ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 62 ดันเจี้ยนโบราณ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 62 ดันเจี้ยนโบราณ



            “ข้าขอโทษนะท่านลุงดาเรียส” หญิงสาวรำพึงกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีชายหนุ่มอีกคนอยู่ข้างๆ


            “โอ้ เอ่อ ความจริงท่านลุงดาเรียสเป็นคนดีนะ ท่านยึดมั่นในอุดมการณ์ของตัวเองอย่างแรงกล้า แต่ข้อเสียก็คือแทบจะไม่มีความยืดหยุ่นใดๆ หากปักใจเชื่อในสิ่งใดแล้ว ท่านลุงจะไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น ยกเว้นไว้ก็แต่ท่านพ่อ…” หญิงสาวเปรยให้ชายหนุ่มที่กำลังวิ่งตรงไปข้างหน้าไม่หยุดฟัง


            “น่าเสียดายที่ตอนนี้ท่านพ่อมีธุระ ไม่เช่นนั้นข้าจะให้ท่านพ่อมาปรามลุงดาเรียสให้…แต่นี่พวกเราทำได้เพียงรอท่านพ่อกลับมาเท่านั้น ถึงจะพอพูดคุยกับท่านลุงดาเรียสได้” หญิงสาวยังคงพูดให้ชายหนุ่มที่กำลังแบกตนเองอยู่ฟัง


            “ตรงไปด้านหน้าอีกสิบกิโลเมตร ที่นั่นมีดันเจี้ยนโบราณอยู่ เมือง B-24 ของพวกเราอนุรักษ์มันเอาไว้มานานกว่าสองร้อยปี ไม่ได้ทำลายแกนกลางของดันเจี้ยนทิ้งไป แม้จะไม่มีสมบัติหลงเหลือแล้ว แต่ก็เก็บเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ฝึกซ้อมฝีมือได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมันยังคงถูกเก็บรักษามาจนถึงทุกวันนี้”


            ดันเจี้ยนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สามร้อยปีก่อน คล้ายคลึงกับรอยแยกมิติที่สัตว์อสูรหลุดออกมา เพียงแต่ดันเจี้ยนจะเป็นเหมือนประตูมิติที่ส่งผู้ข้ามผ่านไปยังสถานที่ปิดสักแห่ง อาจจะเป็นเขาวงกตสักที่ หรือเมืองสักเมือง ภายในนั้นอาจจะเต็มไปด้วยกับดัก สัตว์อสูร หรือขุมทรัพย์ของวิเศษให้ผู้คนได้มาล่า มาแสวงหาโชค


            ขนาดภายในของดันเจี้ยนขึ้นอยู่กับระดับของดันเจี้ยนด้วย ยิ่งดันเจี้ยนมีระดับสูงมากเท่าไหร่ มีความอันตรายมากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่ดันเจี้ยนแห่งนั้นจะมีขนาดใหญ่มากขึ้นตามไปด้วย


            ในช่วงแรกๆ ของยุคโลกาวินาศ มีดันเจี้ยนและรอยแยกมิติกำเนิดขึ้นมากมาย รอคอยให้ผู้คนได้ไปเผชิญโชค


            แต่ภายหลังดันเจี้ยนเริ่มเกิดขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบไม่มี ดันเจี้ยนที่เคยมีอยู่ก็ถูกทำลายไปมาก ไม่แปลกใจที่คนยุคนี้จะมองว่าดันเจี้ยนเป็นสถานที่โบราณ เป็นสิ่งที่ควรเก็บอนุรักษ์เอาไว้ แม้จะไม่มีสมบัติและของวิเศษเหลืออยู่แล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็มีสัตว์อสูรเกิดใหม่ให้มนุษย์ได้ฝึกซ้อมฝีมืออยู่เรื่อยๆ นับเป็นแหล่งทำเงินแห่งหนึ่งของเมืองที่ครอบครองดันเจี้ยนเช่นนี้เอาไว้


            หญิงสาวสังเกตเห็นคิ้วที่ขมวดเป็นปมของชายหนุ่ม จึงพูดต่อไปว่า


            "ไม่ต้องเป็นห่วง ดันเจี้ยนแห่งนี้ไม่ได้มีระดับสูงอะไรนัก สำหรับพวกเรา นับว่าไม่ได้มีอันตรายเท่าไหร่ ยิ่งกับเจ้าด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีอันตราย สามารถใช้ทางที่ซับซ้อนภายในหลบซ่อนตัวได้สักพัก" หญิงสาวกล่าวออกด้วยน้ำเสียงมั่นใจ


