด้วยความตกใจ"หรือว่ากลุ่มจักรพรรดิผู้ร่วงหล่นเป็นคนของต่างโลกกัน"

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน