บทที่47
ข้าเกลียดเจ้า
คุเรไนยังไม่ยอมออกจากฐานทัพเขาพยายามตามหาหนิงหลงซึ่งน่าจะยังอยู่ที่นี่เราย้อนกลับไปหาหนิงเหออีกครั้งและพบทั้งสองอยู่ด้วยกันพอดี
พอเห็นหน้ากัน หนิงหลงพาพวกเราหลบออกมาด้านนอกเข้าไปคุยกันในห้องพักของเขา
“พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?”เขาถามเสียงแผ่ว
“นั่นเป็นคำถามของข้าเจ้าสืบได้เรื่องอะไรถึงเดินทางมาที่ไคหยาง?” คุเรไนเท้าเอว“แล้วเจ้าไม่คิดทักทายกันสักคำหรือ? เช่น คิดถึงเจ้า เป็นห่วงเจ้าเหลือเกินดีใจที่กลับมาพบกันได้อย่างปลอดภัย”
หนิงหลงกระแอมดูท่าไม่รู้จะทำอะไรกับตัวเองดี คุเรไนยังยืนจ้องเขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งเหมือนกำลังรอ
“...เหมยฟางข้าดีใจที่อาหงพาเจ้ามาถึงที่นี่อย่างปลอดภัย”เขาเมินเพื่อนแล้วหันมาพูดกับฉันซึ่งได้แต่หัวเราะแห้งๆ รับ คุเรไนขมวดคิ้วเป็นปมแสร้งทำท่าฮึดฮัดก่อนระเบิดหัวเราะออกมา
“เจ้ามันเลวร้ายที่สุด เรียว”เขาหมุนตัวไปที่ประตู “ถ้าเจ้าอยากพูดคุยกับนางถึงเพียงนั้นข้าจะให้เจ้าได้คุยก่อน ไว้เจ้ามาคุยเรื่องการเมืองกับข้าทีหลังก็ได้”พูดแล้วขยิบตา “แม่นาง หากไม่ถูกใจอะไรเรียว ข้ายังเป็นตัวเลือกของท่านนะ”
คุเรไนโดนหนิงหลงมองแรงเขาหัวเราะและผลุบออกไปนอกห้อง ได้ยินเสียงฝีเท้าเขาหายไปตามทางเดิน
ฉันอยู่ลำพังกับหนิงหลงภายในห้อง ไม่รู้จะเริ่มพูดที่ตรงไหนก่อนดี
หนิงหลงกำหมัดแน่นและเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ตอนแรกข้าคิดเดินหนีเจ้ากับอาหงแต่เจ้าคงสมเพชข้าเป็นแน่”
“ถ้าทำแบบนั้น โดนคุเรไนโกรธแน่ค่ะ” ฉันตอบจากนั้นล้างอักษรบนพัดก่อนเขียนต่อ “ข้าได้รู้มาว่ารั่วหลานทะเลาะกับท่านก่อนเสีย”
ชายหนุ่มส่งเสียงตอบรับในลำคอ
“เกิดอะไรขึ้นคะ?”