            ส่วนคาลอสมีเพียงเสียงในลำคอที่ส่งออกมาเป็นเชิงว่ารับรู้ ตอนนี้คาลอสเลือกที่จะทำตามแผนของอีกฝ่ายเพราะหญิงสาวเป็นคนพื้นถิ่น มีความรู้ความเข้าใจสภาพแวดล้อมดีกว่าเขามาก


            ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่หลังจากอยู่กับหญิงสาวมาสักพัก ตั้งแต่วันก่อนภายในกองคาราวาน กับช่วงเวลาคับขันอย่างเช่นตอนนี้ มันเริ่มทำให้เขาพัฒนาความเชื่อใจที่มีต่ออีกฝ่ายขึ้นมาทีละน้อย


            ชายหนุ่มแอบมองหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งตัวต่อไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้ มุ่งไปตามทางที่หญิงสาวได้บอกเอาไว้


            -----------


            ร่างวิญญาณโปร่งใสกำลังจ้องมองภาพหนึ่งหญิงหนึ่งชายกำลังพุ่งตัวหนีไปตามพื้นที่รกร้างด้วยความสับสน


            ก่อนหน้านี้จินมอบหน้าที่ให้กับคาลอสไปแก้ไขปัญหาของตระกูลเพื่อฝึกฝนหาประสบการณ์


            จินไม่ได้คาดหวังว่าคาลอสจะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เพราะอย่างไรตระกูลพีไรซ์ก็ได้ละทิ้งพื้นที่ทางการค้าทิศใต้ไปแล้ว ดังจะเห็นได้จากการที่เรียกตัวแคนซัสกลับมา


            การที่จินส่งคาลอสออกไปในครั้งนี้จึงไม่ได้คาดหวังให้ทุกอย่างสำเร็จจนขยายการค้าออกไปได้ แต่เป็นการวางรากฐานให้อีกฝ่ายไม่คิดทำอะไรบุ่มบ่ามในอนาคต อีกไม่นาน…ตระกูลพีไรซ์จะมีกำลังมากพอที่จะขยายการค้าไปถึงที่นั่นอย่างแน่นอน


            แต่ใครจะไปคาดคิดว่าหลังจากที่ใช้ยันต์ติดตาม สอดส่องความเป็นไปของคาลอสเมื่อครู่ จินจะได้เห็นภาพความยุ่งเหยิงและการไล่ล่า ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนวิญญาณบรรพบุรุษเองก็ตามเรื่องราวไม่ทัน


            รู้เพียงแค่ว่าคาลอสมีความขัดแย้งกับคนบางกลุ่มภายในเมือง แล้วจู่ๆ ก็มีหญิงสาวอาสามาเป็นตัวประกันเพื่อพาคาลอสหลบหนีก็เท่านั้น


            'นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?' จินคิดในใจ


            ร่างวิญญาณโปร่งใสขมวดคิ้วมองภาพตรงหน้าด้วยความฉงน ทำได้เพียงเฝ้าติดตามดูต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกบ้าง บางทีเขาอาจจะจับข้อมูลสำคัญบางอย่างได้บ้างแลกกับการต้องสูญเสียยันต์ติดตามไปหนึ่งใบ


            —-----


            ชายหนุ่มและหญิงสาวในอ้อมแขนยังคงมุ่งหน้าต่อไปท่ามกลางพื้นที่รกร้างว่างเปล่า รอบตัวเป็นพื้นที่ดินทรายกว้างไกลสุดสายตา


            แม้จะเริ่มอ่อนล้าลงเพราะหลบหนีอย่างเต็มกำลังมาตลอดทาง แต่คาลอสก็ยังไม่สามารถหยุดพักได้ เพราะห่างออกไปไม่ไกล กลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบยังคงตามหลังมาไม่ห่าง


            'กัดไม่ปล่อยจริงๆ' นั่นเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มคิดอยู่ในใจ


            ทั้งความร้อนระอุของพื้นที่รกร้าง และความเหนื่อยสะสมตั้งแต่ช่วงที่ปะทะฝีมือกับผู้คนในตระกูลเดสมอน มันทำให้คาลอสเริ่มล้าจนแทบไม่สามารถคงความเร็วเฉกเช่นในปัจจุบันต่อไปได้นานนัก หากยังไม่ถึงจุดหมายอีกล่ะก็ เห็นทีกลุ่มด้านหลังจะตามเข้ามาประชิดตัวได้ในอีกไม่ช้านาน


            “นั่น ทางลงดันเจี้ยนอยู่ด้านหน้านั่น ที่เป็นแท่นหินสองข้างแทงขึ้นมาจากพื้นตรงนั้น!” หญิงสาวชี้ไม้ชี้มือออกไปด้านหน้า


            สุดสายตาจะเห็นได้ว่ามีแท่นหินสองแท่งตั้งอยู่กับพื้น ถ้าไม่ได้สังเกตดีๆ อาจจะมองเลยผ่านสถานที่แห่งนี้ไปได้ เพราะแท่นหินเหล่านี้ค่อนข้างเล็ก เดาว่าโครงสร้างที่แท้จริงของมันจะอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดิน


            โชคดีที่สถานที่แห่งนี้ได้รับความคุ้มครองจากเมือง B-24 จึงมีสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่รอบๆ และมีทหารรักษาการณ์คอยเดินตรวจตรา รวมถึงเก็บค่าผ่านทางสำหรับใครก็ตามที่จะลงไปในดันเจี้ยนอยู่ด้วย ทำให้คาลอสสังเกตสถานที่แห่งนี้ได้ง่ายขึ้น


            เมื่อเห็นเป้าหมายอยู่เบื้องหน้า คาลอสก็ไม่คิดจะผ่อนแรงลงแม้แต่น้อย เขาใช้ความเร็วสูงสุดที่สามารถใช้ได้เพื่อพุ่งตรงไปยังจุดหมายด้านหน้า มาถึงจุดนี้ต่อให้ต้องแลกกับอาการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ยอม หากภายในดันเจี้ยนแห่งนี้จะพอมีพื้นที่ให้เขาหลีกหนีหลบซ่อนได้บ้าง


            คาลอสพุ่งตัวต่อไปไม่หยุดแม้จะมองเห็นทหารยามเดินตรวจตราเฝ้าระวังอยู่ก็ตาม


            แน่นอนว่าเขาไม่มีเวลามากพอจะมาเจรจากับอีกฝ่าย ทำได้เพียงแผ่พลังของอเวกระดับที่เจ็ดออกไปเท่านั้น เป็นการเตือนให้ผู้ที่อ่อนแอกว่าตนหลบฉากไปเสีย


            ปกติแล้วดันเจี้ยนแห่งนี้ก็ไม่ใช่ดันเจี้ยนระดับสูงอะไร ผู้ที่จะได้รับประสบการณ์อย่างเต็มที่ที่สุดก็เห็นจะเป็นอเวกไม่เกินระดับห้า เพราะสัตว์อสูรที่อยู่ภายในส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำ แม้แต่หัวหน้าสัตว์อสูรยังเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับสี่เท่านั้น ดังเจี้ยนแห่งนี้จึงไม่ใช่เป้าหมายของอเวกระดับสูงที่จะเดินทางมาหาประสบการณ์


            ฉะนั้นทหารที่คอยเฝ้าหน้าทางเข้าจึงไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องใช้อเวกระดับสูง เพียงแค่อเวกระดับสามก็เกินพอกับการทำงานคุ้มกันและหารายได้จากสถานที่แห่งนี้แล้ว


            ทว่า…นั่นไม่เพียงพอจะรั้งคาลอสที่เป็นอเวกระดับที่เจ็ดได้แม้แต่เสี้ยววินาที ความเร็วที่คาลอสพุ่งเข้าหาเร็วเกินกว่าทหารยามเหล่านี้จะตอบสนองได้ทัน


            “เหวอ!” ทหารยามที่เฝ้าทางเข้าดันเจี้ยนกระโจนหนีกันไปคนละทิศละทางเมื่อสังเกตเห็นร่างเงาที่เคลื่อนตัวมาด้วยความเร็วสูง


            คาลอสพุ่งตัวผ่านซุ้มด้านนอก ผ่านแท่นหินสองแท่ง ก่อนจะพบบันไดทางลงที่พาลงไปในทางเดินมืดๆ ใต้พื้นดิน


