สามวันต่อมา
เช้าวันนี้วารียังมาเข้าเรียนตามปกติ ส่วนท่านหญิงจีโอเรียนับตั้งแต่วันแรกที่เดินหนีไปก็ไม่ได้กลับมาเรียนอีกเลย หลังสอนวารีเสร็จในช่วงเช้าแล้วปล่อยให้เด็กสาวฝึกต่อเอง ชามีก็จะถูกเรียกให้ไปเป็นผู้ช่วยพิเศษฝึกซ้อมให้กับทหารในค่ายทหารเฟรนด์สเกล มิหนำซ้ำเมื่อวานยังถูกลากไปเป็นอาจารย์พิเศษ บอกเล่าประสบการณ์ในฐานะรุ่นพี่และการทำงานในกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ให้กับเด็กหนุ่มทั้งหลายในโรงเรียนเสนาธิการ
หลังสอนวารีในวันนี้เสร็จ อยู่ๆ แม่ทัพหลวงแห่งอาณาจักรก็เดินเข้ามาหาชามีโดยที่น่าจะยังไม่ใช่เวลาที่เขาต้องไปช่วยงาน หลังได้รับคำสั่งสั้นๆ ชายหนุ่มก็เดินตามชายวัยกลางคนเข้าไปในโรงฝึกของคฤหาสน์
“ข้าแก่แล้วร่างกายชักจะเริ่มฝืดๆ คงต้องขอคำชี้แนะจากเจ้าบ้างแล้ว”
และเป็นไปตามคาด ชามีปลดดาบของตัวเองออกไปวางไว้ก่อนจะรับดาบไม้มา
ไม่มีคำพูดอะไรจากนั้นมากมาย บุรุษต่างวัยทั้งสองยืนจ้องกันชั่วขณะก่อนที่ชามีจะเป็นฝ่ายพุ่งตัว
ผู้สูงวัยกว่าก้าวขยับขาเพียงสองสามก้าวหลบไปด้านข้าง มือหนึ่งจับดาบไม้ปัดป้องดาบไม้ที่โจมตีมา
“อัก!”
ส่วนอีกมือที่ถนัดกว่าได้ยกขึ้นรวบจับปลายจุกผมของชามีดึงถอยหลัง... จนชายหนุ่มเสียหลักล้มลงกับพื้น
“ก็เพราะอย่างนี้ ทหารในส่วนกองทัพถึงไม่ไว้ผมยาว...”
พูดจบ หัวหน้าตระกูลเฟรนด์สเกลก็ยื่นมือออกมาช่วยดึงชามีให้ลุกขึ้น ชายหนุ่มเพียงมองมือนั้น ก่อนจะลุกขึ้นยืนเองแล้วโค้งเป็นการขอบคุณในน้ำใจและขออภัยไปในตัว
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้เอาจริง ถ้าเอาจริงใช้ดาบจริงข้าคงได้ขาดเป็นสองท่อนก่อนจะได้ยกมือดึงผมเจ้าด้วยซ้ำ เจ้าโดดเด่นในเรื่องความว่องไวแต่ที่ยังขาดไปคือพละกำลัง ในการออกสนามรบต่อสู้จริงจังมีชีวิตเป็นเดิมพันเจ้าอาจเหนือกว่าใคร แต่ถ้าเป็นการประลองหรือการฝึกที่ใช้แค่ดาบไม้เจ้าก็ยังเอาชนะแมนิคไม่ได้อยู่ดีสินะ”
“ท่านแมนิคไม่ได้มีดีเพียงแค่พละกำลังขอรับ เขาน่ะเป็นปีศาจตัวจริง การที่ยังเอาชนะเขาไม่ได้คงไม่ใช่เรื่องน่าอายเท่าไร”
“ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเอาการนะ ที่จะทำให้เจ้ารู้สึกอับอายเป็นการแก้แค้นให้ลูกสาวข้าได้ ได้ยินมาว่าเจ้าพูดกับนางรุนแรงทีเดียว เกลียดลูกสาวข้านักหรือ”
ชามีได้แต่นิ่งงันไป จะให้เขาตอบอะไรได้ล่ะ ขืนบอกความจริงออกไปมีหวังเขาได้ขาดเป็นสองท่อนในวันนี้แน่ๆ
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกขอรับ ข้าต้องขออภัยหากทำให้ท่านไม่พอใจ แล้วข้าจะไปขอโทษท่านหญิงเอง”
