ครั้งหนึ่ง หลี่ว์เจี้ยนไป่ก็เคยเป็นเด็กหนุ่มที่แสนสง่าเช่นกัน
ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเดินทางมาที่เมืองหลวงแห่งแผ่นดินต้าเว่ยพร้อมกับหัวใจที่บริสุทธิ์...
เคยคิดจะสร้างผลงาน ทำชื่อเสียงและกลับบ้านเกิดอย่างสมศักดิ์ศรีไม่ต่างกัน...
นอกจากนี้ เขายังเคยทอดมองสำนักที่ถูกคนในใต้หล้ายกย่องว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วยความนับถือเคยคิดว่าหากได้เป็นนักรบแห่งดาราจักร จะผดุงคุณธรรมและปกป้องบ้านเมืองเหมือนนักรบแห่งดาราจักรทั้งเจ็ดเช่นกัน
ทว่าในความเป็นจริง บัดนี้ เขามีอายุสี่สิบเจ็ดแล้ว...
มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า เมื่อมีอายุมาก ประสบการณ์ชีวิตจะทำให้เราเดาชะตาในภายภาคหน้าได้...
แต่ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่
เพราะเขาที่มาเมืองฉางอันตั้งแต่อายุสิบเจ็ด หลังอยู่เมืองฉางอันได้เจ็ดปีหรือก็คือตอนที่เขามีอายุยี่สิบสี่ปี เขาก็รู้แล้วว่าชีวิตของตนต่อจากนี้ไม่ราบรื่นอย่างที่คิดเอาไว้แน่
ในตอนนั้น เขาติดอยู่ในระดับอรุณรุ่ง
ไม่ว่าจะพยายามหนักเพียงไหน แม้จะใช้ทุกวิธี ก็ก้าวข้ามเส้นแบ่งระดับไม่ได้เสียทีทว่ายอดอัจฉริยะที่อยู่ในรุ่นเดียวกัน หรือแม้แต่คนที่มีอายุน้อยกว่าเขาถึงสี่ห้าปีต่างก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทิ้งเขาให้อยู่รั้งท้ายเพียงผู้เดียว
จนถึงบัดนี้ เขาก็ยังจำชื่อของยอดอัจฉริยะในยุคนั้นได้หลายคน
ยกตัวอย่างเช่น มารพิฆาต สวีรั่ง
ยกตัวอย่างเช่นนักรบชุดเพลิง ฮวาเฟยจั๋ว
แน่นอน เขาทำได้แค่จดจำชื่อเหล่านี้เอาไว้เท่านั้น
พวกเขาเคยอยู่ในยุคเดียวกัน แต่ต่อมา เขากลับต้องหยุดฝีเท้าลงขณะที่คนเหล่านั้นยังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะหดหู่ในชะตาชีวิตของตนมากเพียงใด สุดท้าย ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป
ต่อมา เขาใช้เวลาห้าปีในการก้าวขึ้นไปในระดับไท่ยี ทว่าผู้ฝึกตนอายุสามสิบที่มีพลังอยู่ในระดับไท่ยีไม่ได้พิเศษใดๆ เลยเมื่ออยู่ในเมืองฉางอันแห่งนี้ หรือจะพูดอีกอย่างก็คือเมืองฉางอันมีผู้ฝึกตนที่มีพลังและอายุเท่ากับเขามากจนนับไม่ถ้วนเลยแต่เขาก็ทำใจไปอยู่ในเมืองติดขอบชายแดนอย่างดินแดนทางเหนือและเมืองซีเหลียงที่ความเป็นอยู่ยากลำบากไม่ได้เสียด้วยเหตุนี้ เขาจึงผันตัวไปเป็นนักรบในจวนของชนชั้นสูงในเมืองฉางอันแทน
แน่นอน หากจะพูดให้น่าฟัง สิ่งที่เขาเป็นอยู่ก็คือนักรบประจำจวนแต่หากจะพูดให้หยาบลงอีกสักหน่อย เขาก็เป็นแค่องครักษ์คนหนึ่งเท่านั้น
เขาไม่พอใจกับชีวิตเช่นนี้
แต่ในโลกใบนี้ ใครไหนเลยจะใช้ชีวิตตามที่ต้องการได้ทุกอย่าง? เขาปลอบตัวเองเช่นนี้เสมอ
ยังดีที่หลังล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปี ราวสองปีต่อมา ในที่สุดเขาก็ก้าวเข้าสู่ระดับสั่งฟ้าได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด ด้วยพลังในระดับนี้ ท้ายที่สุดเขาจึงมีโอกาสได้เป็นอาจารย์ในสำนักเฉกเช่นทุกวันนี้
สำหรับคนที่มีอายุครึ่งร้อยอย่างเขา ความเป็นอยู่ในตอนนี้ไม่ถือว่าดีสักเท่าไหร่แต่ก็ถือว่าดีกว่าคนอื่นๆ มากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็มีภรรยาที่ไม่นับว่าสวยแต่ก็ขยันและเป็นแม่บ้านแม่เรือนอยู่
