จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 98 เอาชนะศิษย์แท้จริงอีกครั้ง

            เช้ง!

            เย่เฉินใช้ความพยายามในการออกแรงปัดกระบี่ยาวที่อยู่ในมือของเจียงเฮ่าออกไป

            อสุนีบาต!

            เย่เฉินโบกมือและตบพลังฝ่ามือออกไปเกิดเสียงดังฟังชัด

            เปรี้ยง!

            เจียงเฮ่าตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยววิชาลับของฝ่ามือนั้นก็ได้โจมตีเข้ามา แต่กลับถูกแรงสะท้อนนั้นจู่โจมใส่จนถอยหลังไป

            ด้านนี้เย่เฉินกำหมัดไว้แน่น เลือดลมภายในร่างกายไหลเวียนอย่างรวดเร็วพลังปราณก็พวยพุ่งออกมา และกระทบเส้นผมของเขาจนปลิวสยายไปในอากาศ

            หลังจากซ่อนตัวอยู่เป็นเวลานานเม็ดยาหุยเสวียนที่เขาได้กลืนลงไปตอนนี้ฤทธิ์ยาเริ่มแสดงออกมาอย่างสมบูรณ์แล้วแม้ว่าจะยังไม่กลับคืนสู่สภาวะสูงสุด แต่ก็เพียงพอที่จะเอาชนะเจียงเฮ่าได้

            "นึกไม่ถึงเลย...ว่าเขาจะประคองตัวกลับมาได้” ผู้คนรอบบริเวณต่างแสดงความประหลาดใจ

            “เจ้าเด็กคนนี้เป็นปีศาจหรือเปล่า?”

            “นั่นเป็นศิษย์ที่แท้จริงอันดับหนึ่งของยอดเขาเหรินหยาง! เขาก้าวสู่ขั้นพลังหยางไปแล้วหนึ่งก้าว”

            “เด็กดีวันนี้เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจเกินไปแล้ว” ฉู่ซวนเอ๋อร์ที่อยู่บนเมฆไม่สามารถเก็บความรู้สึกตกใจในดวงตาอันงดงามเอาไว้ได้“แม้ว่าเจ้าจะแพ้ในการประลอง แม้ว่าเจ้าจะเข้าสู่สำนักในไม่ได้เจ้าก็มีคุณสมบัติสำหรับการเป็นศิษย์ของข้าแล้ว”

            เริ่มประลอง!

            บนลานประลองเย่เฉินส่งเสียงตะโกนดัง สะเทือนไปทั้งฟ้า

            อ๊าก...!

            เจียงเฮ่าพุ่งไปข้างหน้าราวกับสุนัขบ้าคลั่งใบหน้าของเขาแดงระเรื่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเขินอายหรือความโกรธศิษย์แท้จริงอันดับหนึ่งแห่งยอดเขาเหรินหยางที่สง่างามแต่ไม่สามารถจะเอาชนะผู้อยู่ในขั้นรวมพลังที่มีท่าทีอ่อนแรงเช่นนี้ได้และยังปล่อยให้เขาฟื้นคืนพลังกลับมาได้ นับว่าเป็นความอัปยศอย่างยิ่ง

            ฝ่ามืออสุนีบาต!

            หมัดเหรินหยาง!

            ในขณะที่เอ่ยวาจาทั้งสองคนก็เกิดแรงระเบิดขึ้นอย่างแรง จนถึงกับกระอักเลือดถอยไปด้านหลัง

            ทันทีที่เขาทรงตัวได้เย่เฉินก็กระโจนไปราวกับสัตว์ร้ายและรูปแบบของการต่อสู้ของเขาก็มีความโหดเหี้ยมอย่างมากและไม่มีการป้องกันอะไรเลยแม้แต่น้อย เจียงเฮ่าปล่อยหมัดใส่เขา เขาก็ตบฝ่ามือคืนไปเจียงเฮ่าปล่อยฝ่ามือมา เขาก็ระเบิดหมัดออกไป

            การโจมตีศัตรูเช่นนี้เป็นการทำให้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายผู้ชมที่อยู่ด้านล่างต่างกลืนน้ำลาย

            บ้าไปแล้วหรือ?