“แล้วกัน ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าไปขอโทษนาง แค่ลองถามด้วยความสงสัย เห็นลูกสาวแปลกไปพ่ออย่างข้าก็แค่เป็นห่วง สามวันมานี้นางเอาแต่เก็บตัวในห้อง นั่งกินข้าวก็ซึมตลอดไม่พูดไม่จา ปกติจีโอเรียไม่ได้เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะเจอเรื่องหนักหนาอะไรมา นางก็ไม่เคยเศร้าเกินวันด้วยซ้ำ แล้วสุดท้ายก็กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม ลูกข้าเป็นคนซื่อตรงกับตัวเองมาก ดีใจก็หัวเราะยิ้มกว้าง เสียใจก็ร้องไห้ โกรธก็บอกออกมาว่าไม่พอใจ แต่หนนี้ถามอะไรนางก็เอาแต่เงียบ นี่คืออาการผิดปกติอย่างร้ายแรงมาก”
“เอ่อ...ข้าคิดว่าคำพูดของข้าคงไม่ส่งผลกับท่านหญิงมากขนาดนั้นหรอกขอรับ มีเรื่องอื่นทำให้ท่านหญิงไม่สบายใจหรือเปล่า แต่ถ้ามันเกิดจากข้าจริง ข้าก็ควรไปขอโทษท่านหญิงอย่างจริงจังเช่นกัน”
“ที่หัวเมืองทางใต้ ได้ยินมาว่าพวกเจ้ากอดกัน”
ชามีชะงักไปพร้อมกับหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน ท่ามกลางความเงียบที่วนไป ท่านแม่ทัพหลวงก็ยิ่งเพ่งจ้องมาที่เขาชนิดไม่วางตา
“ขอรับ...ขออภัยที่ทำให้ท่านหญิงเสียเกียรติ ข้ายินดีรับโทษตามแต่ท่านจะเห็นสมควร”
ชามีพูดจบ เสียงหัวเราะจากเจ้าของคฤหาสน์ก็ดังขึ้นอย่างชอบใจ
“เจ้าเป็นคนดีกว่าที่คิดไว้นะ ขอบคุณที่ช่วยรักษาหน้าจีโอเรีย ข้ารู้ดีว่าความจริงเป็นยังไงแล้วจะลงโทษเจ้าทำไมกัน เพียงแต่...มีเรื่องอยากจะขอร้องแกมสั่งสักหน่อย ไปตัดผมซะ ที่ผ่านมาภารกิจหนักหนาสาหัสที่เจ้าเคยไปทำล้วนแล้วแต่เป็นภารกิจนอกวังที่ฝ่าบาทไม่ได้เสด็จไปด้วย เจ้าไม่ต้องห่วงใครที่อยู่ข้างหลังนอกจากชีวิตตัวเอง แต่ในภายภาคหน้าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น และการอารักขาฝ่าบาทก็ไม่ใช่เรื่องที่จะผิดพลาดได้ ดังนั้นจงอย่าประมาท”
ชามีไม่ตอบ เขาเพียงโค้งศีรษะลงทำความเคารพแม่ทัพหลวง ก่อนเดินไปหยิบดาบประจำตำแหน่งแล้วตั้งท่าจะเดินออกจากโรงฝึกไป
“ข้าอยากให้เจ้ามาเป็นหัวหน้าทหารกองปราบปรามของเมืองหลวงที่เรากำลังก่อตั้งขึ้นใหม่”
ชามีหันกลับมาอย่างแปลกใจ ไม่สิ...นี่คงจะเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่เรียกตัวเขามาช่วยงาน
“เอ่อ ขออภัยขอรับ ข้าไม่...”
“ใครได้ตำแหน่งนั้นไปก็คิดว่าจะยกตำแหน่งลูกเขยให้ด้วยเลย”
ชามีมองขุนนางผู้ใหญ่อย่างตกตะลึง ประโยคก่อนหน้ากับประโยคล่าสุดมันตีความได้อย่างง่ายดายว่า ท่านแม่ทัพหลวงอยากได้เขาเป็นลูกเขยใช่ไหม!
“ถึงจีโอเรียจะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่ลูกสาวข้าก็มีความน่ารักในแบบของนางอีกมากมายนะ เจ้าไม่ชอบนางสักนิดเลยหรือ”
“คือ...เกรงว่าปัญหาจะไม่ได้อยู่ที่ข้าหรอกขอรับ ท่านหญิงประกาศกร้าวว่าจะไม่แต่งงานอีก ฝ่าบาทเองก็เคยรับสั่งว่าหากใครบังคับนางก็ให้ข้ามศพพระองค์ไปก่อน อีกอย่าง...ดูเหมือนท่านหญิงจะไม่ค่อยถูกชะตากับข้าสักเท่าไหร่ด้วย”
“จริงหรือ ทำไมข้าไม่เห็นแบบนั้น เจ้าเคยถามนางตรงๆ แล้วรึยัง พูดแบบนี้ก็หมายความว่าหากลูกสาวข้ายินดีเต็มใจเจ้าก็คงไม่มีปัญหาสินะ”
“ดะ...เดี๋ยวก่อนขอรับ ไม่ใช่อย่างนั้น”
“เจ้ายังไม่แต่งงานนี่ มีคนรักแล้วหรือ”
“เปล่าขอรับ ไม่มี...”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว เอาเป็นว่าหากเจ้าตัดผมมาเมื่อไรข้าจะถือว่าเจ้าตกลงตามนี้ก็แล้วกัน”
พูดจบไม่รอคำตอบใดๆ จากผู้อ่อนวัยกว่า แม่ทัพหลวงก็รีบเดินออกจากโรงฝึกไปในทันที
ชามีได้แต่ยกมือขึ้นเกาศีรษะขณะมองตาม ดึงยางรัดผมสีดำที่เริ่มหลวมเพราะถูกดึงออกมารัดรวมผมไว้ใหม่ ทำไมสถานการณ์ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ อยู่ๆ ท่านแม่ทัพหลวงจะอยากได้เขาเป็นลูกเขยได้อย่างไร ยังมีตัวเลือกอีกมากมายที่ดูจะเหมาะสมกับท่านหญิงมากกว่าเขา นอกจากตำแหน่งงานที่ชวนให้ร้องโอ้โหตามแล้วตัวเขานั้นไม่มีอะไรเลย เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า หรือนี่เป็นแผนการของใครที่วางไว้เพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่างหรือไม่ ชามีถอนใจเฮือกใหญ่สับสนไปหมดในหัว
ฝ่าบาทเสนอทางเลือกที่เขาอยากกระโดดเข้าไปรับที่สุดตั้งแต่เคยได้ทำงานไหนมา หากไม่ติดว่าต้องมาช่วยงานท่านแม่ทัพหลวงรักษาหน้าฝ่าบาทที่ทรงรับปากไว้สักหน่อย เขาก็คงตกลงรับงานนั้นไปแล้ว
หากเขาจะยื่นมือไปหางานนั้น เขาก็จะต้องตัดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องหลังออกไป แต่ในตอนนี้คลื่นความลังเลลูกใหญ่ก็ได้ซัดโถมเข้ามาเสียแล้ว ท่านแม่ทัพหลวงเปิดทางให้ขนาดนี้ ที่เหลือก็มีแค่ตัวท่านหญิงเท่านั้น...
ชามีเดินออกจากโรงฝึก เหลียวมองผู้คนที่ปฏิบัติงานกันไปตามหน้าที่ของตัวเอง แต่ไม่ทันจะได้นึกถึงว่าหญิงสาวคนนั้นกำลังทำอะไร อยู่ๆ เจ้าของความคิดถึงก็ปรากฏตัวออกมาให้เห็นตรงหน้า
นางเดินมากับวารีเด็กสาวคนสนิทคนใหม่ ภาพของท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ กับเด็กสาวชาวบ้านเดินพูดคุยหยอกล้อกันไปอย่างสนิทสนม ทำให้ชายหนุ่มอดนึกถึงเรื่องบางเรื่องในอดีตไม่ได้ ครั้งหนึ่งกับน้องสาวคนสุดท้องของเขาผู้ล่วงลับไป ท่านหญิงเองก็เคยจับมือถือแขนเล่นด้วยอย่างไม่ถือตัวทั้งๆ ที่ยังไม่รู้จักชื่อกันด้วยซ้ำ
ขาของชามีก้าวตามสองสาวไปโดยไม่รู้ตัว เหมือนจะเป็นวารีที่หันมาเห็นเขาเป็นคนแรก แล้วเด็กสาวก็พูดอะไรบางอย่างก่อนจะวิ่งออกจากตรงนั้นไป
นี่เป็นมติหรือคำสั่งของคนทั้งคฤหาสน์เฟรนด์สเกลแล้วหรือไร ถึงได้พากันเปิดทางให้เขาเข้าหาท่านหญิงได้หมดแบบนี้ ในตอนนั้นเองที่จีโอเรียหันมาเห็นเขา ก่อนที่นางจะหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีออกไปเสียเอง
เขาควรวิ่งตามไปไหมนะ อย่างน้อยเขาก็ควรขอโทษนางหรือเปล่า ผู้หญิงช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าหากนางโกรธเขาจริงล่ะก็ นางโกรธเขาเพราะอะไร ให้นึกยังไงคำพูดของเขาก็ไม่มีคำไหนที่รู้สึกว่ามันรุนแรงเลยสักนิด อีกอย่าง...หากนางชอบพูดว่าเขาดีกับคนอื่นยกเว้นนาง นางเองก็ไม่เคยทำตัวงี่เง่ากับคนอื่นยกเว้นเขาเหมือนกันนั่นแหละ
เดี๋ยวนะ...ในความแตกต่างนี้ ทำไมมันมีอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายคลึงกันเหลือเกิน
ขาของชามีขยับไปได้สองสามก้าวก่อนจะหยุด อยู่ๆ ชายหนุ่มก็รู้สึกขึ้นมาได้ว่าหากก้าวขาวิ่งออกไป เขาก็จะไม่สามารถวิ่งย้อนกลับมาได้อีกแล้ว
แต่ว่า...ท้ายที่สุดขาของเขาก็ขยับก้าวออกมาด้วยความรวดเร็วยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิต
จีโอเรียหยุดเดินอยู่ที่หน้าทางขึ้นระเบียงชมสวนของคฤหาสน์ เมื่อมองเห็นสาเหตุที่อาจทำให้วารีรีบปลีกตัวหนีไป หญิงสาวก็กลับหลังหันรีบวิ่งตรงไปยังบันไดในทันที
“เดี๋ยวก่อน!”
