บทที่ 40 รับศิษย์
กลิ่นหอมอ่อนๆที่บอกไม่ถูกทำให้อันซูหยวนผ่อนคลายเล็กน้อย ในขณะที่ร่างกายของเธออุ่นวาบจากการที่ยารักษาไหลเข้าไปทำปฏิกิริยากับเซลล์ในร่างกายโดยตรง อันซูหยวนมองดูนักเรียนคนอื่นที่มีสีหน้าดีขึ้น ก่อนที่เหล่าผู้รักษาจะพากันกลับออกไป แล้วมีอาจารย์ของสถาบันปรากฏตัวขึ้นมาแทน
หญิงสาวนั่งหลังตรง มองดูว่าจะมีอาจารย์คนไหนรับเธอเข้าเป็นศิษย์หรือไม่ เธอเห็นอาจารย์จากตระกูลจางสองคนซึ่งติดเข็มกลัดของตระกูลจางเอาไว้ เหมือนกับที่เธอเคยได้รับในครั้งแรกที่จบการทดสอบ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาก็คือคนที่อาจจะเป็นอาจารย์ของเธอต่อไป หากเธอไม่ถูกเลือกโดยอาจารย์ท่านอื่น
เมื่อเห็นว่าอันซูหยวนมองมา อาจารย์หนึ่งคนก็พยักหน้าให้พร้อมกับส่งยิ้มให้กำลังใจ ถ้าอันซูหยวนเข้าใจไม่ผิด ดูเหมือนว่าเธอจะได้รับคำชมจากเขาด้วย
“การทดสอบวันนี้จบลงแล้ว ผลงานของพวกเธอทุกคน...ค่อนข้างแย่เลยไม่ใช่หรอ”
เมื่ออาจารย์ออกมาพูด ประโยคที่ท่านพูดประโยคแรกกลับเป็นการตำหนิและแสดงท่าทางผิดหวังออกมาเสียอย่างนั้น พวกนักเรียนได้ยินดังนั้นก็เศร้าเล็กน้อย พวกเขารู้สึกผิดที่แสดงความสามารถออกมาไม่ดี
หุ่นซ้อมอินทรีย์ 41 ตัว ในขณะที่พวกเขา 36 คน กลับไม่สามารถจัดการได้ 36 ตัวด้วยซ้ำ เพียงแค่ 12 ตัวก็ทำให้พวกเขาหืดขึ้นคอเสียแล้ว ตอนที่อยู่ตระกูลก็ได้ซ้อมมือกับหุ่นซ้อมมาก่อน คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อเจอกับการทดสอบจริง กลับทำผลงานออกมาได้แย่กว่าที่คิดไปมาก
แน่นอนว่านักเรียนเหล่านี้ไม่ได้รู้เลยว่าอาจารย์ตั้งใจจะทำเช่นนี้ต่างหาก หุ่นซ้อมอินทรีย์ปกติจะเหมือนกับหุ่นซ้อมอินทรีย์เพื่อการทดสอบได้อย่างไร
เพื่อให้พวกนักเรียนตระหนักได้ถึงความอ่อนแอของตัวเอง พวกเขาย่อมต้องตั้งค่าหุ่นซ้อมให้แข็งแกร่งกว่าปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทักษะการเคลื่อนไหว ทักษะการโจมตี ทุกอย่างล้วนถูกใส่เข้าไปในหุ่นซ้อมทั้งนั้น สุดท้ายแล้วนักเรียนที่ยังไม่ได้เรียนรู้จริงๆจังๆ สามารถยื้อเวลาเอาไว้ได้ขนาดนี้ก็นับว่ามีฝีมือแล้ว
ความจริงทั้งหมดนี้พวกเขาไม่ได้พูดออกมา นักเรียนเหล่านี้จะต้องจดจำความอ่อนแอของตนเองเอาไว้แล้วผลักดันให้มีความสามารถมากขึ้นให้ได้
แต่ถึงอย่างนั้น นักเรียนแต่ละคนก็มีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน บางคนเจอความกดดันก็แสดงความโดดเด่นออกมามากกว่าปกติ ในขณะที่นักเรียนซึ่งถูกคาดหวังเอาไว้ บางคนกลับแสดงออกมาได้แย่กว่าที่คิดไปเสียอีก นี่แหละ...คือสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น จึงได้จัดการทดสอบขึ้นมาอย่างไรล่ะ
