บทที่ 66
หลังจากนั้นนทีเอง ก็เรียกเหล่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องประชุมหารือในทันที ณ ห้องประชุมที่เหล่าเนเมสันพึ่งจะสร้างมันเสร็จ และยังเป็นศูนย์บัญชาการลับของพวกเนเมสัน ข้างในประกอบไปด้วยเหล่าผู้คนที่คอยสนับสนุนนทีอยู่หลายคน“เหตุการณ์มันเริ่มเร็วกว่าที่เราคาดคิดไว้มาก ตอนนี้เป็นช่วงที่กำลังจะเริ่มเหตุการณ์นั้น เราจะไม่เลือกที่จะฝ่ายไหนฝ่ายหนึ่ง เราจะเป็นกลางให้ได้มากที่สุด” นทีกล่าวออกมา ในขณะที่ทุกคนเองก็ยังเงียบและตั้งใจฟังเขาต่อไป นทีที่เห็นอย่างนั้นเขาก็เริ่มที่จะถามต่อออกมา“กานต์รุ่นเก้า ข้าต้องการข้อมูลของเหล่าพันธมิตรนานาประเทศของเราหน่วย และของทุกฝ่ายที่แยกออกมาตั้งตนเองก็ด้วย” นทีหันไปถามทางกานต์รุ่นเก้าที่นั่งอยู่ข้างๆเขา“ขอรับ ท่านนที... จากข้อมูลที่เราเหล่ายมทูตได้รับฟังมานั้น ผู้คนที่เข้าร่วมกับท่านนามธรรมแห่งความมืด ราตรี ได้แก่พวกที่ชอบใช้ความรุนแรง พวกผู้ก่อการร้าย หรือบางประเทศที่มีผู้นำสูงสุดเป็นใหญ่ขอรับ” กานต์พลิกกระดาษแผ่นที่สองขึ้นมาอ่านก่อนที่จะกล่าวขึ้นต่อมา“ผู้คนที่เข้าร่วมกับท่านนามธรรมแห่งแสง ทิวา ได้แก่พระสันตะปาปาของนิกายศาสนาทวิส ที่เป็น 1ใน3 ของศาสนา ที่มีคนนับถือมากที่สุดในโลกขอรับ” (นักเขียนไม่อยากอ้างอิงถึงศาสนาที่มีอยู่จริง เดี๋ยวจะเกิดดราม่าได้ แต่เนื้อเรื่องยังอยู่ในโลกของเรานะครับ)การกล่าวรายงานมันทำให้ใครหลายๆคนคิดตาม ถึงการที่จะต้องรับมือกับคนพวกนี้ เมื่อพวกเขาได้หลงเชื่อในสิ่งที่คิด ในสิ่งที่พวกเขาเห็นไปแล้ว การที่ทำให้พวกเขายกเลิกความตั้งใจหรือความหวังที่พวกเขาเชื่อดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากเกินจะทำ นทีเองก็คิดแผนตามว่าเขาจะเล่นเกมนี้ยังไงดี“ส่วนทางเราที่รวบรวมมาก่อนหน้านี้นั้น มีรัฐบาลของประเทศฝั่งเอเชียทั้งหมด และยังมีอเมริกาที่เราพึ่งทำสัญญามาด้วย แต่ด้วยเรื่องของการเมืองก็ไม่รู้จะเป็นพันธมิตรกันได้นานแค่ไหน แต่ตรงจุดนั้นก็ยังมีท่านบุตรีแห่งเทพจันทราคอยช่วยเหลืออยู่ ซึ่งไม่น่าจะเป็นห่วงมากเท่าที่ควร และเรายังมีเหล่าบริวาลของเทพองค์อื่นๆที่พึ่งจะเข้าร่วมขอรับ”หลังจากรายงานกล่าวจบทุกคนในห้องก็ต่างเงียบลงทันที ภารกิจในครั้งนี้มันช่างแสนจะลำบาก ถ้าไม่สนใจในเรื่องของประชากรที่จะลดลงไป เขาก็แค่ใช้พลังฆ่าพวกนั้นทิ้งไปเสียให้หมด ถึงแม้จะเป็นองค์กรที่เลวร้ายในสายตาของคนอื่นก็ตามที แต่นี่มันกับมาในรูปแบบของสงครามทางจิตวิทยา ซึ่งมันก็เหนื่อยใจการย่อยของข้อมูลที่ได้รับมานั้น คนที่เข้าร่วมกับฝั่งของเขาน่าจะมีอิทธิพลในโลกนี้เพียงแค่ 2ใน10 เท่านั้น ส่วนฝ่ายของทิวาน่าจะมีการชักจูงกันเพิ่มได้ง่าย เพราะคนพูดที่พวกเขาใช้ แน่นอนว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวันสิ้นโลกอย่างแน่นอน น่าจะมีประมาณ 3ใน10 ส่วนและฝ่ายสุดท้ายคือฝ่ายของราตรีที่ผู้นำ และพรรคพวกของพวกเขามีความคิดทางที่รุนแรง และการประกาศไปทั่วทั้งโลก รวมถึงอาชญากรรมคนอื่นๆก็น่าจะเข้าร่วมด้วยเช่นกัน ตีรวมๆแล้วน่าจะมีความเป็นไปได้ถึง 2ใน10 ส่วน แล้วในอีก 3ใน10ส่วนที่เหลือ น่าจะเป็นที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรโดยตรงมากนักแต่ถ้ามันเลวร้ายจริงๆ นทีก็อยากจะเลือกให้คนของเขาที่มีอยู่ 20 เปอร์เซ็นต์นี้ เป็นผู้ที่เหลือรอดจากภัยพิบัติ แต่มันก็คงเป็นไปได้ยากมาก เพราะว่าโลกใหม่ที่พวกเขาจะสร้างขึ้นมานั้น มันจะขาดสิ่งที่เรียกว่าสมดุล มันจะต้องเหลือฝ่ายละนิดละหน่อย แต่นั่นมันก็ไม่ใช่ภารกิจของเขายังโชคดีที่ภายใน 1 ปีนี้เท่านั้นที่นามธรรมทิวาราตรีจะเข้ามาจัดการอะไรได้ เพราะหลังจากนั้นจะหมดอำนาจของนางแล้วตามสัญญาของพระผู้สร้าง พวกเขาก็แค่ต้องทำยังไงก็ได้ให้ภารกิจของนางล้มเหลว หรือก็คือ ทำให้คนตายให้น้อยที่สุด“งั้นเราจะต้องเริ่มจากการปลุกความทรงจำ และพลังของเหล่าบุตรแห่งเทพเสียก่อน ข้าต้องขอปรึกษากับเทพอาวุโสดูอีกที ว่าพอจะมีทางไหนบ้างที่พวกเขาจะได้รับสิ่งเหล่านี้... ส่วนเรื่องของทางโลกข้าอยากจะให้พวกเจ้าดำเนินแผนการที่เราเคยวางกันเอาไว้ให้สำเร็จก่อน..”นทีเคยสั่งงานไปแล้วครั้งหนึ่ง และมันเป็นเป้าหมายขององค์กรพวกเขา หนึ่งคือดึงคนมีความสามารถเข้าองค์กร สองคือควบคุมเศรษฐกิจ และเศรษฐศาสตร์ของโลกไว้ให้ได้ แล้วทุกอย่างมันก็จะง่ายขึ้น“ส่วนเหล่ายมทูตที่มีงานล้นมืออยู่แล้ว หลังจากนี้พวกเจ้าอาจจะต้องคอยเก็บวิญญาณมากมายให้ไปสู่ทางที่ถูกต้อง แต่ข้าก็ยังอยากให้พวกเจ้าคอยเป็นสายลับสืบข่าวให้กับทางองค์กรต่อไป เจ้าควรจะจัดตารางอะไรให้ดีๆ และแน่นอนว่า ข้าจะคุยกับเทพแห่งความตายสหายของข้าให้” นทีกล่าวออกมา“ได้ขอรับ คุณท่านนที... หลังจากนี้พวกเราจะดำเนินการตามแผนของท่านเป็นอย่างดีขอรับ” รุ่นเก้ากล่าวตอบรับ แต่ทันใดนั้นเอง ภาพโฮโลแกรมที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ก็ปรากฏต่อหน้าของทุกๆคนในห้องประชุม มันเป็นภาพของเนเมสันคนหนึ่งที่กำลังถ่ายทอดสดออกมา“รายงานตามภาพขอรับ ... ทางนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวแล้วขอรับ” แล้วภาพมันก็แสดงไปถึงพระสันตะปาปา