เสียงเรียกจากคนที่วิ่งตรงเข้ามาทำเอาหญิงสาวหยุดชะงัก แต่จีโอเรียก็ยังไม่กล้าหันกลับไป นางไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรเมื่อต้องเจอเขา สามวันก่อนนางทำตัวงี่เง่าเหลือเกิน ที่เขาพูดมาก็ถูก หญิงสาวเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงได้โกรธขนาดนั้น กะไว้แล้วว่าอีกสักพักให้บรรยากาศขุ่นเคืองเก่าๆ ซาลงไป นางก็จะไปขอโทษเขาเอง อย่างน้อย...จีโอเรียก็ไม่อยากถูกเขาเกลียดมากไปกว่านี้ เมื่อยังไม่กล้าสู้หน้า หญิงสาวจึงก้าวขาขึ้นบันไดต่อไป
“ท่านหญิง!”
เมื่อเสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้งหญิงสาวจึงเผลอหันกลับไปดู ชามีหยุดอยู่ที่หน้าบันไดขั้นที่หนึ่งไม่ได้วิ่งตามนางขึ้นมา สองคนมองหน้าสบตากันอยู่ชั่วขณะ ยิ่งนิ่งกันนาน จีโอเรียก็ยิ่งรู้สึกลนลานจนทำอะไรไม่ถูกอีกต่อไป
“มะ...มีอะไร”
“ท่านหญิง...ข้ามีเรื่องสำคัญบางอย่างต้องตัดสินใจ ก็เลยอยากจะถามอะไรท่านสักหน่อย”
“......ว่ามาสิ”
“ท่านมีความรู้สึกพิเศษอะไรให้ข้าบ้างรึเปล่า”
หญิงสาวได้แต่อึ้งไปเมื่อได้ยินคำถาม ยิ่งนานไปก็มีเพียงความเงียบที่เข้าเกาะกุมระหว่างคนทั้งคู่
“ท่านต่างหาก...ทำไมถึงได้เกลียดข้านัก”
“ข้าเคยพูดสักคำรึไงว่าเกลียดท่าน”
“แต่ที่ท่านทำมาทั้งหมดมันจะแปลความอย่างอื่นได้อีกเหรอ ท่านบอกว่าห้ามไม่ให้ข้าคุยด้วย ห้ามไม่ให้เข้าใกล้ ข้าทำอะไรก็ผิดก็ไม่ดีไปหมด”
“ท่านหญิงเข้าใจผิดแล้ว มันตรงกันข้ามเลยต่างหาก...”
พูดจบชามีก็ก้าวขึ้นบันไดมาหนึ่งขั้น จีโอเรียที่ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกก็เผลอถอยหลังขึ้นบันไดไปอีกก้าว เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงชะงักงัน ก่อนจะก้าวถอยหลังกลับลงมา
“ก่อนที่ท่านจะกลายเป็นคู่หมั้นของใคร ก่อนที่ท่านจะได้เป็นพระสนม ความรู้สึกของข้ามันตรงข้ามกับที่ท่านเข้าใจมานานมากแล้ว แต่เพราะท่านคือท่านหญิง ข้ามันก็แค่คนธรรมดา ข้าถึงต้องป้องกันตัวเองเวลาอยู่กับท่านเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บ... ที่ผ่านมาข้าเจ็บมามากเกินพอแล้ว”
“ท่าน...” จีโอเรียพูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว นึกถึงทุกเรื่องที่ผ่านมา ทุกเวลาที่เจอกัน นี่หรือของความหมายที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังตลอดมา
“ถึงตอนนี้ท่านจะกลับมาเป็นท่านหญิง แต่ท่านก็ยังอยู่สูงเกินไปอยู่ดี ต่อให้ข้าร้องขอก็ไม่มีใครบังคับท่านได้อีกแล้วแม้แต่ฝ่าบาท เพราะอย่างนั้น... หากท่านไม่ก้าวลงมา ข้าก็ไม่มีปัญญาปีนขึ้นไปหาท่านอีกแล้ว”
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ชามีจ้องมองสตรีสูงศักดิ์ที่อยู่ตรงหน้าชั่วขณะ เมื่อไม่มีวี่แววว่านางจะขยับตัวหรือเอ่ยอะไร ชายหนุ่มจึงได้แต่ถอนใจออกมาพร้อมกับรอยยิ้มอันจืดจาง
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าอกหักจากท่านโดยตรง อย่างนี้ก็คงจะดีเหมือนกัน ข้าจะได้ตัดใจอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีอะไรค้างคาอีกแล้ว รักษาตัวนะขอรับ ลาก่อน...ท่านหญิงจีโอเรีย”
ชามีหันหลังกลับก่อนจะก้าวเดินออกไป
แต่แล้ว...หลังจากเดินได้ไม่ไกลชายหนุ่มก็ไปต่อไม่ได้เพราะถูกดึงเสื้อไว้จากด้านหลัง
“คนใจร้าย...ข้ากำลังตกใจสุดชีวิตเลยนะ จะรีบร้อนหนีไปไหน ให้เวลาคนอื่นเขาได้คิดบ้างสิ”
ชามีหันใบหน้ากลับมาอย่างตกตะลึง
“ข้าไม่รู้หรอก...ข้าเองก็ไม่รู้จะบอกท่านยังไง อยู่ๆ ทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไปหมด ข้าตั้งรับกับตัวเองไม่ทัน ข้าก็ไม่รู้ว่าตัวข้าเป็นอะไรไป ข้าเสียใจที่คิดว่าท่านเกลียดข้า ข้าหงุดหงิดทุกครั้งที่ท่านทำดีกับทุกคนยกเว้นข้า น้อยใจทุกครั้งที่ถูกต่อว่าทั้งที่เคยโดนคนอื่นว่าแต่ก็ไม่เป็นอะไร ข้า...ข้าไม่รู้จะตอบท่านยังไงจริงๆ ตอนนี้รู้อยู่แค่อย่างเดียว”
หญิงสาวเม้มปากแน่น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับรวบรวมความกล้า
“ได้โปรดอย่าบอกลากับข้าอีก อย่าพูดเหมือนว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ข้าอยากเจอท่านทุกวัน... เอ่อ ขะ...ข้าขอท่านมากไปมั้ย”
ชามีกะพริบตาปริบๆ ได้แต่มองหญิงสาวตรงหน้าพูดอะไรไม่ออก
“เอ่อ...ถ้ามากไปเป็นวันเว้นวันก็ได้”
เสียงของจีโอเรียเริ่มสั่น หน้าแดงเรื่อไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายจนต้องหันหนีไปทางอื่น เกิดมานางไม่เคยพูดกับผู้ชายแบบนี้เลย นี่มันเกินงามที่ผู้หญิงเขาทำกันไหมนะ ให้ตายเถอะ นางพูดอะไรออกไป!
และแล้ว... มือของหญิงสาวก็ถูกจับขึ้นมาตรงหน้า ชามียืนตัวตรงไขว้แขนที่ว่างไปด้านหลังก่อนจะก้มลงจุมพิตที่หลังมือนั้นเบาๆ
“เว้นแต่ว่าต้องออกต่างเมืองไปไกล ต่อให้งานยุ่งแค่ไหน ข้าก็จะมาหาท่านทุกวันขอรับ ท่านหญิง”
กลับเป็นฝ่ายจีโอเรียที่อึ้งไป นึกคำพูดอะไรไม่ออกนอกจากพยักหน้า
“แต่วันนี้คงต้องขอตัวก่อน ข้ามีธุระสำคัญต้องไปทำแล้ว”
“ท่านจะไปไหนต่อ ไปช่วยงานท่านพ่อเหรอ”
ชามีส่ายใบหน้าที่กำลังอมยิ้มไว้ไปมา
“ไปตัดผม...”