“อาจารย์ครับ เรื่องนี้จะโทษพวกเราทั้งหมดก็ไม่ได้นะครับ พวกเราพยายามเต็มที่แล้ว แต่ก็มีนักเรียนบางคนที่ไม่ขยับตัวเลยด้วยซ้ำ เพราะมีพวกมันอยู่ พวกเราก็เลยถูกรุมโจมตีอย่างไรล่ะครับ” นักเรียนชายที่อารมณ์เสียอยู่ก่อนแล้ว เมื่อถูกอาจารย์ตำหนิโดยตรงก็ทำให้ความภาคภูมิใจของเขาถูกกระทบกระเทือนไปด้วย
เขารีบชี้ไปยังนักเรียนทุนที่อยู่ด้านหลังด้วยท่าทางรังเกียจ ดูเอาเถิด...แม้แต่ตอนนี้ นักเรียนมากมายได้รับบาดเจ็บกันทั้งนั้น พวกมันยังไม่มีแม้แต่รอยฟกช้ำสักรอย นี่แสดงให้เห็นว่าพวกมันไม่คิดแม้จะต่อสู้ด้วยซ้ำ
“เหอะ! นี่คือข้ออ้างของความอ่อนแอหรือ...นักเรียน” อาจารย์คนนั้นได้ยินก็แค่นหัวเราะออกมา ท่าทางของเขายิ่งดุดันมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก
“แต่อาจารย์!”
“ในการต่อสู้จริง พวกเธอเลือกได้หรือว่าจะเจอกับเพื่อนร่วมภารกิจแบบไหนน่ะ อีกอย่าง...ถ้าคิดว่าภารกิจของพวกเธอก็คือการออกไปล่าทรัพยากร ซึ่งนักเรียนที่ไม่ยอมลงมือก็เปรียบเสมือนกับชิ้นส่วนที่ต้องไปนำกลับมา เช่นนั้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเธอไม่สามารถที่จะทำภารกิจได้”
แม้อาจารย์จะไม่ได้พูดตรงๆ แต่ทุกคนก็เข้าใจได้ว่าเขากำลังเปรียบเทียบนักเรียนทุนว่าเป็น “ภาระ” ชิ้นใหญ่นั่นเอง
ในการต่อสู้จริง หากมีภาระชิ้นใหญ่ที่ต้องไปนำกลับมาด้วย อย่างนั้นพวกเขายังสามารถบอกให้ภาระหรือทรัพยากรที่ภารกิจระบุให้ไปเก็บเกี่ยวกลับมาช่วยต่อสู้ได้หรือ? พูดให้ถูกอีกอย่างก็คือ...ให้มองเสียว่าพวกนั้นก็คือกองทรัพยากรที่ไร้ชีวิต
คำพูดที่สุภาพ แต่กลับแทงลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของพวกนักเรียนทุนทันที เจอกับการเปรียบเทียบว่าพวกเขาไร้ประโยชน์ขนาดนั้น นักเรียนคนไหนจะยังยิ้มอยู่ได้อีก
เห็นสีหน้าของพวกนักเรียนทุนเปลี่ยนเป็นซีดเผือด นักเรียนคนอื่นๆที่พยายามอย่างหนักก็แค่นหัวเราะออกมา
“จริงด้วยครับอาจารย์ เป็นผมที่ผิดเอง ดันไปคาดหวังว่าชิ้นส่วนภารกิจจะลุกขึ้นมาช่วยต่อสู้เสียนี่...” นักเรียนชายหัวเราะอย่างสะใจ ซึ่งนักเรียนคนอื่นๆก็แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันหมด
“เอาล่ะนักเรียนทุกคน แม้ว่าวันนี้พวกเธอจะแสดงฝีมือออกมาไม่ค่อยดีนัก แต่เห็นแก่ความพยายามของพวกเธอ...ยังมีอาจารย์บางคนสนใจที่จะรับศิษย์อยู่บ้าง ฉันจะเรียกชื่อนักเรียนทีละคน ถ้ามีอาจารย์คนไหนขานรับ เช่นนั้นก็แปลว่าเธอจะได้เป็นศิษย์โดยตรงของพวกเขา แน่นอนว่าถ้าพวกเธอไม่ชอบอาจารย์ท่านนั้น...อยากจะปฏิเสธก็ได้เช่นกัน”