            ทุกคนต่างคิดเช่นนี้แม้จะรู้ว่าเจ้าเด็กคนนี้ฟื้นตัวได้มากแล้วแต่ร่างกายก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ดี หากเป็นแบบนี้ก็ยากที่จะไปต่อได้และมีโอกาสมากที่เย่เฉินจะล้มพับลงไปเสียก่อน

            เย่เฉินคงเป็นบ้าไปแล้วจริงๆอาการบาดเจ็บทั่วทั้งร่าง ความเจ็บปวดทั่วทั้งร่างล้วนแต่ถูกครอบงำไปด้วยเจตนาการต่อสู้ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

            เขาเป็นเหมือนสิงโตที่ไม่รู้จักอ่อนล้ากระตุ้นให้เกิดความป่าเถื่อนที่ดั้งเดิมสุดของสัตว์ร้ายจึงมีเพียงการโจมตีแล้วโจมตีอีกอย่างไม่หยุดพัก

            พัฟ!

            พัฟ!

            บนลานประลองที่นองเลือดเจียงเฮ่าเองก็บ้าคลั่งขึ้นมาเช่นกัน และใช้วิชาลับอย่างบ้าคลั่ง

            วิธีการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยคาวเลือดเช่นนี้ของทั้งสองคนเลวร้ายยิ่งกว่าการประลองระหว่างเย่เฉินกับอิ่นจื้อผิงทำให้บรรดาผู้อาวุโสที่มองดูอยู่บนก้อนเมฆต่างถอนหายใจด้วยความตกตะลึง

            “ศิษย์น้องหญิงเจ้าเลือกศิษย์คนนี้ ช่างบ้าดีจริงๆ !”นักพรตเต้าเสวียนมองไปยังฉู่ซวนเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างและถอนหายใจ

            “นี่ไม่ใช่ความบ้าคลั่งเป็นความปรารถนาที่จะเอาชนะ เป็นเจตนาของการต่อสู้ที่ไร้ผู้ต้านทาน”ฉู่ซวนเอ๋อร์หายใจเข้าลึกๆ แม้ว่านางจะมีชีวิตอยู่มาเกือบร้อยปีแล้วแต่ก็ยังคงมีความสะเทือนใจต่อฉากนองเลือดนั้นบนลานประลอง

            ฆ่า!

            สู้!

            มีเสียงคำรามจากความโกรธดังขึ้นอย่างต่อเนื่องบนลานประลองสิ่งที่ผู้ชมทุกคนสามารถมองเห็นได้ก็คือคนคลั่งสองคนที่กำลังใช้วิชาลึกลับโจมตีใส่กันอย่างบ้าคลั่ง

            ฝ่ามืออสุนีบาต!

            รอยพิมพ์เหรินหยาง!

            ดัชนีเอกสุริยัน!

            วิชาสะดุ้งเวหา!

            การต่อสู้ในลานประลองแห่งนี้ใช้เวลายาวนานกว่าที่ทุกคนจินตนาการเอาไว้มาก

            กระบวนท่าที่สามร้อยทั้งสองคนถูกแรงระเบิดจากการประลองกระทบเข้าจนตีลังกากระเด็นออกไปและตกลงบนลานประลองจนเต็มไปด้วยเลือด

            เริ่มจากเจียงเฮ่าผมของเขากระเซิง เสื้อผ้ายุ่งเหยิง ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยรอยหมัดและรอยฝ่ามือ

            เมื่อมองไปที่เย่เฉินสามารถบอกได้แค่ว่ามันน่ากลัวมาก ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลเลือดเปียกโชกไปทั้งตัว ราวกับปีศาจที่คลานออกมาจากขุมนรก

            เมื่อการประลองดำเนินมาถึงจุดนี้ร่างกายของทั้งสองคนก็สั่นเทา การขาดแคลนของพลังปราณ ความเหนื่อยล้าของร่างกายทำให้พวกเขาไม่มีแรงจะใช้เคล็ดวิชาลับใดๆ ได้อีก

            ในกรณีเช่นนี้ทั้งสองคนยังคงเดินโซเซเข้าหากัน และใช้การต่อสู้ระยะประชิดดั้งเดิมที่สุดโดยไม่ใช้พลังปราณ เจ้าชกข้าหนึ่งครั้ง ข้าตบเจ้าหนึ่งที หากเจ้าแทงข้าด้วยดาบข้าตายไปก็จะกลับมาจัดการ

            การต่อสู้ถัดไปล้วนแต่อยู่ในฉากเหตุการณ์เช่นนี้ กำลังอันแข็งแกร่งนั้นได้ลดลงไปจนใกล้หมดแล้วใครสามารถยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้ายได้ ผู้นั้นคือผู้ชนะ

            “ศิษย์ฝึกหัดขั้นรวมพลังธรรมดาๆคนหนึ่ง มีอะไรช่วยประคับประคองเจ้าให้สู้มาจนถึงตอนนี้ได้” ด้านล่างการประลองฉีเยว่บ่นพึมพำ สีหน้าเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง

            “บ้าเอ๊ยถ้าครั้งนี้เจ้าชนะ ข้าจะเลี้ยงเหล้าเจ้าเลยเอาสิ” เจ้าหมีสองที่อยู่ด้านล่างส่งเสียงตะโกนไม่หยุดหย่อน

            “นี่มันเป็นไปไม่ได้”คนเช่นฉีเฮ่าคนนี้ ที่กำลังขบกัดฟันทีละซี่ ร่างกายของเย่เฉินที่กำลังปางตายต่อสู้กับศิษย์ที่แท้จริงมาจนถึงตอนนี้โดยไม่พ่ายแพ้นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่าง ว่าพวกเขาเหล่านี้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่มีทางที่จะกลับตัวได้อีกครั้ง

            “เจ้าเด็กคนนี้ทำได้งดงามมาก” ฮั่วเถิงศิษย์ในสิบอันดับแรกก็ยังต้องแสดงความประหลาดใจจนต้องยอมรับว่ามีความด้อยกว่าเย่เฉิน

            ตูม!

            ตูม!

            บนลานประลองต่างล้มลงไปบนพื้นทีละคน

            “ข้าไม่เชื่อ”เจียงเฮ่าก็ตะโกนขึ้นไปในอากาศด้วยความโกรธ และลุกขึ้นมาอย่างโซเซอีกครั้ง

            “เข้ามาสิ!” เย่เฉินตะโกนเสียงดังออกไป เจ้าแมลงสาบที่ฆ่าไม่ตายได้ลุกขึ้นยืนอีกครั้งในทันที

            ทั้งสองคนในเวลานี้มีความอ่อนแรงมากถึงมากที่สุด คนหนึ่งกวัดแกว่งไปมาอีกคนหนึ่งก็ร่างโซเซราวกับถูกลมกระโชกจนพวกเขาต้องล้มลงหัวใจของผู้ชมทั้งบริเวณต่างกระเพื่อมอย่างตื่นเต้น

            จากนั้นทั้งสองคนก็ก้าวออกไปข้างหน้า ต่างฝ่ายต่างแลกหมัดกันคนละหมัด

            ตุ้บ!

            ตั้บ!

            เจียงเฮ่าต่อยเข้าใบหน้าด้านซ้ายของเย่เฉินเย่เฉินต่อยเข้าใบหน้าด้านขวาของเจียงเฮ่า

            เฮือก!

            พวกเขาทั้งสองคนต่างกระอักเลือดและล้มลงทีละคน

            ในบริเวณลานประลองสายตาของทุกคนต่างจ้องไปยังการต่อสู้บนลานโดยไม่มีใครพูดจา แต่ละคนกำลังกลั้นหายใจนิ่งเงียบน่ากลัว จนถึงขนาดหากมีเข็มตกลงบนพื้นสักเล่มหนึ่งก็สามารถได้ยินกันโดยทั่ว

            หลังจากผ่านไปชั่วครู่ก็ยังไม่เห็นเขาทั้งสองลุกขึ้นมา

            “นี่...นี่คือเสมอแล้วใช่ไหม?”

            “ข้าดูแล้วเหมือนพวกเขาจะไม่มีแรงลุกขึ้นมาแล้วล่ะ”

            “ใครลุกขึ้นมาได้คนนั้นก็เป็นผู้ชนะ”

            ท่ามกลางการสนทนาอย่างต่อเนื่องของผู้คนความสนใจของทุกคนก็มุ่งไปยังด้านบนของลานประลองอีกครั้งมีคนบ้าเลือดคนหนึ่งพยายามปีนลุกขึ้นมาจริงๆ

            เงาร่างที่ซูบบางของเขาใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือด ร่างกายมีเลือดหยดไหลไปทั่วครึ่งหนึ่งของใบหน้าถูกปกปิดด้วยผมสีดำที่แสนจะยุ่งเหยิง ท่ามกลางสายลมนั้นขาทั้งสองที่ยืนขึ้นตรงนั้นสั่นสะท้าน กำลังโค้งตัวอยู่ และค่อยๆ ยกตัวขึ้นมา

            คนที่พยุงตัวลุกขึ้นมาได้แน่นอนว่าคือเย่เฉิน

            ในตอนนี้ไร้คำพูดจาของผู้คน เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดีจึงได้แต่ยืนจ้องเงาร่างสีแดงที่อาจจะล้มลง

            ในขณะนี้ศิษย์จำนวนมากมายต่างก้มหน้าลงด้วยความอับอาย ในบรรดาพวกเขาผู้มีระดับการฝึกตนที่สูงกว่าเย่เฉินนั้นมีอยู่มากมายคนที่มีพื้นฐานครอบครัวดีกว่าเย่เฉินก็มีมากมาย แต่กลับไม่มีผู้ใดเลยที่จะแข็งแกร่งไปกว่าเย่เฉิน

            ดังนั้นเจียงเฮ่าซึ่งได้ล้มลงหมดสติไป จึงมีสีหน้าที่ไม่เต็มใจสักเท่าไร

            “เย่เฉินเป็นผู้ชนะ”

            เมื่อมีเสียงดังลอยมาจากอากาศลานประลองอันเงียบกริบนั้นก็มีเสียงโห่ร้องขึ้นในทันที

            และระหว่างเสียงโห่ร้องยินดีเหล่านั้นร่างกายที่แข็งทื่อของเย่เฉิน ในที่สุดก็ล้มลงไปแล้ว

            “เจ้าหนุ่ม”เจ้าหมีสองรีบวิ่งขึ้นไปบนลานประลอง และโอบอุ้มเย่เฉินไว้ในอ้อมแขนจากนั้นก็รีบแบกขึ้นหลังพาลงจากลานประลองอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปยังสถานที่รักษาอาการบาดเจ็บของหอฟ้าดิน

            ทุกคนล้วนหลีกทางให้พวกเขาโดยพร้อมเพรียง

            เย่เฉินชื่อนี้ถูกกำหนดเอาไว้ให้อยู่ในใจของศิษย์ทุกคน ศิษย์ฝึกหัดขั้นรวมพลังผู้นี้ตั้งแต่เขามาอยู่ที่สำนักเหิงเยว่ เขาได้ทำเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้เอาไว้มากมายตอนนี้เขามาอยู่ในจุดสูงสุดสามารถเอาชนะศิษย์แท้จริงของยอดเขาเหรินหยางและวิหารประกาศิตได้ติดต่อกันจนทิ้งตำนานเอาไว้

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน