ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงยังมีกะจิตกะใจซื้อขนมมาให้เด็ก ๆ อีก นางคงเป็นคนแรกในใต้หล้าที่ทำเรื่องเช่นนี้ได้กระมัง!
แต่ถึงกระนั้น… ระหกระเหินมานานถึงเพียงนี้ แม้จะได้กินอิ่มท้องทุกมื้อแต่พวกเขาเหล่าผู้ใหญ่ก็ยังอดกลืนน้ำลายไม่ได้เมื่อเห็นอาหารใหม่ ๆ เช่นนี้ อย่าว่าแต่เด็ก ๆ เลย
เดิมทีนางซุนจะตำหนิสะใภ้คนเล็กว่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แต่เมื่อเห็นเด็ก ๆ ลิงโลด นางก็พลอยสุขใจตามไปด้วย
ทุกอย่างกำลังจะจบลงในไม่ช้า ขอเพียงวันพรุ่งนี้เข้าเมืองได้อย่างปลอดภัย พวกเขาก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
หลังจากจัดการเรื่องของเด็ก ๆ เสร็จเรียบร้อย เหอจิ่วเหนียงจึงนำอุปกรณ์แต่งหน้าและสิ่งของอื่น ๆ ออกมา
แม้ทุกอย่างจะถูกบรรจุในภาชนะของยุคสมัยนี้ แต่ทุกคนก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างในทำมาจากอะไร
“น้องสะใภ้สาม ของพวกนี้คืออะไรหรือ?” ลู่จิ้งซวนเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ตอบ บอกไปพวกเขาก็คงไม่เข้าใจ แต่หากจะบอกว่าเป็นชาดทาแก้ม ก็กลัวว่าบุรุษทั้งแท่งเหล่านี้จะรับไม่ได้
นางซุนยกมือตีบุตรชายคนโต “ถามอยู่นั่นแหละ วัน ๆ หนึ่งเจ้าสรรหาคำถามมาจากไหนนักหนา?”
คนถูกดุไม่กล้าปริปากอีก ส่วนคนอื่นที่คิดจะถามต่อก็ไม่กล้าแล้วเช่นกัน ทำได้เพียงจับจ้องสะใภ้สามว่าจะทำอะไร
เหอจิ่วเหนียงเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา “ข้าจะปลอมตัวให้ทุกคนกลายเป็นคนบาดเจ็บสาหัส ให้ดูเหมือนว่าใช้เวลารักษานานเท่าไรก็ไม่หายง่าย ๆ พรุ่งนี้เมื่อไปถึงประตูเมือง ทุกคนจะกลายเป็นคนพิการ”
สดับวาจา ความคิดแรกของทุกคนก็คือการหาผ้ามาพันรอบขาแสร้งว่าได้รับบาดเจ็บ แต่ทหารเหล่านั้นไม่ใช่คนโง่ จะตบตาสำเร็จได้อย่างไรกัน
แต่ทุกคนไม่กล้าพูดความคิดของตนออกมา
เหอจิ่วเหนียงคร้านจะอธิบายให้พวกเขาฟัง นำบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นออกมาจัดวาง จากนั้นนำแปรงและพู่กันออกมา แล้วเดินไปตรงหน้าลู่จิ้งซวน “พี่ใหญ่ ท่านเชื่อใจข้าหรือไม่?”
คนถูกถามพยักหน้าหงึกหงัก “ข้าเชื่อใจเจ้า ข้าเชื่อว่าน้องสะใภ้เป็นคนมีความสามารถ”
ครอบครัวลู่เห็นด้วยกับคำพูดของชายหนุ่ม เหอจิ่วเหนียงจึงใช้ลู่จิ้งซวนเป็นหุ่นให้ทุกคนดูเป็นตัวอย่าง
ทันใดนั้นเองบรรดาบุรุษผู้เข้าร่วมแผนการปลอมตัวก็พากันขยับเข้ามาดูใกล้ ๆ เหอจิ่วเหนียงจึงออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด “อย่าเข้ามาใกล้เกิน จะบังแสงทำให้ข้ามองไม่ชัด รอให้ข้าทำเสร็จแล้วค่อยดู”
กล่าวจบนางก็ดึงแขนพี่สามีเข้ามาแล้วเริ่มบรรเลงผลงานทันที ทุกคนพลันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ …จิ่วเหนียงดึงแขนจิ้งซวน หากเป็นเมื่อก่อน ทั้งสองคงถูกคนในหมู่บ้านต่อว่าจนแทบแทรกแผ่นดินหนีเป็นแน่ ทว่าตอนนี้กลับไม่มีใครกล้าสอดปากแม้แต่คนเดียว
ส่วนทางด้านเด็ก ๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นครั้งคราว ทำให้ความตึงเครียดในใจของผู้ใหญ่คลายลงได้บ้าง
เหอจิ่วเหนียงใช้เวลาแสดงฝีมือเร็วอย่างยิ่ง เพียงไม่นานแขนของลู่จิ้งซวนก็ปรากฏแผลฉกรรจ์ขึ้น บาดแผลเหมือนจริงมาก มองด้วยตาเปล่าก็เห็นได้เลยว่าแขนของเขาถูกฟันลึกจนเห็นกระดูกสีขาวจริง ๆ
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อให้บาดแผลดูสมจริงยิ่งขึ้น เหอจิ่วเหนียงยังสร้างเนื้อเน่าเปื่อยอีกด้วย สุดท้ายก็นำของเหลวสีเลือดและผงบางอย่างโรยลงไป กลิ่นเลือดพลันโชยออกมาพร้อมกลิ่นเหม็นเน่า
ตัวต้นแบบจ้องมองผลงานบนแขนของตนเองด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง หากไม่ใช่เพราะไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย เขาคงคิดว่าตนถูกฟันมาจนแผลติดเชื้อเน่าเปื่อย และกำลังจะตายในไม่ช้าแล้วจริง ๆ
“ท่านพ่อท่านแม่ เสี่ยวเอ๋อร์ รีบมาดูเร็วเข้า!”
เมื่อมั่นใจว่าเหอจิ่วเหนียงทำผลงานเสร็จแล้ว ลู่จิ้งซวนก็อดใจไม่ไหว รีบเรียกบิดามารดาและภรรยาเข้ามาดู เขาไม่กล้าขยับแขนข้างนั้นส่งเดชเพราะรู้สึกกลัวว่าแขนจะหัก
“นี่มัน…” นางซุนไม่กล้าเข้ามาดูใกล้ ๆ ก่อนเลื่อนสายตาจับจ้องเหอจิ่วเหนียง “นี่มันของจริงหรือของปลอมกัน?”
ตอนที่เสนอแผนการ เหอจิ่วเหนียงไม่ค่อยพอใจนักที่คนเหล่านี้ไม่เชื่อตน แต่เมื่อเห็นท่าทางของนางซุนในตอนนี้แล้วหญิงสาวก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ “ของปลอมแน่นอนเจ้าค่ะ ต้องวาดให้เหมือนจริงสักหน่อย ถึงจะตบตาทหารพวกนั้นได้”
ผู้เฒ่าลู่อยู่ใกล้มากกลิ่นเหม็นเน่าจึงตีเข้าหน้า คิ้วสีหงอกขมวดเข้าหากันทันที “นี่มันกลิ่นอะไรกัน?”
“เลือดกับเนื้อเน่าเปื่อยนี่ก็ของปลอมทั้งหมดเจ้าค่ะ ท่านพ่อวางใจได้”
แม้ยากจะเชื่อแต่ชายชราก็จำต้องวางใจ แม้แต่คนที่เห็นเหอจิ่วเหนียงวาดเองกับตายังไม่อยากจะเชื่อ เช่นนั้นไม่ต้องพูดถึงทหารที่ตรวจคนนับไม่ถ้วนมาทั้งวันเหล่านั้นเลย
ท่านผู้เฒ่าพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ สะใภ้สามช่างมีความสามารถหลากหลายจริง ๆ
ต่อมาก็ถึงคราวของลู่เหอหรงบุตรชายคนรองของครอบครัวลู่ ส่วนลู่จิ้งซวนก็ไปนั่งรอให้ทุกอย่างเกาะตัว คนอื่น ๆ รีบเข้าไปดู ความตกตะลึงมีให้เห็นบนใบหน้าของทุกคน
นึกถึงเมื่อครู่ที่ไม่เชื่อเหอจิ่วเหนียงพวกเขาก็รู้สึกผิดขึ้นมา
“น้องสะใภ้ เอ่อ…ข้าขอโทษนะ เมื่อครู่พวกข้าไม่ได้ตั้งใจ…”
เหอจิ่วเหนียงเพียงพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร ดี รู้เสียบ้างว่านางไม่พอใจ ให้พวกเขาได้รู้ว่าพวกเขาเป็นฝ่ายที่ต้องขอร้องให้นางช่วย ไม่ใช่นางเสนอตัวจะช่วยพวกเขา
.
เมื่อแผนการดำเนินมาจนถึงสองสามคนสุดท้ายท้องฟ้าก็มืดสนิท เหอจิ่วเหนียงจึงอาศัยแสงจากกองไฟในการทำงานต่อ
สองพี่น้องลู่ คนพี่ได้รับบาดเจ็บที่แขน ส่วนคนน้องมีแผลที่ไหล่ คนอื่นบ้างก็บาดเจ็บที่ขา บางคนก็ที่หน้าอก และยังมีบริเวณหลัง คนเหล่านี้ต้องถอดเสื้อเพื่อสร้างบาดแผล
สตรียุคใหม่อย่างเหอจิ่วเหนียงย่อมไม่ถือสา แต่เหล่าชายฉกรรจ์ในยุคนี้รู้สึกเขินอายเล็กน้อย นางซุนจึงเตือนด้วยท่าทางดุดัน “วันนี้สะใภ้สามของข้าต้องทำเรื่องเสื่อมเกียรติตัวเองเพราะช่วยเหลือพวกเจ้า วันข้างหน้าหากใครกล้านินทาว่าร้ายนาง ข้าจะเป็นคนฉีกปากมันเอง! ได้ยินหรือไม่?”