เขาก้มหน้ากำหมัดแน่นจนข้อนิ้วเป็นสีขาว ในอกเขามีความรู้สึกขมปร่าสุดจะบรรยาย
ชายหนุ่มอยู่ในสภาพนั้นพักหนึ่งก่อนจะระบายลมหายใจยาว
“ตอนที่รั่วหลานโดนใส่ร้ายว่าเป็นคนขายชาติ”เขาพูดขึ้นเชื่องช้าแผ่วเบา “ข้า...ได้พูดสิ่งที่ทำร้ายจิตใจนางเข้า”
ฉันพยักหน้าให้เขาพูดต่อ
“ข้าไม่ได้เข้าใจเลยว่านางรู้สึกเช่นไรนางต้องการใครสักคนที่ยืนข้างนางโดยไม่มีข้อแม้ และข้าสมควรเป็นคนคนนั้นเมื่อนางมาพูดกับข้าเรื่องที่ตนเองโดนใส่ร้าย ข้ากลับบอกนางว่า...ข้าต้องรู้ความจริงก่อน”
ชายหนุ่มน้ำตารื้น เขาหลับตาแน่นน้ำตาหยดหนึ่งไหลริน
“นั่นเท่ากับบอกนางว่าข้าไม่ได้เชื่อใจนาง”
ฉันตัวชาขยับตัวไม่ได้
“เมื่อได้ฟังคำพูดจากปากข้าคำพูดสุดท้ายที่นางกล่าวกับข้าคือ... ข้าเกลียดเจ้า จากนั้น รู้อีกที...นางตายจากไปแล้ว”
ความโศกเศร้าของเขาถ่ายทอดมาถึงฉันน้ำตารื้น ไม่ใช่แค่เพราะความรู้สึกของเขา แต่เพราะความรู้สึกของตัวเองด้วย
เป็นเรื่องน่าเจ็บปวด...เจ็บปวดเกินไปแล้ว
“หากข้าไม่ได้พูดเช่นนั้นนางอาจไม่ตาย ข้าคิดเช่นนี้มาตลอดตอนนั้นข้าสมควรจะพูดว่าข้าเชื่อใจนาง...เชื่อใจโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น”
ฉันกุมมือเขา ชายหนุ่มไม่ขยับตัวพูดเสียงเครือ
“ได้ฟังเช่นนี้แล้วเจ้ายังอ่อนโยนต่อคนอย่างข้าได้อีกหรือ?”
ตอนนั้นรั่วหลานจะรู้สึกเช่นไร?เธอโดนกล่าวหาว่าเป็นศัตรูของชาติจากที่เป็นนักเรียนดีเด่นกลับกลายเป็นคนที่ทุกคนรังเกียจ ถูกรังแกสารพัดข่าวลือเลวร้ายถึงขั้นที่มีคนพูดว่าเธอขายตัวให้กับทหารโทโคโยะ
ฉันไม่เข้าใจความเจ็บปวดนั้นทั้งหมดแต่ฉันยังเข้าใจและหนิงหลงกำลังรู้สึกผิดบาปที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างเธอในเวลาเลวร้ายที่สุดเช่นนั้นฉันจึงกุมมือเขาไว้
“เจ้าไม่ใช่รั่วหลาน เจ้าคือเหมยฟาง แต่ข้ายังอยากเอ่ยขอโทษต่อสิ่งที่ข้าทำลงไป”
“พอเถอะค่ะ”
ฉันใช้พู่กันเขียนพัดที่วางอยู่บนตัก
“อย่าโทษตัวเองเลยนะคะข้าจะไม่มีวันเกลียดท่าน แม้รู้ความจริงทั้งหมดแล้ว แต่ข้ายิ่งชอบท่านมากกว่าเดิม”
หนิงหลงเงยหน้า ดวงตาสีทับทิมใสกระจ่างจ้องฉันทำเอาหัวใจเต้นผิดไปจังหวะหนึ่ง เขารีบใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาทิ้งกลับสู่ความนิ่งสงบตามปกติ
“ข้า...”
“ข้าไม่ได้เกลียดท่านเมื่อข้าได้ออกเดินทางกับคุเรไนจึงรู้ตัวว่า แท้จริงแล้ว” ฉันหยุดมือไว้ที่แค่นั้นหัวใจเต้นโครมครามในอก แก้มร้อนผ่าว มือที่จับเขาไว้รู้สึกร้อนจนต้องดึงกลับมา
แต่เขาคว้ามือฉันไว้
“แท้จริงแล้วอะไร?”
เมื่อฉันไม่ตอบเขาขยับเข้ามาใกล้อีกนิด
“แท้จริงแล้ว...อะไรรึ?”
ฉันยกพัดขึ้นปิดบังใบหน้าเขายกมือลูบผมฉัน
การเขียนมันออกมาต่อหน้าเจ้าตัวยากกว่าการพูดไปเสียอีกฉันหยิบพู่กันขึ้น เขียนตัวอักษรสั่นๆ ออกมา
“แท้จริงแล้วข้าอยากเป็นคนที่ท่านรัก”
เขียนเสร็จ ฉันรีบหุบพัดลบตัวอักษรเหล่านั้นหายไป แต่หนิงหลงเห็นแล้ว เขานิ่งไป ยกมือปิดปากหลับตาอยู่พักหนึ่ง
“ข้า...ขอพาเจ้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งได้หรือไม่?”