ศาสนาทวิสกำลังกล่าวประกาศถึงผู้ที่นับถือศาสนาของเขาไปทั่วทั้งโลก ท่านได้ยืนอยู่ที่ลานทรงกลมหน้าโบสถ์ก่อนที่จะเอ่ยออกมา“บัดนี้.. ใกล้จะถึงเวลาแห่งการสูญสิ้นโลกแล้ว.. เหล่ามารร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาแฝงอยู่ในหมู่มวลมนุษย์.. ท้องฟ้ามืดดำสนิทเมื่อสักครู่เป็นเวลาที่เหล่าปีศาจอย่างตนนี้ ได้ขึ้นมายังโลกมนุษย์” จากนั้นพระสันตะปาปาก็ชี้ไปที่กรงขัง ของปีศาจร้ายตัวนั้น และนั่นนทีก็รู้ได้ในทันที ว่านั่นคือบริวาลของเพื่อนของเขา เทพแห่งนรกก่อนที่ใครจะได้ทำอะไรนทีได้โทรไปสอบถามเพื่อนของเขาว่าจะให้ช่วยเหลือหรือไม่ เทพแห่งนรกตอบกลับมาไม่กี่คำเท่านั้นเอง และคำตอบมันเป็นอะไรที่น่าตกใจมาก เซ้นส์ของเขาไม่ผิดเลยจริงๆ เขารู้สึกอะไรบางอย่างจากตัวของเธอคนนี้“ต้องช่วย เพราะบุคคลในภาพที่เจ้าส่งมาคือบุตรีของข้าที่ข้าแอบมาไข่ไว้ที่โลกมนุษย์” และนั่น มันทำให้เขาก็ทำอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นเพื่อนของเขาได้ฆ่าเขาตายแน่นอน เขาจึงสั่งให้คนที่อยู่ใกล้ๆที่แห่งนั้นทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเธอคนนั้นให้ได้“ประกาศออกไปถึงเนเมสัน ให้ช่วยเหลือเธอคนนี้มาให้ได้ เธอคือคนของเรา.. และฉันไม่สามารถที่จะออกไปช่วยได้โดยตรง แต่ข้าบอกได้เพียงอย่างเดียวคือ เธอคนนั้นคือลูกครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ และเทพองค์นั้นคือเทพแห่งนรก..หวังว่าพวกเจ้าจะทำสำเร็จ” จากนั้น กานต์ก้มหัวให้กับนทีหนึ่งครั้งก่อนที่พวกเขาเหล่ายมทูตจะหายออกไปจากห้องประชุมเสียงประกาศ และภาพต่างๆที่พระสันตะปาปากำลังเอ่ยคำพูดออกมา มันยังไม่สิ้นสุด เวลาผ่านไปได้เพียงแค่ห้านาทีเท่านั้น ท้องฟ้าก็เริ่มที่จะมืดมัว มองอะไรไม่ค่อยจะเห็น และปรากฏเหล่ายมทูตนับล้านตน มันเป็นการรวมตัวของเหล่ายมทูตทั่วทั้งโลกจริงๆในตอนนี้ จากนั้นกานต์รุ่นที่เก้าก็ประกาศออกมา เสียงอย่างที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน มันลั่นไปทั่วบริเวณนั้นๆ กล้องหลายตัวที่พวกของกานต์ยังไม่อยากให้ใครเห็นก็ถูกทำลายไปจนหมด“เราคือผู้แทนแห่งความตาย หรือที่พวกเจ้าเรียกว่าเหล่ายมทูต... และแน่นอนว่าพวกข้ามาปรากฏตัวให้พวกเจ้าได้เห็นกันนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะกระทำ.... เพียงแต่ว่าพวกเจ้ากำลังจับบุตรีของท่านเทพแห่งนรกออกมาประจานต่อหน้าสาธารณะชน ซึ่งเรื่องนี้เรายอมรับไม่ได้.. หากพวกเจ้าไม่อยากมีปัญหากับศัตรูทั้งสองด้าน จงปล่อยตัวของท่านผู้นั้นมาบัดเดี๋ยวนี้” กานต์กล่าวออกไป“……อ่า ค้าง จบเฉย.....”