บทที่ 79
เช้าวันใหม่ วันนี้มันเป็นวันอังคารที่นทีไม่ได้มีเรียนอะไรเลยสักคาบเดียว เขาจึงทำการจัดประชุมวิสามัญขึ้นมาครั้งแรก ณ ที่คอนโดของเขาเองที่องค์กรเนเมสันเหมา และไล่ผู้คนที่เคยชื้อออกไปด้วยอำนาจของเงินตรา และในที่ประชุมก็ประกอบไปด้วยเหล่าเทพทั้งสี่ และบริวาลที่มีส่วนสำคัญๆขององค์กรนี้ “สวัสดีพวกเจ้าทุกคน วันนี้ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามา ก็เพื่อที่จะสอบถามความคืบหน้าของพวกเจ้าทุกๆคน ว่าพร้อมกันขนาดไหนแล้ว” นทีเอ่ยกล่าวถามออกมาเพื่อเริ่มประชุมในวันนี้ เจนนิเฟอร์ หรือบุตรแห่งจันทราก็ได้เอ่ยกลับมามาเป็นคนแรก“เจ้าค่ะท่านพี่.. องค์กรระดับชาติ UN หรือองค์กรอื่นๆที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาได้เข้าร่วมและรับรู้เรื่องบางส่วนจากเราแล้ว พวกเขายินดีที่จะทำตามทุกๆอย่างที่เราสั่งการลงไป จริงๆข้าก็แอบแสดงพลังไปนิดๆหน่อยๆสำหรับเจ้าพวกที่อยากลองของล่ะนะ” เธอหัวเราะออกมานิดหน่อยหลังจากที่เอ่ยกล่าวเสร็จ เหล่าพี่น้องเทพต่างรู้ดีว่าพลังของเธอมันออกจะค่อนข้างโรคจิต ไม่ต่างจากผู้นำของพวกเขาในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย นทีเองเมื่อได้ทราบแล้วก็ยิ้มให้เบาๆ จริงๆเขาก็ไม่ได้รังเกลียดผู้เป็นดั่งคู่หมั้นคนนี้เลยแม้แต่น้อย สมัยอยู่โลกแห่งเทพ เขาก็มีแต่เจนนิเฟอร์เท่านั้นแหละที่เดินทางหาสู่กัน มันอาจจะเป็นเพราะเทพที่ใช้พลังเกี่ยวกับสายมืดนั้นมีน้อย และด้วยวัยที่ใกล้เคียงกัน มันเลยทำให้พวกเขาสนิทกันระดับหนึ่ง ถ้าหากว่าไม่มีภารกิจที่ต้องลงมาทำหน้าที่โลกมนุษย์ พวกเขาคงได้แต่งงานมีทายาทกันแล้วล่ะมั้ง แต่จู่ๆนทีก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาแปลกๆ มันเป็นสายตาที่บ่งบอกถึงความหึงหวงอย่างชัดเจน เขาจ้องมองไปยังเจนนิเฟอร์ที่กำลังยิ้มหวานให้กับเขา และกระแสจิตที่พวกเขาได้ยินกันแค่สองคนก็ดังขึ้นมา “ได้ข่าวว่าท่านพี่.. แอบมีเล็กมีน้อยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ... แล้วล่าสุดสายข่าวข้าได้บอกมาว่าท่านพี่ถูกอกถูกใจยมทูตหน้าใหม่นางนั้นอีกด้วย….จบประชุมนี่ก่อนเถอะ” เมื่อนทีได้ยินอย่างนั้น เขาก็มองไปตามที่นางกำลังมอง ก็เป็นยมทูตกิ่งที่เขาเคยเลือกเพื่อที่จะให้มาเป็นเลขาคนสนิทของเขา ยมทูตที่เจอกันที่บ้านพ่อแม่ของเขา นทีหน้าซีดเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองโนเบิลด้วยอาการโกธรแค้น ส่วนโนเบิลที่กำลังอยู่ในอาการเลิกลั่ก เพราะเขาคือสายข่าวคนนั้นให้กับเจนนิเฟอร์ ไม่ว่าใครในกลุ่มก็ต่างกลัวเจนนิเฟอร์กันทั้งนั้น เหมือนรูปร่างภายนอกที่ดูสวยงาม น่ารักๆ แต่ด้วยนิสัยแล้ว บอกเลยน่ากลัวเป็นอย่างมาก ทุกคนในกลุ่มเทพต่างให้ความเห็นว่า ไม่ว่ายังไงจะไม่ยอมเป็นศัตรูกับเธอคนนี้เด็ดขาด