อาจารย์ที่เป็นผู้นำกล่าวขึ้นเสียงเรียบ สำหรับการปฏิเสธนั้น...ตั้งแต่ที่ตั้งสถาบันมาก็ยังไม่เคยเกิดเหตุเช่นนั้นเลย คำพูดของเขาก็เหมือนกับการเล่นมุกตลกเท่านั้น นักเรียนบางคนถึงกับส่งเสียงหัวเราะแห้งๆออกมา
เมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้ว คนเป็นอาจารย์ก็เริ่มเรียกชื่อนักเรียนออกมา ตั้งแต่นักเรียนคนแรกที่ถูกเรียกชื่อ ก็ไม่มีอาจารย์คนไหนขานรับเขา แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ถูกคัดเลือก เมื่อเห็นผลเช่นนี้แล้ว...นักเรียนคนนั้นก็ปล่อยโฮออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“คนที่ไม่ถูกเลือกก็ไม่ต้องเสียใจไป บางครั้งไม่ใช่ว่าพวกเธออ่อนแอ แต่อาจจะเป็นเพราะแนวทางการฝึกฝนของอาจารย์แต่ละท่านไม่เหมาะสมกับพวกเธอก็ได้”
อาจารย์คนนั้นกล่าวปลอบโยน คำพูดของเขาค่อนข้างดีเลยทีเดียว อย่างน้อยๆก็ไม่ตอกย้ำนักเรียนที่ไม่ถูกเลือกหลังจากพยายามอย่างเต็มที่แล้ว
รายชื่อนักเรียนถูกเรียกขึ้นมาเรื่อยๆ มีทั้งคนที่สมหวังและเสียใจ คนแรกๆที่ไม่ถูกเลือกก็มีน้ำตาซึมบ้าง แต่เมื่อเห็นว่ามีเพื่อนจำนวนมาก พวกเขาก็เริ่มผ่อนคลายลง
อันซูหยวนรอจนกว่าจะถึงชื่อของตนเอง ซึ่งเมื่อสายตาของอาจารย์เลื่อนมาถึง หญิงสาวก็ยืดหลังของตนเองขึ้น มองดูไปรอบๆห้องด้วยความคาดหวัง
การแสดงออกที่จริงจังนี้ทำให้อาจารย์บางคนหลุดยิ้มออกมา แม้ว่าจะมีหลายคนที่ไม่ชอบนักเรียนทุน แต่พวกเขาได้รู้แล้วว่านักเรียนทุนอันคนนี้เป็นนักเรียนทุนขององค์กรนักล่าสกุลจาง ซึ่งเธอถูกเลือกมาโดยท่านประธานจางคนนั้น นี่ก็หมายความว่าเธอมีความสามารถที่น่าลงทุนอยู่นั่นเอง
“อันซูหยวน”
ทันทีที่เสียงประกาศชื่อเธอดังขึ้น อาจารย์ 4 คนก็ก้าวออกมาข้างหน้า เหมือนกับที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ อาจารย์สองคนเป็นอาจารย์สกุลจาง เมื่อเห็นว่าอันซูหยวนมีอาจารย์ 2 ท่านสนใจ พวกเขาก็ก้าวถอยไปข้างหลังแทน จนตอนนี้เท่ากับเหลืออาจารย์ที่สนใจอันซูหยวนจริงๆอยู่ 2 คน
“นักเรียนอันซูหยวน เวลานี้มีอาจารย์ที่สนใจเธออยู่สองท่าน หนึ่งคือ “อาจารย์เฟิ่งจูหลง” และอีกท่านก็คือ “อาจารย์เติ้งเทียนเฉิน” เธอสามารถเลือกที่จะเข้าร่วมกับอาจารย์สองท่านนี้ได้” อาจารย์ที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรมาตลอดแนะนำให้ซูหยวนรู้จักอาจารย์ทั้งสอง
อาจารย์เฟิ่งจูหลงนั้น ซูหยวนเคยอ่านข้อมูลของเขาผ่านตาบ้าง ทว่าอาจารย์ท่านนี้เชี่ยวชาญในการใช้มีดบินไม่ใช่ธนู บางทีเขาอาจจะเห็นว่าเธอมีความแม่นยำสูง เพราะแบบนั้นจึงได้อยากจะลองรับเธอไปสั่งสอนดู ถึงอย่างนั้น...อาจารย์เฟิ่งจูหลงท่านนี้ก็มีศิษย์อยู่ในการดูแลของเขามากมาย ก่อนหน้านี้เขาก็รับเด็กชั้นปีที่หนึ่งไปแล้ว 2 คน ถ้าเธอเข้าร่วมกับเขาอีก ก็เท่ากับเป็นการแบ่งเวลาการฝึกฝนไปไม่น้อย
ในขณะเดียวกับ อาจารย์เติ้งเทียนเฉินนั้นแตกต่าง ตั้งแต่ต้นจนจบก็ยังไม่ได้รับศิษย์ใหม่เลย อีกทั้งชั้นปีที่แล้วก็ยังไม่ได้รับศิษย์ด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าเธอเลือกเขา...อาจารย์เติ้งเทียนเฉินก็จะมีเวลาสั่งสอนเธออย่างเต็มที่ ทว่า...ปัญหาใหญ่ก็ยังมีอยู่
เหมือนกับที่เธอเคยบอกไปก่อนหน้านี้ อาจารย์ท่านนี้เป็นอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ธนูโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม...เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนัก อีกทั้งเมื่อเข้าเป็นศิษย์ของเขาแล้ว จำเป็นต้องออกไปทำภารกิจจริงร่วมกัน จะเป็นหรือตายก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของนักเรียนเอง ดังนั้นนักเรียนหลายคนจึงหวาดกลัวที่จะเข้าร่วมกับเขา
อันซูหยวนจำได้ว่าอาจารย์ท่านนี้มีศิษย์เป็นนักเรียนชั้นปีที่ 2 และปีที่ 3 ในปีที่แล้ว ดังนั้นตอนนี้เท่ากับว่ามีศิษย์เป็นนักเรียนชั้นปีที่ 4 สองคน และนักเรียนชั้นปีที่ 3 อยู่หนึ่งคน เขาไม่ถูกใจนักเรียนชั้นปีที่ 2 ตอนนี้ และข้ามมาเสนอตัวว่าจะรับเธอเป็นศิษย์ หากซูหยวนเลือกเขา เธอก็จะเป็นศิษย์คนที่ 4 ของเขาในช่วงหนึ่งปีนี้
“อาจารย์เฟิ่งคะ ฉันต้องขอบคุณในความกรุณาของท่านอาจารย์ และขอโทษจริงๆค่ะ ฉันอยากฝึกฝนทักษะการใช้ธนูของตนเองให้มากขึ้น ดังนั้นฉันขอติดตามอาจารย์เติ้งค่ะ”
อันซูหยวนให้เกียรติอาจารย์ทั้งสองเป็นอย่างมาก แม้เธอจะไม่ได้เข้าร่วมกับอาจารย์เฟิ่ง แต่เธอก็ยังขอบคุณเขาที่เห็นค่าของเธอ
อาจารย์เฟิ่งโบกมือ อันที่จริงเขารู้อยู่แล้วว่านักเรียนคนนี้เหมาะกับการอยู่กับอาจารย์เติ้งมากกว่า อย่างไรก็ตาม...ทุกคนรู้ว่าปัญหาของอาจารย์เติ้งคืออะไร ที่เขาก้าวออกมาก็แค่เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเลือกเท่านั้น นักเรียนบางคนไม่อยากออกไปต่อสู้แนวหน้าที่อันตราย ดังนั้นพวกเขาอาจจะเลือกตนเองแทนที่จะไปอยู่กับอาจารย์เติ้ง กระนั้น....หากถ้านักเรียนคนนี้เลือกเขาแทนที่จะเป็นอาจารย์เติ้ง เขาก็คงจะผิดหวังไม่น้อยเช่นกัน
เมื่อเห็นความใจกล้าของอีกฝ่าย อาจารย์เฟิ่งก็ไม่ได้โกรธที่อันซูหยวนไม่เลือกตนเอง กลับกัน...เขายิ่งสนใจเธอมากขึ้นด้วยซ้ำ กับนักเรียนที่ประธานจางคนนั้นเลือกเข้ามาอยู่ในองค์กรของตน เขามีความเชื่อมั่นว่าในอนาคตจะต้องยิ่งใหญ่แน่ พอเห็นว่าจิตใจของเธอก็เด็ดเดี่ยวไม่น้อย ดังนั้นเขาจึงคิดว่าการสนับสนุนเธอเล็กๆน้อยๆในวันนี้อาจจะดีก็ได้