ฉันพยักหน้าหนิงหลงขยับตัวถอยไปเล็กน้อย พยักหน้าช้าๆ
“เช่นนั้น...ข้าจะไปพูดคุยกับหนิงเหอและอาหง”
คุเรไนตัดสินใจอยู่ที่ไคหยางไปก่อนเขาจะได้ฟังเรื่องเกาะหมอกเพิ่มเติมจากโทโกและคุยเรื่องการเมืองกับหนิงเหอ
เมื่อหนิงเหอได้รู้ว่าแท้จริงคุเรไนเป็นทูตของโทโคโยะก็แปลกใจบอกว่าเขาไม่มีรัศมีสมกับคนเป็นทูตเลยสักนิด คนโดนว่าแค่หัวเราะไม่เก็บมาใส่ใจ
หนิงหลงบอกฉันว่าเราจะไปยังสถาบันหลานซานสถานที่ซึ่งเขาเคยเรียนอยู่และสถานที่ซึ่งเขาเสียรั่วหลานไป
เราเดินทางออกจากไคหยางทางรถระหว่างทาง เขาขอให้ฉันเล่าว่าตอนเดินทางกับคุเรไนไปเจออะไรมาบ้างฉันเล่าเรื่องที่เราปั้นตุ๊กตาหิมะและตระเวนกินอาหารอร่อยด้วยกันจากนั้นพูดถึงฮัมซา
“แต่ก่อนคุเรไนสนิทกับเขา...ฮัมซาเรียกคุเรไนด้วยชื่อเล่นว่า ‘เคลน’ ข้าไม่ได้สนิทกับฮัมซานัก ยังแปลกใจที่เขาจำข้าได้”หนิงหลงเท้าแขนกับหน้าต่างรถ รอยยิ้มแต้มมุมปาก ท่าทางกำลังนึกถึงความทรงจำสมัยเด็ก“จริงสิ ข้าเกือบลืมบอกเจ้า หนังสือภาพของถิงถิงใกล้เสร็จแล้วคาดว่าเมื่อเรากลับบ้านไปคราวนี้ จะมีหลายฉบับส่งมารออยู่”
“ได้ตีพิมพ์ด้วยเหรอคะ?” ฉันถามตาโต
“เพื่อนข้าที่เป็นศิลปินเป็นคนตีพิมพ์ข้าได้ค่าตอบแทนมาก้อนหนึ่ง” หนิงหลงยิ้ม“คาดไม่ถึงว่าคนอย่างข้าจะกลายเป็นนักเขียนนิทานเด็ก”
ฉันพยักหน้ารับอยากรู้ว่าพอตีพิมพ์แล้วจะหน้าตาเป็นอย่างไร
“อีกอย่าง...” เขาพูดขึ้นเสียงเบา“ระหว่างที่เจ้าไปอนาตอเลยา ข้าได้ทบทวนหลายเรื่องและจัดระบบความรู้สึกของตนเองเช่นกันเพราะฉะนั้น...เมื่อไปถึงหลานซานแล้ว ข้าจะพูดให้เจ้าฟัง”
สถาบันหลานซานตั้งอยู่ในเทียนเฉวียนฉันจึงเดินทางกลับไปกลับมา แต่เพราะอย่างนั้นถึงได้มีเวลาค่อยๆ นั่งคุยกับหนิงหลง
เขาไม่ได้แตะหัวข้อที่ฉันเพิ่งสารภาพรักกับเขาชายหนุ่มสงบเสงี่ยมจนน่าตกใจ พยายามชวนคุยเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกัน
“เกาะหมอกที่เป็นบ้านเกิดของคุเรไนแท้จริงอยู่ใกล้เหยากวง ข้าไม่ทราบทั้งสองที่มีความเกี่ยวข้องใดหรือเปล่า”เขาเคยพูดเช่นนั้นเมื่อฉันถามถึงคุเรไน “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเขาอาหงมีฝีมือพอสมควร และยังมีน้องชายข้าช่วยดูแลอยู่ทั้งคน”
เรามาถึงเทียนเฉวียนและเดินทางไปยังสถาบันหลานซานซึ่งตั้งอยู่นอกตัวเมือง
พื้นที่ของสถาบันกว้างใหญ่มีอาคารเรียนใหญ่โตโอ่อ่าและหอพักมากมาย
ห่างจากตัวสถาบันไปราวหนึ่งกิโลเมตรคือค่ายฝึกสถานที่ซึ่งรั่วหลานเสียชีวิตไป อาคารต่างๆในค่ายถูกซ่อมแซมจนดูไม่ออกว่าเคยมีเหตุระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นที่นี่จะมีก็แต่รั้วแถบหนึ่งที่ดูใหม่กว่ารั้วในบริเวณอื่น
หนิงหลงพาฉันเดินเข้าไปภายในและอ้อมไปหลังโกดังเก็บของ
“นางคุยกับข้าที่นี่เป็นครั้งสุดท้าย”เขามองรอบตัว
สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับจุดที่ตัวฉันอีกคนเสียชีวิตและจุดที่ฉันยืนอยู่คือจุดที่เธอได้คุยกับคนที่เธอรักเป็นครั้งสุดท้าย
ความรู้สึกหดหู่เกาะกุมจิตใจเรื่องราวของเธอคล้ายกับฉันเหลือเกิน และสุดท้ายต้องมาจบลงเช่นนี้
หนิงหลงมองฉันสลับกับทิวทัศน์รอบด้านที่ไม่มีอะไรนอกจากอาคารเรียบๆและพื้นดิน
“บางทีการที่เจ้าไม่อาจพูดได้คงเป็นเพราะข้ากลัวจะได้ยินคำว่าเกลียดจากปากเจ้า”
คำพูดสุดท้ายที่รั่วหลานพูดกับเขาคือ ข้าเกลียดเจ้า
หนิงหลงไม่มีทางอยากได้ยินคำพูดเดียวกันจากฉันแน่นอน
ฉันไม่มีเหตุผลที่จะบอกเกลียดเขาฉันเขียนเช่นนั้นลงบนพัด ดวงตาสีทับทิมมองตัวอักษรสีดำบนพัดกระดาษสีขาวและคลี่ยิ้ม
“ข้าดีใจเหลือเกินเจ้าไม่รู้ว่าคำพูดนั้นมีความหมายกับข้ามากเพียงใด...” ชายหนุ่มหลับตาลง“หากเจ้ากลับมาพูดได้คงจะดี เพราะข้าอยากได้ยินเสียงของเจ้าข้าไม่กลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว”
เขาเดินออกจากบริเวณนั้นกลับไปยังทางเข้าสถาบัน นักเรียนหลายคนมองเราด้วยความสงสัยแต่ครู่เดียวก็กลับไปทำธุระของตัวเองต่อ
ชายหนุ่มมองสถานที่แห่งความทรงจำพูดขึ้นมาว่า
“ข้าไม่อาจลืมนางได้ชั่วชีวิตแต่อย่างน้อย...ข้าอยากจะปล่อยนางไป”
หากฉันเป็นรั่วหลานในตอนนี้ฉันจะพูดอะไรกับเขา?
หากฉันเป็นรั่วหลานอีกคนจริงฉันก็อยากรู้ว่าตัวฉันในโลกฝั่งนี้จะอยากทำอะไรให้กับหนิงหลง
คลื่นความอบอุ่นไหลเข้ามาในร่างมันเป็นความรู้สึกนึกคิดของใครสักคน ไม่ใช่ของหนิงหลง
ฉันมึนหัววูบ เสียการทรงตัวชายหนุ่มปราดเข้ามารับตัวก่อนที่จะล้มพับ ฉันมึนเกินกว่าจะยืนไหวดวงตาพร่ามองเห็นแต่จุดสีดำ
จากนั้นฉันก็สลบไป