ถึงจะต้องขายนายพี่พวกเขาก็ยอม ยังดีกว่าที่พวกเขาจะต้องทรมานกับพลังของนางเสียเอง แต่ถ้าเป็นท่านพี่ฟีนัสคัส ท่านน่าจะหาทางเอาตัวรอดได้อย่างดีอย่างแน่นอน นทีที่รู้แล้วว่าต้นตอเรื่องราวนี้มันมาจากไหน ก็เลือกที่จะเล่นใหญ่กว่า ด้วยการทำเป็นไม่สนใจกับเรื่องที่นางกล่าวออกมา เขาเอ่ยถามกับคนอื่นต่อ มันทำให้เจนนิเฟอร์รู้สึกโกธรขึ้นมาจริงๆ แต่เธอก็ต้องระงับอารมณ์ไว้ก่อนที่จะได้ทำอะไรลงไปด้วยไม่คิด อย่างน้อยๆเธอก็อายุมากกว่า 1000 ปีเข้าไปแล้ว จะให้ทำอะไรแบบเด็กๆที่โวยวายในตอนนี้คงจะไม่เข้าทาง จากนั้นคนอื่นๆก็เริ่มรายงานมาเพิ่ม โดยเริ่มจากบูธที่ตอนนี้คือผู้ชักใยอยู่ในโลกของเงินตรา เศรษฐกิจของโลก ผู้นำองค์กร WAYNE เขารายงานมาว่าพวกเขาสามารถควบคุมระดับเงินตราค่าเงินให้ขึ้นหรือลงได้ตามใจชอบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าทอง หรือหุ้นตัวไหนก็ตามในตลาดโลก มันส่งผลให้เงินที่พวกเขามีนั้นมันมากที่สุดในโลก และเพื่อการที่จะต้องมีองค์กรนั้นก็เพื่อช่วยเหลือในเรื่องของการกำหนดสิ่งแลกเปลี่ยนให้เหมาะสมกับประชาชนที่จะได้รับผลกระทบกับสงครามในอนาคต ต่อมาเป็นจีนัสที่รายงานเรื่องของยาสมุนไพรทั้งแบบน้ำ และแบบเม็ดโบราณอย่างที่เขาถนัดนั้นสามารถช่วยเหลือผู้คนได้มากกว่าครึ่งโลกทันทีที่เกิดเรื่องราวใดๆเกิดขึ้น และหน่วยฝนหลวงก็พร้อมที่จะพ่นสารระงับอาการทุกเมื่อ และทุกๆจุดของโลกตามศูนย์ผลิตในแต่ละพื้นที่ ยังได้รับการสนับสนุนการเงินจากองค์กร WAYNE และการทหารเพื่อคุ้มกันจากเนเมสันตลอดเวลา พวกเขาเองก็ตั้งองค์กรอาหาร และยาขึ้นมาด้วยเช่นกัน พวกเขาใช้ชื่อว่า SAVE ที่แปลตรงตัวง่ายๆ ส่วนเนเมสันเองก็มีอยู่ในองค์กรนี้มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของโลกนี้แล้ว และแต่ละคนคือผู้มีหัวคิดหรือไม่ก็บุคคลสำคัญๆทั้งนั้น ถ้าถามว่าพระเจ้าประสงค์ต้องการให้โลกแห่งนี้เหลือมนุษย์เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่ามันก็คงจะเป็นพวกเขานี่แหละ เหล่าเนเมสัน เพราะแต่ละคนนั้นได้รับยาเบื้องต้นจากองค์กร SAVE มาแล้ว มันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำอะไรพวกเขาได้ นทีฟังสิ่งที่พวกเขาเอ่ยออกมาอย่างพอใจ เขาเอ่ยเป้าหมายของตัวเองออกไป“การที่พระผู้เป็นเจ้า ท่านผู้สร้างต้องการให้โลกเราเข้าสู้กาลก่อนนั้น เราเข้าใจดี แต่หากเป็นอย่างนั้น เพียงแค่สิบเปอร์เซ็นต์ของโลก พวกเขาจะทำอะไรได้ และไม่นานโลกก็จะกลับไปในช่วงยุคสงคราม ล่าอาณานิคมเหมือนอย่างเคยในช่วงลูกช่วงหลานของพวกเขา และแน่นอนว่ามันจะต้องลำบากเทพอย่างพวกเราแน่นอนที่จะต้องช่วยเหลือตามที่พวกเขาได้ขอ หรือไม่.. แย่ที่สุด คือเผ่าพันธุ์เทพของเราอาจจะสูญสิ้นอย่างแน่นอน .. หากพวกเขาลืมเรา