ทุกคนล้วนตะลึงในความสามารถของเหอจิ่วเหนียง อีกอย่างพวกเขาก็เป็นฝ่ายร้องขอให้นางช่วย แล้วจะกล้าทำเรื่องหักหาญน้ำใจเช่นนั้นได้อย่างไร ดังนั้นไม่ต้องให้นางซุนบอกทุกคนก็พร้อมใจกันพยักหน้าแน่นหนักราวกับโขลกกระเทียม โดยเฉพาะลู่ฟู่กุ้ยที่ยังเอ่ยสำทับ “น้องสะใภ้ยอมช่วยพวกเรา พวกเราซาบซึ้งใจยิ่งนัก พวกเราจะทำร้ายนางได้อย่างไรกันขอรับ อาสะใภ้วางใจได้ หากมีใครกล้าว่าร้ายน้องสะใภ้ ข้าจะเป็นคนสั่งสอนมันเอง!”
“เข้าใจแล้วก็ดี!”
ได้ยินดังนี้นางซุนจึงนั่งลงอย่างพอใจ อุ้มโก่วเอ๋อร์มานั่งตัก
“ท่านแม่เก่งจังเลย!”
โก่วเอ๋อร์ตัวน้อยกินขนมจนเลอะไปทั้งปากราวกับแมวลายเสือ ขณะที่พูดยังทำท่าทางซุกซนอีกด้วย ทำเอานางซุนที่หน้าตาบูดบึ้งพลอยหัวเราะออกมา
“เด็กน้อย ดูซิ หน้าตาเลอะเทอะไปหมดแล้ว!”
หญิงชรายิ้มพลางตำหนิไม่จริงจัง แล้วหาผ้าสะอาดมาเช็ดหน้าให้หลานตัวน้อย
โก่วเอ๋อร์ยกมือทำท่าดีใจ “ท่านย่าเช็ดให้ข้าจนสะอาดแล้ว!”
เมื่อก่อนเด็กคนนี้ก็เหมือนกับมารดาของเขา เงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด หากจะบอกว่าแต่ละวันพูดไม่ถึงสองประโยคก็ไม่เกินจริง อีกทั้งยังเจ็บป่วยออดแอด ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัว จึงทำให้เขามีบุคลิกเซื่องซึมน่าสงสาร
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว หลังจากที่เหอจิ่วเหนียงรอดตายกลับมาได้ ไม่เพียงแค่นางที่เปลี่ยนไป แม้แต่โก่วเอ๋อร์เองก็เปลี่ยนไปด้วย สุขภาพร่างกายดีวันดีคืน กระทั่งกลายเป็นเด็กร่าเริงสดใส ใบหน้ามีรอยยิ้มมากขึ้น
คิดได้เช่นนี้ นางซุนก็รู้สึกตื้นตันใจจากส่วนลึก หากเจ้าสามรู้จะต้องดีใจมากแน่ ๆ
.
ในป่าเขามียุงและแมลงเยอะอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ สร้างความรำคาญให้ทุกคนอย่างมาก เหอจิ่วเหนียงนำลูกประคบสมุนไพรบางส่วนออกมาไว้ในอกเสื้อ จากนั้นเรียกนางหยูเข้ามา “พี่สะใภ้ใหญ่ วันนี้ข้าซื้อสมุนไพรไล่ยุงมา ท่านช่วยเอาไปเผาแล้ววางไว้รอบ ๆ ไล่ยุงทีได้หรือไม่เจ้าคะ”
“อ๋อ ได้สิ!”
นางหยูจัดการทันที นึกไม่ถึงเลยว่าน้องสะใภ้สามจะรอบคอบถึงเพียงนี้ เข้าเมืองรอบเดียวซื้อของมาได้ครบทุกอย่าง
เมื่อคิดว่าครอบครัวตนเป็นครอบครัวใหญ่มีทั้งคนชราและเด็กค่อนข้างเยอะ นางหยูจึงลอบเก็บไว้เองสามอัน ส่วนที่เหลือจึงนำไปแจกจ่าย
ทุกคนรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจมากที่ครอบครัวลู่นึกถึงพวกเขา
เมื่อไม่มียุงรบกวน ไม่นานนักเด็ก ๆ ก็เข้าสู่ห้วงนิทรา ส่วนผู้ใหญ่ก็ไม่ได้สนทนาอะไรกัน เพียงรอให้เหอจิ่วเหนียงวาดบาดแผลเสร็จแล้วจึงจะนอนพัก
เดิมทีคิดว่าเพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าเมื่อเข้าสู่เช้าตรู่ เหอจิ่วเหนียงจะควักเข็มเงินออกมาจากห่อผ้า
.
.
.