“ไม่เป็นไร อาจารย์เติ้งนับว่าเหมาะสมกับเธอจริงๆ แต่ในอนาคต...หากมีเรื่องที่ต้องการให้ฉันช่วย ก็แค่มาหาฉัน”
“ขอบคุณมากค่ะอาจารย์เฟิ่ง”
หลังจากที่เห็นอาจารย์ท่านนี้แสดงน้ำใจออกมา อันซูหยวนก็ผ่อนคลายลงมาก การมีคนที่พึ่งพาได้ มีเส้นสายในการทำงานย่อมดีกว่าไม่มีใครสนับสนุนเลย โดยเฉพาะกับอาจารย์เฟิ่งที่เปรียบเสมือนผู้จัดการกลุ่มย่อย หากเธอได้รับการสนับสนุนจากเขา การพัฒนาฝีมือและนำเสนอผลงานในอนาคตคงจะราบรื่นดี
ในสายตาของอันซูหยวนแล้ว หัวหน้าใหญ่หรือบอสก็คือประธานจางคนนั้น เพราะเขาเป็นคนรับเธอเข้าทำงานทั้งยังจ่ายเงินให้ อย่างไรก็ตาม...ระหว่างทางนี้ก็คือแผนผังองค์กร เส้นทางที่เธอจะต้องค่อยๆปีนป่ายขึ้นไป
ก็นะ เงื่อนไขที่จะทำให้เธอบรรจุเป็นพนักงานตัวจริงก็คือการที่ต้องผ่านการทดลองงาน 4 ปีในสถาบันนี้ก่อน หากทำไม่ได้ดี...อย่างนั้นโอกาสที่จะก้าวหน้าก็น้อยแล้ว
อันซูหยวนเดินเข้าไปหาอาจารย์เติ้งที่กำลังรออยู่ คนเป็นอาจารย์ไม่ใช่คนช่างพูด เมื่อเห็นว่าซูหยวนเลือกตนเองแล้ว เขาก็เพียงแค่พยักหน้าให้อีกฝ่ายเท่านั้น เดิมทีอันซูหยวนคิดว่าอาจารย์เติ้งจะรอดูนักเรียนคนต่อไปอีก เธอจึงตั้งใจว่าจะเดินไปอยู่ด้านหลังของเขา จนกว่านักเรียนทั้งหมดจะถูกประกาศรายชื่อทั้งหมด คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายกลับพูดเสียงราบเรียบขึ้นมาแทน
“ตามฉันมา” เขาพูดแค่นั้นแล้วเดินนำหน้าออกไป อันซูหยวนหันไปมองนักเรียนอีกกว่าสิบคนที่ยังไม่ได้ประกาศชื่อ แต่สุดท้ายก็วิ่งตามอาจารย์เติ้งไป
การกระทำของเขาอยู่ในสายตาของอาจารย์ทุกคนเช่นกัน ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ในขณะที่อาจารย์คนอื่นๆยืนอยู่ที่นี่เพื่อเป็นเกียรติให้นักเรียนที่เหลือ แต่อาจารย์เติ้งกลับเป็นข้อยกเว้น และเขาก็เป็นเช่นนี้ทุกปีด้วย
ปีที่แล้วหนักสุด อาจารย์เติ้งดูการทดสอบเสร็จแล้วก็หันหลังเดินหนีกลับก่อนทันที แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีนักเรียนคนไหนที่สนใจจะรับมาเป็นศิษย์เลย
หากเป็นอาจารย์ท่านอื่นที่แสดงกริยาเช่นนี้ บางทีอาจจะถูกเรียกไปตำหนิบ้างแล้วก็ได้ แต่เรื่องนี้ยกเว้นอาจารย์เติ้งเอาไว้หนึ่งคน พวกเขารู้ว่างานของอาจารย์เติ้งเยอะมาก การที่เขามาเป็นอาจารย์ในสถาบันให้ก็นับว่าเป็นเกียรติของสถาบันแล้ว ด้วยตำแหน่งทางทหารของเขา อาจารย์เติ้งไม่จำเป็นต้องทำงานที่นี่แล้วก็ได้
………………………………………..