เราเองก็ไม่ต่างอะไรกับความว่างเปล่า และตัวสลายหายไป” นทีเอ่ยออกมาเพื่อให้คนอื่นได้รับรู้“แต่ถ้ามนุษย์ยังเหลือ 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ก็น่าจะพอไหวอยู่ มันก็แค่พลังที่จะสะสมของเทพแต่ละองค์ต่อเดือนจะน้อยลงตามไปด้วย ... แต่ก็ยังดีกว่าล่ะนะ... เป้าหมายของเราคือ ปกป้องมนุษย์ในได้ครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด พวกเจ้าเข้าใจแล้วนะ…” นทีกล่าวก่อนที่จีนัสจะเอ่ยกล่าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง“จริงซิขอรับท่านพี่ฟีนัส ข้ามีเรื่องจะแจ้งท่านได้ทราบมาหลายวันแล้วขอรับ... อีก 7 วัน รูปแบบพลังของท่านนามธรรมจะบังเกิดขอรับ... ครั้งนี้หากนิมิตของข้าไม่มีอะไรผิดพลาด น่าจะเป็น ความอดยาก ขอรับ” จีนัสกล่าวออกมา นทีก็รับทราบ และเขาเคยอ่านเกี่ยวกับตำนานบทนี้มาอยู่ไม่น้อย แมลงนับล้านจะเข้าจู่โจมทั้งพืชพันธุ์ และแหล่งน้ำ ทำให้อาหาร และน้ำเกิดทานไม่ได้ไปหลายวัน ไม่ว่าจะกรองน้ำอย่างไรก็ตาม และคนที่อยู่ได้ก็นับว่าน้อยแสนจะน้อย ดินแห้งแล้งหลังจากที่แมลงพวกนี้ได้ผ่านทางไป แต่อย่างน้อย ทะเลคือสิ่งที่พวกมันได้กลัว และน้ำทะเลนี่แหละที่จะปลอดภัยสุด นทีสั่งการเรื่องการวิจัย และสร้างแหล่งผลิตน้ำกรองน้ำกับอาหารอีกหลายแห่ง เพื่อที่จะได้ให้มันทันเวลาที่กำหนด เหล่ายมทูตเองก็คอยเป็นหูเป็นตาให้ และพวกเขาไม่แน่ใจเลยว่ามันจะมาในรูปแบบไหน และฝ่ายของราตรี และฝั่งทิวา กำลังทำอะไรพวกเขาก็มาวิเคราะห์ต่อไป โดยพวกศาสนาต้องการทำอะไรแปลกๆอย่างเช่นการที่จะปลุกคืนชีพให้กับพระเจ้าของพวกเขา หรือก็คือ บุตรแห่งพระเจ้าของโลกใบนี้ แต่สิ่งที่พวกฝั่งทิวาไม่รู้ นั่นก็คือ ระบบเทพนั้นมันมีระบบแบ่งชนชั้น ไม่เกี่ยวว่าจะมาก่อนหรือมาหลัง ขอเพียงมีตบะพลังที่มากกว่าก็จะถูกนับถือ และมีพลังมากกว่าเทพตบะต่ำกล่าว แล้วเทพที่เกิดจากมือของมนุษย์น่ะ เหลือเพียงแค่พวกเขาคนเดียวก็เอาเจ้าบุตรแห่งพระเจ้าของโลกบางนี้เป็นได้แค่ลูกไก่ในกำมือแล้วล่ะ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือฝ่ายราตรีเสียมากกว่า พวกเขากำลังทำอะไรบางอย่างที่เกาหลีเหนือ แม้แต่เหล่ายมทูตจะพยายามสืบข่าวอย่างไรก็ไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย เพราะนักวิทยาศาสตร์ของเกาหลีเหนือพวกเขาไม่พูดอะไรเลย เอาแต่ทำงานๆ และทำงาน แต่มันก็มีข่าวลือออกมา ว่าพวกเขาให้ความสนใจเกี่ยวกับการที่จะใช้แหล่งน้ำทั่วทั้งมุมโลก ทำให้เกิดอะไรสักอย่าง และตอนนี้พวกเขาก็รู้อะไรมากขึ้นแล้ว แต่ก็ต้องรอยืนยันสักเล็กน้อยก่อนที่จะทำอะไรไปมากกว่านี้ นทีเองก็เข้าใจ เขาไม่อยากให้มีการเคลื่อนพลของตัวเองมาก เดี๋ยวมันจะเป็นเหตุให้สังเกตได้ จากนั้นพวกเขาก็พูดคุยกันต่ออีกนิดหน่อย และก็จบประชุม