ทั้งยังมีลูกชายที่ไม่ได้เฉลียวฉลาดอะไรนักแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความกตัญญูอีกหนึ่งคน
เหตุนี้ เขาจึงรู้สึกพอใจกับความเป็นอยู่ในตอนนี้มาก
ดังนั้น ในตอนแรกที่ผู้ดูแลสูงสุดเรียกไปพบ และสั่งให้ทำเช่นนี้เขาจึงปฏิเสธไปทันที
แม้อีกฝ่ายจะเสนอเงินก้อนโตมาให้ เขาก็ยังปฏิเสธอยู่ดี
เพราะนี่ไม่ใช่งานที่ดีเลย
ใช่เพราะเขาเป็นคนดี จึงไม่อยากรังแกคนที่อ่อนแอกว่าการล้มลุกคลุกคลานกว่าสามสิบปีที่ผ่านมาทำให้เขารู้ว่าเมืองฉางอันที่ดูเหมือนสงบสุขแห่งนี้ ไม่มีที่สำหรับคนใจอ่อน
แต่เหตุผลที่เขาปฏิเสธงานที่สามารถทำให้ลูกหลานได้อยู่อย่างสุขสบายไปตลอดชีวิตมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เพราะอีกฝ่ายเป็นสำนักเทียนหลาน
แม้โลกภายนอกจะตำหนิว่าสำนักเทียนหลานในบัดนี้ช่างต่ำต้อย อ่อนแอหรือย่ำแย่มากเพียงไร แต่สำนักเทียนหลานก็ยังเป็นสำนักเทียนหลาน ต่อให้สักวันทายาทของสำนักจะตายสิ้น จนเหลือแค่อาคารเก่าๆ แต่สำนักเทียนหลานก็ยังเป็นสำนักเทียนหลานเหมือนเดิมที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนอย่างเขาจะทำลายให้แปดเปื้อนได้
หากเขารับทำงานนี้ แค่คำด่าของประชาชนในเมืองก็ทำให้เขาจมดินชนิดที่ไม่มีวันกลับมาได้อีกยังไม่นับเรื่องการเอาคืนจากสำนักเทียนหลาน สมดั่งคำที่ว่าคำพูดมนุษย์เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เมื่อถึงเวลานั้น อย่าว่าแต่สำนักที่อยู่นอกอันดับห้าสิบอย่างสำนักหงเซิ่งเลยเกรงว่าแม้แต่เหลียนปั้นเฉิง ผู้แลสูงสุดของสำนักปาฮวงก็ยังช่วยอะไรเขาไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ เขาจึงไม่ยอมรับงานนี้ ต่อให้ค่าตอบแทนจะมากจนยากจะปฏิเสธ แต่หากไม่มีชีวิตอยู่ใช้มีเงินมากไปก็เท่านั้น เรื่องง่ายๆ เช่นนี้ เขาย่อมรู้ดี...
แต่สุดท้ายเขาก็ต้องรับงานนี้จนได้
เพราะวันที่สามที่เขาปฏิเสธงานไป จู่ๆ เขาก็รู้สึกไม่สบายขึ้นมา
เขาปวดหัวจนราวกะโหลกแทบจะระเบิด อ่อนแรง มึนหัว แถมยังมีเหงื่อซึมออกมานองหน้าผากตลอดเวลา
สำหรับยอดฝีมือระดับสั่งฟ้า นับเป็นเรื่องที่ประหลาดเหลือเกิน เหตุนี้เขาจึงไปตรวจอาการกับหมอที่ถือว่าพอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างในเมืองฉางอัน
จนถึงตอนนี้ เขายังจำคำพูดของหมอคนนั้นได้อย่างขึ้นใจ
“เจ้าฝึกพลังอย่างหนักมาตั้งแต่อายุยังน้อยแถมยังได้รับบาดเจ็บตอนเลื่อนระดับพลัง เพราะไม่ได้รักษาทันทีอาการบาดเจ็บจึงสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาบัดนี้เพราะพิษร้ายแทรกซึมเข้าไปลึกถึงกระดูกแล้ว จึงหมดหนทางเยียวยาอีกต่อไป”
สิ่งที่หมอคนนั้นบอกมา ตีความได้ง่ายๆ
นั่นก็คือ การฝึกพลังในช่วงวัยหนุ่ม ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บที่ภายในและเพราะไม่ได้รักษาอาการให้ทันเวลา ร่างกายจึงย่ำแย่จนถึงที่สุดเขาในตอนนี้จึงอาจตายเมื่อไหร่ก็ได้
จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้ช่างบังเอิญเสียจริง
เพิ่งปฏิเสธงานนั้นไป เพียงไม่กี่วันร่างกายก็เจ็บหนักเพียงนี้แล้ว
แต่เรื่องที่เขาได้รู้ในตอนนั้น ทำให้เขากระวนกระวายใจจนทำอะไรไม่ถูกจึงไม่ได้พิจารณาถึงความสมเหตุสมผลในเรื่องนี้ คืนนั้น เขาขังตัวเองเอาไว้ในห้องแถมยังดื่มจนเมาไม่ได้สติ กระทั่งวันต่อมา เขาจึงจัดระเบียบตัวเองแล้วเดินทางไปหาผู้ดูแลสูงสุด คุกเข่าขอให้มอบงานนี้แก่ตน
ฉางอันเป็นเมืองที่อำมหิตเสียยิ่งกว่าสัตว์ร้ายตัวไหนๆ
เด็กกำพร้าไร้พ่อไร้แม่ และไร้บ้านอย่างเขา หากอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปย่อมต้องหาที่พึ่งให้ได้เสียก่อน
เหตุนี้ เขาจึงเดินทางมายังสำนักที่เคยเป็นความใฝ่ฝันในวัยเด็กจากนั้นก็ทำให้มู่กุยอวิ๋นที่รับการประลองได้รับบาดเจ็บตามแผนที่วางเอาไว้
แน่นอน นั่นยังไม่เพียงพอ เพราะเขายังต้องล่อให้ทายาทของสำนักเทียนหลานผู้เลื่องชื่อในช่วงที่ผ่านมาออกมานอกสำนักด้วยเหตุนี้ เขาจึงลงมือโจมตีโหวเยน้อยแห่งดินแดนทางเหนือผู้แสนสูงส่งอีกครั้ง
เขาจัดการส่งลูกเมียออกไปนอกเมือง พร้อมกับเงินก้อนโตตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
และเขาก็ท่องคำรับสารภาพหลังสังหารเด็กหนุ่มคนนั้นได้อย่างขึ้นใจแล้ว
ทุกอย่าง ถูกเตรียมการเอาไว้เรียบร้อย
คนที่กำลังจะตายอย่างเขา ไม่จำเป็นต้องกลัวคำนินทาอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นโหวเย อ๋อง หรือชนชั้นสูงที่ทรงอำนาจมากเพียงใดสำหรับคนที่ใกล้ตายอย่างเขา คนเหล่านี้ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น
เหตุนี้ กระบี่ของเขาจึงถูกพุ่งไปยังใบหน้าของโหวเยแห่งดินแดนทางเหนืออย่างรวดเร็ว
“โจรเฒ่า! บังอาจนัก!”
ทันใดนั้น เสียงคำรามของเด็กหนุ่มดังขึ้น พลันลำแสงแห่งดาบสว่างวาบขึ้นตามมา
หลี่ว์เจี้ยนไป่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
เขารู้ดี ว่าคนที่ตนกำลังรอมาถึงแล้ว
เขาเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะแตะปลายเท้าลงบนพื้นดินเมื่อกระบี่ยาวพุ่งเข้าไปใกล้จนห่างจากร่างของกู่เซี่ยนจวินเพียงไม่ถึงคืบ จู่ๆเขาก็เปลี่ยนทิศทางในการโจมตีอย่างกะทันหัน หมุนข้อมือแล้วเหวี่ยงกระบี่ออกไปด้านข้าง จนกลายเป็นรัศมีโค้งที่แสนงดงาม
หลี่ว์เจี้ยนไป่คำรามเสียงออกมา ทันใดนั้นพลังอำนาจของเขาก็ทวีความแข็งแกร่งมากขึ้น กระบี่ยาวส่องแสงสว่างไสว พุ่งไปยังคอหอยของซูฉางอันราวกับลิ้นแห่งจอมอสรพิษที่พุ่งหาเหยื่อเช่นนั้น
ซูฉางอันหัวใจกระตุกวูบทันทีที่กระบี่เปลี่ยนทิศทางมาที่ตนติดกับเข้าเสียแล้ว...
แม้จะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดชายคนนี้ถึงกล้าลงมือทำร้ายกู่เซี่ยนจวินกับเขาอย่างเปิดเผยเช่นนี้แต่เห็นได้ชัดว่ากระบวนกระบี่ของคนวัยกลางคนเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารเขาโจมตีเพื่อสังหาร
ซูฉางอันคิดเป็นอื่นไม่ได้จริงๆ
เขาคำรามดังลั่น พลันพลังวิญญาณมหาศาลระเบิดขึ้น
สายลมที่เกิดจากการระเบิดของพลังวิญญาณพัดเอาปิ่นไม้ที่ซูฉางอันใช้ปักเพื่อรวบเส้นผมหล่นลงบนพื้นดินเส้นผมสีดำสลวยจึงถูกพัดให้ปลิวไสวไปในอากาศ
เพราะออกแรงมากเกินไป เส้นเลือดที่ขมับจึงปูดขึ้น ดวงตาของเด็กหนุ่มแดงก่ำเพราะเส้นเลือดไม่ต่างกัน
ดาบใหญ่ถูกเหวี่ยงลงไปเบื้องล่าง
ซูฉางอันทะยานขึ้นไปในอากาศ
เขาในตอนนี้ทรงพลังประดุจพญามังกร ทว่าน่าหวาดกลัวไม่ต่างไปจากจอมปีศาจ