            ชายหนุ่มไม่รอช้าพุ่งตัวไปตามทางจนกระทั่งเจอเข้ากับประตูหินรูปวงกลมขนาดใหญ่ กลางวงมีม่านแสงสีฟ้าหมุนวนเป็นวงอยู่ภายใน


            นี่น่าจะเป็นประตูมิติที่สามารถส่งผู้คนเข้าไปในพื้นที่ลับของดันเจี้ยน คาลอสคิดในใจ


            “เข้าไปด้านในวังวนสีฟ้านั่นเลย! นี่คือทางเข้าดันเจี้ยน” เสียงเจื้อยแจ้วของหญิงสาวดังขึ้นที่ด้านข้างของคาลอส


            ชายหนุ่มหันหัวไปมองด้านหลังครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมาพยักหน้าให้หญิงสาวในอ้อมแขน ตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปยังใจกลางประตูหินพร้อมกับหญิงสาวทันที


            วูม


            ม่านแสงสีฟ้ากลายเป็นระลอกคลื่นกระจายออกไปตามวังวน เหมือนโยนก้อนหินลงสู่ผิวน้ำ


            ร่างของทั้งคู่ถูกดึงเข้าไปด้านหลังม่านแสง ไม่นานระลอกคลื่นบนม่านแสงก็ค่อยๆ กระจายหายไป กลับสู่สภาพเดิมก่อนที่จะมีผู้คนเดินผ่านมันเข้าไป บัดนี้บริเวณโดยรอบประตูหินรูปวงกลมไม่ปรากฏร่างของหญิงชายหนุ่มสาวอีกต่อไป และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลืออยู่แม้แต่ตัวเดียว


            พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ


            เพียงหนึ่งลมหายใจ ชายร่างใหญ่และอเวกระดับเจ็ดก็เดินทางมาถึงทางใต้ดิน พร้อมกับอเวกระดับหกที่ค่อยๆ ทยอยตามมาทีหลัง


            “มันน่าจะเข้าไปภายในดันเจี้ยนแล้วขอรับท่านดาเรียส” ชายในชุดคลุมสีเทาที่มาพร้อมกับชายร่างใหญ่เอ่ยออกมาทันทีที่ลงมาถึงพื้นที่ใต้ดิน


            “ข้ารู้แล้ว” ชายร่างใหญ่ไม่ได้หันไปมองอีกฝ่าย เพียงตอบกลับไปนิ่งๆ สายตาจ้องมองไปที่ประตูมิติสีฟ้าเบื้องหน้า


            “พวกเราต้องแบ่งกำลังคนเฝ้าหน้าประตูเอาไว้ส่วนหนึ่ง” ชายร่างใหญ่ละสายตาจากประตูก่อนจะหันกลับไปมองกลุ่มอเวกระดับหกที่เพิ่งมาถึงไม่นาน


            “เจ้า เจ้า แล้วก็เจ้า เฝ้าประตูทางออกบานนี้เอาไว้ ป้องกันอย่าให้ใครเข้ามาเพิ่ม รวมถึงตรวจสอบคนที่ออกมาจากด้านในให้ดี ข้าอนุญาตให้พวกเจ้ากุมตัวไว้สอบสวนได้ทั้งหมด” ชายร่างใหญ่ชี้นิ้วไปที่อเวกระดับหก พวกมันเป็นสามคนที่เขาคิดว่าเหมาะสมจะทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด


            “ขอรับท่านดาเรียส” ชายสามคนนั้นประสานมือคารวะพร้อมกับเอ่ยรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง


            เมื่อจัดแจงทุกอย่างเสร็จ คนที่เหลือก็ค่อยๆ เดินผ่านประตูมิติสีฟ้าไปทีละคนสองคน รวมถึงผู้อาวุโสห้าและผู้อาวุโสสามที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย พวกมันยืนยันว่าจะติดตามเข้าไปช่วยจัดการฆาตกรที่สังหารคนในตระกูลด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจทำใจให้สงบได้หากคนร้ายยังลอยนวลอยู่อย่างนี้


            ม่านแสงสีฟ้าปรากฏระลอกคลื่นอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งกลุ่มของดาเรียสเข้าไปจนหมด ประตูมิติจึงกลับมาสงบอีกครั้ง


            ทิ้งอเวกระดับที่หกทั้งสามคนเอาไว้ภายนอก คอยเฝ้าประตูเอาไว้ คนในไม่ให้ออก คนนอกไม่ให้เข้า



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน