คุณหนูในห้องหอ

    บทที่65:ผู้บัญชาการคนใหม่ 65-1

    65

    ผู้บัญชาการคนใหม่

     

              ผู้คนในเมืองอิงหยางทราบข่าวการตายของเจ้าเมืองคนเก่า ในตอนแรกก็มีใจโกรธแค้นอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ทราบว่าเจ้าเมืองคนเก่าร่วมมือกับโจรนอกเผ่า ทำเรื่องผิดศีลธรรม มีส่วนในการค้าทาส ปล้นชิง ฉุดคร่าสตรีที่ไม่ใช่ภรรยาของตน ต่างพากันสาปแช่งดวงวิญญาณด้วยความโกรธแค้น และไม่มีใครติดใจสงสัยในการตายของเขาอีก

    ในขณะเดียวกัน ที่ทำการเจ้าเมืองมีผู้คนมาห้อมล้อม รอยลโฉมเจ้าเมืองคนใหม่กันอย่างคับคั่ง

              ภายในห้องพักในจวนเจ้าเมืองด้านหลังที่ทำการ บุรุษร่างสูงในชุดขุนนางท้องถิ่นกำลังยืนนิ่ง ขณะที่รอให้สาวใช้ร่างเล็กในชุดสีฟ้าอ่อนแต่งตัวให้อย่างว่าง่าย แต่เดิมเขาไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับร่างกายของเขามากนัก โดยเฉพาะสตรี แต่พอรู้ว่าผู้บัญชาการคนใหม่ส่งนางมาเพื่อดูแลเขาโดยเฉพาะ เขาก็ยินดีรับนางไว้อย่างไม่ลังเล

              ดวงตาไห่เถิงจับนิ่งที่ใบหน้าอ่อนเยาว์อิ่มเอิบของสาวใช้ เห็นผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้นก็นึกสนุก เขายกมือขึ้นมาและใช้นิ้วจิ้มที่แก้มนุ่มนิ่มของนางอยู่สองสามครั้งอย่างอดใจไม่อยู่ รสสัมผัสที่ปลายนิ้วก่อเกิดกระแสประหลาด หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างตื่นเต้น แม้จะต้องมาจมปลักในจวนเจ้าเมือง แต่หากมีนางอยู่ใกล้ๆก็คลายความเบื่อหน่ายลงได้มาก

              ชูหลิงถูกแกล้ง นางช้อนตาขึ้นมอง ค้อนใส่ไห่เถิงขณะสอดแขนโอบรอบเอวเพื่อรัดเข็มขัดให้ ตอนที่นางถอยออกห่างปรากฏถูกเขาหนีบแขนไว้แน่น หญิงสาวชะงักใบหน้าร้อนวาบเมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดไห่เถิงมาก อับอายจนหน้าแดงซ่าน ทว่าต่อมาได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินผ่าน ชูหลิงที่อยู่ในท่าโอบกอดเริ่มลนลาน เพราะกลัวว่าจะมีคนมาเห็นและเข้าใจผิด

    “พี่สาว เลิกแกล้งข้าเสียทีเถอะ”นางได้สติ ก็เริ่มตื่นตระหนก

    “กลัวอะไร”ไห่เถิงเหลือบมองที่ประตู ขณะร่างของเขาโยกคลอนตามแรงดิ้นของนาง เขายิ้มอย่างเบิกบาน ยิ่งนางดิ้นก็ยิ่งทำให้เกิดการสัมผัสเสียดสีใกล้ชิดมากขึ้น ก่อให้เกิดความสุขประหลาดล้ำในใจไห่เถิงมาก

    “พวกเขาไม่รู้ อาจเอาไปพูดไม่ดีได้ อีกอย่างพี่สาวกำลังมีหน้าที่การงานที่ดี หากมีข่าวลือไม่ดีออกไป ชื่อเสียงพี่สาวอาจจะเสียหายได้นะ”นางกล่าว“เวลานี้พี่สาวเป็นเจ้าเมือง หาใช่พี่สาวคนเดิมเสียที่ไหน”

    นางคิดเผื่อเขางั้นหรือ ไห่เถิงเลิกคิ้วนึกทึ่งในสติปัญญาของนาง เขาจึงปล่อยนางแต่โดยดี แม้เกิดความเสียดายอยู่บ้าง“พูดได้ดี พูดมีเหตุผล”

              ได้แกล้งชูหลิงคือความสุขของไห่เถิง ในขณะที่คนถูกแกล้งพยายามข่มใจ และรีบช่วยเขาแต่งตัวให้ไวขึ้น นางหันไปหยิบหมวกขุนนางขึ้นมาถือ บุรุษผู้นั้นก็ก้มศีรษะลงเพื่อให้นางสวมหมวกได้สะดวก หลังจากช่วยแต่งตัวให้เจ้าเมืองคนใหม่เสร็จแล้ว สาวน้อยรีบถอยห่างสามก้าว พลางกวาดตามองทั่วร่างไห่เถิงด้วยแววตาชื่นชม

              “พี่สาวใส่ชุดขุนนางแล้วดูดีมากเลยเจ้าค่ะ”นางยิ้มแก้มอิ่มทั้งสองกลายเป็นสีชมพูระเรื่อ

              “จริงหรือ?”ไห่เถิงเห็นแววตาของชูหลิงก็ชอบใจ เขาก้มมองชุดที่ตนเองสวมใส่ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่

    “จริงเจ้าค่ะ พี่สาวใส่ชุดนี้แล้วรูปงามมาก เหมือนกับขุนนางชั้นสูงในวังหลวงเลยค่ะ”

    “ในเมื่อหลิงหลิงชอบ พี่สาวจะขยันใส่ทุกวันก็แล้วกัน” ไห่เถิงกล่าวแล้วส่งยิ้มให้ชูหลิง รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดู ชูหลิงเห็นรอยยิ้มนั้น หัวใจนางเกิดเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่

    “พี่สาวรีบออกไปเถอะเจ้าค่ะ ชาวเมืองมารอนานแล้ว” นางเตือน พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้“อ้ะ จริงสิ...ต่อไปข้าต้องเรียกพี่สาวว่าใต้เท้า ใต้เท้าไห่”

    “เรียกแค่อยู่ต่อหน้าชาวเมืองก็พอ อยู่กับข้าและคนกันเอง เจ้าก็เรียกเหมือนเดิมเถอะ”ไห่เถิงหมุนกายเดินออกจากห้องไปที่ทำการเจ้าเมือง เขาไม่ชินต่อคำเรียกขานว่าใต้เท้า แต่ในเมื่อรับปากจางหลินถงว่าจะทำหน้าที่นี้ เขาก็ต้องทำให้ดีที่สุด

    แต่เดิมเขาไม่เห็นด้วยที่ผู้บัญชาการคนใหม่ยัดเยียดตำแหน่งนี้มาให้ เขาไม่ชอบเรื่องจุกจิกน่ารำคาญ ยิ่งไม่ชอบที่จะต้องไปวุ่นวายเรื่องของคนอื่น โดยเฉพาะการปกครองเมืองที่มีแต่ปัญหาไม่จบไม่สิ้น เขาชอบอยู่อย่างสงบ แต่เพราะค่ายพยัคฆ์ขาวยังอยู่ในวิกฤติ ระบบเดิมๆภายในค่ายยังไม่ถูกปรับเปลี่ยนทั้งหมด จึงมีบางคนที่ยังต่อต้านอยู่อย่างเงียบๆ และที่สำคัญยังไม่สามารถหาคนที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่นี้ ไห่เถิงจึงรับปากว่าจะทำแทนสักระยะ

    ตระกูลของเขาเป็นตระกูลวานิชย์ ได้รับการสั่งสอนให้รู้จักบริหารและค้าขายมาตั้งแต่เล็ก การเป็นเจ้าเมืองดูแลปากท้อง และความสงบของชาวเมืองจึงไม่เกินความสามารถ

     

    องค์รัชทายาท อู๋อ๋อง อู๋สี่ รวมถึงคนของอู๋ฮวนทั้งหมดได้รับการดูแลอย่างดี แม้ทหารในค่ายพยัคฆ์ขาวบางคนยังคงต่อต้านคนสกุลอู๋ ทว่าพวกเขาเห็นผู้บัญชาการคนใหม่ตัดรากถอนโคนโค่นอำนาจต่อต้าน ทำให้พวกเขายำเกรงจึงไม่กล้าวุ่นวายกับแขกที่มาพัก

    การตัดสินใจอันเฉียบขาดของจางหลินถงครั้งนั้น มีทหารที่ต่อต้านตายกลายเป็นอาหารเสือนับร้อยชีวิต แม้แต่หัวหน้ากองอาวุโสหรือแม่ทัพอาวุโสนางยังสังหารได้ พวกเขาที่เป็นทหารในตำแหน่งเล็กมากจะนับเป็นอะไรในสายตาของนาง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจึงทำเหมือนน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิต

    ก็เหมือนกับทหารสองกลุ่มในค่ายพยัคฆ์ขาว กลุ่มหนึ่งเชื่อฟังคำสั่งแม่ทัพใหญ่รั่วหวา กลุ่มหนึ่งเชื่อฟังคำสั่งของกัวเหวินเซิน ดังนั้นเมื่อจางหลินถงที่มีสายเลือดของทั้งสองฝ่ายขึ้นแท่นตำแหน่งผู้บัญชาการ จึงสามารถกุมความจงรักภักดีของทหารสองกลุ่มนี้ไว้ได้ในที่สุด

    หากนับตามลำดับเชื้อสายแล้ว จางหลินถงคือผู้สืบทอดสายเลือดอดีตประมุขเผ่าหั่วจู นางมีทั้งปานอักษร‘หู่’และปราณโลหิตอัคคีพร้อมกันตั้งแต่เกิด เมื่อข่าวลือนี้แพร่ออกไป ทำให้ชาวเมืองอิงหยางและทหารในค่ายพยัคฆ์ขาวต่างเชื่อว่า นางคือปฐมประมุขของเผ่าหั่วจูกลับชาติมาเกิด ทำให้นางได้รับความน่าเกรงขามเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ผู้คนต่างเฝ้ารอและคาดหวังจะได้พบนางสักครั้งในชีวิต

    ทว่าผู้บัญชาการคนใหม่มีงานมากมายเหลือเกิน นอกจากคนสนิทที่ใกล้ชิดมาก และแม่ทัพอู๋ที่เดินตามติดกันจนเป็นเงา ก็ไม่มีใครได้เห็นนางอีก 

     

    ตอนอยู่ในวังหลวง องค์รัชทายาทได้รับการปกป้องคุ้มครอง ได้รับการยกย่องรองลงมาจากฮ่องเต้ แต่เมื่อต้องมาอยู่ในค่ายพยัคฆ์ขาว และเป็นผู้สืบทอดสายเลือดสกุลอู๋ เขาจึงกลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากเข้ามายุ่งมากที่สุด ยามพบหน้า หรือเดินผ่านมีการทำความเคารพตามมารยาท แต่ใจคนเหล่านั้นกลับไม่ได้ยกย่องเขาจากใจจริง คนในเมืองอิงหยาง และค่ายพยัคฆ์ขาวล้วนเกลียดชังคนสกุลอู๋

    “อู๋ซั่วเหยี่ยนเอ๋ยอู๋ซั่วเหยียน ชะตามนุษย์ก็มีขึ้นมีลงเช่นนี้”องค์รัชทายาทปลอบขวัญตนเอง ขณะยืนมองจางหลินถงในชุดบุรุษ ซึ่งเดินนำกลุ่มคนผู้ติดตามจำนวนมากผ่านเรือนพำนักของเขา ข้างกายนางมีแต่บุรุษห้อมล้อม หนึ่งในนั้นคืออู๋ฮวน ว่าที่สามีของนางที่คอยเดินตามตัวเป็นเงา

    เห็นได้ชัดว่าอู๋ฮวนหายดีแล้ว จะว่าไปลูกพี่ลูกน้องผู้นี้ดวงแข็งเสียจริงได้รับบาดเจ็บ ถูกพิษ ถูกลอบฆ่ามาสารพัด แต่รอดชีวิตมาได้เสมอ ไม่เพียงไม่ตายแต่ชะตาชีวิตยังรุ่งเรืองขึ้นมากอีกด้วย

    “น้องชาย เจ้าช่างดวงดี”น่าอิจฉาจริงๆ หากในตอนนั้นบิดาส่งเขาออกไปตามหาทายาทตระกูลกัวแทนลูกพี่ลูกน้องผู้นั้น คนที่เดินเคียงข้างกายนางในวันนี้ก็คงเป็นเขา

    ตามศักดิ์อู๋ฮวนนับเป็นน้องชายของเขา แม้อู๋ฮวนจะเป็นหลานที่บิดาของเขาโปรดปรานมาก แต่เขาสนิทสนมกับอู๋ฮวนน้อยมาก เป็นเพราะเขาถูกเลี้ยงดูให้เติบโตเพื่อสืบทอดบัลลังก์ จึงไม่ได้ให้ความสนิทสนมกับพี่น้องในราชวงศ์เกินความจำเป็น แม้แต่อู๋อ๋องและอู๋สี่ก็ตาม เขารู้ดีที่อู๋ฮวนช่วยเหลือเขา เป็นเพราะคำสั่งของอดีตฮ่องเต้ทั้งสิ้น

    แต่หลังจากตนต้องระหกระเหเร่ร่อน ไร้อำนาจ พบกับความลำบากสารพัด ทำให้ต้องหันหน้ามามองลูกพี่ลูกน้อง และท่านอาที่ตนเคยมองข้ามอย่างถี่ถ้วน หากไม่มีท่านอาและลูกพี่ลูกน้องผู้นี้ เขาคงถูกสังหารตายในวังไปแล้ว วันหน้ายังต้องพึ่งพาพวกเขาเพื่อช่วงชิงอำนาจกลับคืน ดังนั้นควรผูกมิตรไว้ให้มาก เมื่อคิดได้เช่นนั้นความอิจฉาในใจพลันเบาบางลงไปกว่าครึ่ง

    ที่หน้าเรือนพักนัก กลุ่มของจางหลินถงหยุดนิ่งอยู่กลางแดด ในมือข้ารับใช้ผู้หนึ่งถือกระดาษแบบแปลน นางก้มมองกระดาษแผ่นนั้นและหันไปคุยกับอู๋ฮวน ได้ยินว่าจะสร้างเรือนขึ้นอีกหลายเรือน ดังนั้นหลายวันมานี้ นางจึงเดินผ่านที่หน้าเรือนพำนักของเขาบ่อยมาก สีหน้าท่าทางของนางยามพูดคุยช่างเป็นธรรมชาติ มีเสน่ห์น่าค้นหา องค์รัชทายาทเฝ้ามองทุกความเคลื่อนไหวของผู้บัญชาการตัวน้อยทุกฝีก้าว เขาเริ่มซึมซับการพูด การยิ้ม การเดินของนาง ซึมซับทุกกริยาของนางอย่างเงียบๆ

    ในดวงตาของเขาวูบไหว เขาชื่นชมนางเพิ่มมากขึ้นทุกวัน นางไม่ใช่คุณหนูที่อ่อนแอทำอันใดไม่เป็น นางเฉลียวฉลาด นางอายุยังน้อย แต่มีอำนาจอยู่ในมือล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นกำลังทหาร หรือแม้แต่ชาวเมืองอิงหยางก็มอบความจงรักภักดีให้นาง ยกย่องนางดุจอดีตประมุขเผ่าหั่วจูในอดีต นางยอดเยี่ยมเช่นนี้ไม่ว่าบุรุษคนใดก็ต้องหวงแหนคู่หมั้นแบบนางเป็นธรรมดา

    “นั่นผู้บัญชาการกัว ในที่สุดข้าก็ได้เห็นนางแล้ว นางช่างสง่างามจริงๆ”เสียงสาวใช้พูดคุยกันที่ด้านล่างระเบียงหน้าเรือน ทำให้องค์รัชทายาทต้องหันมองด้วยความสนใจ

    “เป็นนางจริงๆด้วย ได้ยินว่านางเกิดที่เมืองหลวง บิดาของนางเป็นคนเมืองหลวง มิน่าเล่านางถึงมีผิวขาวมาก”สาวใช้อีกนางกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับได้เห็นเทพเซียนก็ไม่ปาน

    “ผู้บัญชาการกัวเป็นสตรีที่ข้าชื่นชม นางทั้งงดงามและสง่างาม เสียดายที่นางเป็นสตรี หากนางเป็นบุรุษข้าต้องหาทางปรนนิบัติรับใช้ข้างกายนางแน่”

    “นี่ได้ยินว่านางมีคู่หมั้นแล้วเป็นเชื้อพระวงศ์จากต้าอู๋ พวกเขาเหมาะสมกันมาก ข้าอยากรู้จริงๆว่าพวกเขาจะแต่งงานกันเมื่อใด”

    “นี่เจ้าไม่รู้หรือไร อย่าว่าแต่แต่งเลย ดีไม่ดีอาจต้องยกเลิกหมั้นด้วยซ้ำ”

    “เพราะเหตุใดเล่า”

    “เจ้าคงเป็นคนจากเผ่าอื่นสินะ ข้าจะบอกให้รู้ ผู้บัญชาการกัวนางเป็นทายาทรุ่นสุดท้ายของตระกูลกัว และยังเป็นทายาทรุ่นสุดท้ายของอดีตประมุขเผ่าหั่วจู ตามกฎของเผ่าข้า บุรุษต้องแต่งเข้า สตรีห้ามแต่งออก คู่หมั้นของนางเป็นเชื้อพระวงศ์ก็จริง แต่เชื้อพระวงศ์เช่นจวิ้นอ๋องจะสามารถละทิ้งยศฐาบรรดาศักดิ์ มาแต่งเข้าตระกูลผู้บัญชาการได้อย่างไรกัน ทางต้าอู๋ต้องไม่ยินยอมแน่”

    “จริงด้วย แต่ข้าได้ยินว่าในอดีตมีธิดาเทพแต่งเข้าราชวงศ์ต้าอู๋นี่นา”

    “แต่งก็แต่งได้ แต่สตรีที่แต่งออกก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้ง นางจึงถูกปลดจากตำแหน่งธิดาเทพ และไม่ได้รับสืบทอดอำนาจใดๆจากอดีตท่านประมุขอย่างไรเล่า”

    “แต่แม่ทัพใหญ่รั่วหวาก็แต่งให้แม่ทัพกัวนี่นา”

    “นั่นไม่เหมือนกัน เป็นเพราะแม่ทัพใหญ่รั่วหวาต้องการทายาทสืบทอด จึงจำเป็นต้องแต่ง เวลานี้ทายาทสืบทอดได้กลับมาแล้ว เป็นตายร้ายดีผู้อาวุโสต้องไม่ยินยอมให้นางแต่งออกแน่นอน เจ้าคอยดูเถอะ”

    เสียงพูดคุยกันของสาวใช้ทำให้องค์รัชทายาทเริ่มยิ้มออก หากเผ่าหั่วจูมีทายาทสืบทอดหลายคน เรื่องการแต่งออกอาจเป็นไปได้ แต่ในเมื่อนางเป็นทายาทคนเดียวที่เหลืออยู่ ดังนั้นการแต่งออกจึงเป็นไปไม่ได้ แต่หากอู๋ฮวนจะยอมเป็นฝ่ายแต่งเข้า แน่นอนว่าอู๋อ๋องต้องไม่ยอมแน่ และเขาก็จะไม่ยอมเช่นกัน ราชวงศ์ต้าอู๋หลงเหลือเชื้อพระวงศ์อยู่เพียงน้อยนิด จะให้แต่งเข้าตระกูลสตรีได้อย่างไร

    เขาไม่มีสิทธิ์ได้แต่งนาง อู๋ฮวนก็ไม่มีสิทธิ์ได้แต่งนางเช่นกัน อำนาจในมือของนางก็ยังเป็นของนาง ไม่มีทางตกอยู่ในมือของอู๋ฮวน ในที่สุดเขาเพิ่งตระหนักได้ที่จริงแล้ว อู๋ฮวนไม่มีอะไรให้ต้องอิจฉาเลยสักนิด!

     

    เมืองอิงหยางเป็นศูนย์รวมของชาวเผ่าหั่วจู และชาวเผ่าอื่น แต่เดิมค่ายพยัคฆ์ให้ความคุ้มครองพวกเขา แลกกับการเก็บภาษีรายปี และเสบียงอาหารเข้าไปเลี้ยงทหารในค่าย หลังจากจางหลินถงขึ้นเป็นผู้บัญชาการคนใหม่ และมีผู้ช่วยชี้แนะใกล้ชิดที่มากความรู้ความสามารถเช่นอู๋ฮวน นางจึงปรับเปลี่ยนระบบการปกครองบางประการ โดยยังจัดเก็บภาษีและเสบียงเช่นเดิม เพียงแต่ลดปริมาณลงในจำนวนที่เหมาะสม เพื่อให้ชาวเมืองได้กินอิ่มและมีสำรองในยุ้งฉาง

    นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขกฎหมายหลายข้อ ขับไล่โจรนอกเผ่าออกจากเมือง และส่งทหารหน่วยพยัคฆ์ขาวไปประจำการอารักขาความปลอดภัย ช่วยเป็นหูเป็นตาเพิ่มมากขึ้น เมืองอิงหยางมีเทือกเขาสูงชัน มีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ สินค้าประจำเมืองไม่พ้นของป่า และหนังสัตว์ เพื่อป้องกันการล่าจนสัตว์สูญพันธ์ จางหลินถงและอู๋ฮวนช่วยกันร่างกฎหมายการล่าสัตว์ขึ้นมาควบคุม ทั้งยังเปิดเมืองต้อนรับพ่อค้าต่างแคว้นเข้ามาทำการค้า และเก็บภาษีเพิ่มเติมจากพ่อค้าเหล่านั้น

    ไห่เถิงเป็นผู้หลงใหลความสวยงามสบายตา บ้านเมืองจึงได้รับการซ่อมแซมตกแต่งเสียใหม่ จากเดิมเป็นบ้านเรือนที่เก่ามาก ก็เปลี่ยนเป็นบ้านเรือนใหม่ มีการตกแต่งด้วยการปลูกต้นไม้ ดอกไม้ทั่วเมือง จนร่มรื่นและสะอาดตา ผู้คนยิ้มแย้มมีความสุขและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ข่าวลือที่ว่าเมืองอิงหยางเป็นเมืองนอกรีต มีแต่โจรผู้ร้ายชุกชุมจึงถูกลบเลือนไปทีละนิด

     

    ตั้งแต่จางหลินถงขึ้นเป็นผู้บัญชาการคนใหม่ ค่ายกลที่ปกป้องค่ายพยัคฆ์ขาวถูกปรับเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมด และเปิดใช้งานอีกครั้ง กำแพงค่ายพยัคฆ์ขาวสูงตระหง่านที่เคยมีอยู่พลันหายไป เหลือเพียงทุ่งหญ้าโล่งกว้างราวกับไม่มีเคยมีอยู่

              อู๋ฮวนแต่เดิมรักษาการแม่ทัพกองหลัก จึงถูกแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพกองหลัก รองแม่ทัพจูเจียเทา เดิมเป็นรองแม่ทัพคอยติดตามกัวเหวินเซินได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นแม่ทัพกองหน้า เนื่องจากตำแหน่งนี้ต้องพึ่งพาคนที่มีประสบการณ์สูงและไว้ใจได้มากที่สุด จูเจียเทาผ่านความเป็นความตายมาพร้อมกับจางหลินถง และยังเป็นคนสนิทของท่านตา นางจึงไว้ใจมาก ส่วนต้าเจิงจากเดิมอยู่หน่วยสอดแนมส่งข่าวสาร ได้เลื่อนขึ้นเป็นแม่ทัพกองหลัง ตำแหน่งนี้ก็สำคัญเช่นกัน เพราะต้องคอยส่งกำลังสนับสนุนดังนั้นต้องใช้คนที่มีประสบการณ์ไม่ต่างจากแม่ทัพกองหน้ามาทำงานให้

              ในส่วนของหัวหน้าผู้คุมกฎ จางหลินถงแต่งตั้งเป่าซานขึ้นมาทำหน้าที่แทน เป่าซานดูภายนอกเคร่งขรึม และรักษากฎระเบียบวินัยสูงมาก ทั้งต่อมาเป่าซานเล่าต้นกำเนิดของนางให้จางหลินถงฟัง ว่า นางก็เป็นลูกหลานของเผ่าหั่วจูเช่นกัน มารดาของนางแต่งกับคนต้าอู๋ แต่ครอบครัวนางถูกปล้นบิดามารดาถูกฆ่าตาย

    ตัวนางต้องหนีมาเป็นขอทาน กระทั่งได้พบกับผู้มีพระคุณช่วยดูแลและสอนวรยุทธ์ ต่อมาผู้มีพระคุณป่วยหนัก นางจึงต้องปลอมเป็นชายไปสมัครงานที่สำนักคุ้มภัยของอู๋ฮวนเพื่อหางานทำ แต่ต่อมานางถูกจับได้ว่าเป็นสตรี นางคิดว่านางจะถูกไล่ออก ทว่าอู๋ฮวนไม่ไล่ออก แต่กลับให้เงินไปรักษาผู้มีพระคุณ

    โชคร้ายที่นางกลับไปไม่ทัน ผู้มีพระคุณจากโลกไปเสียก่อน นางจึงอยู่ตอบแทนบุญคุณอู๋ฮวนกระทั่งได้มาเป็นผู้คุ้มกันให้จางหลินถง จางหลินถงสัมผัสได้ว่าเป่าซานไม่ได้โกหก และมีความจริงใจต่อนาง นางจึงเชื่อใจเป่าซานแต่งตั้งให้เป่าซานควบสองตำแหน่ง คือตำแหน่งผู้ติดตาม และตำแหน่งหัวหน้ากองผู้คุมกฎ

              ในขณะที่ตำแหน่งหัวหน้ากองค้าขายก็ไม่พ้นมือไห่เถิง เขาควบสองตำแหน่งเช่นเดียวกัน ส่วนจูซือเจียมีความสามารถด้านการแพทย์ จึงถูกส่งไปยังกองแพทย์ทหาร แต่งตั้งให้นางเป็นหมอหญิง ในขณะที่ชูหลิงถูกส่งให้ไปดูแลไห่เถิง และร่ำเรียนวิชาการแพทย์กับไห่เถิง โดยไม่ต้องมารับใช้จางหลินถงเหมือนเช่นแต่ก่อน

              ข้างกายจางหลินถงจึงไม่มีสาวใช้คนสนิท มีแค่สาวใช้ทำความสะอาด สาวใช้ทำงานหนักที่ประจำในเรือนพักเท่านั้น สาวใช้พวกนี้นางคัดเลือกมาจากการบุกทลายโรงค้าทาสเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกนางเป็นเด็กสาวกำพร้าไร้ครอบครัว ไร้ที่อยู่อาศัย จางหลินถงจึงพาเข้ามาทำงานเป็นสาวใช้ในค่าย หลังจากผ่านความลำบากทำให้นางเข้มแข็ง และช่วยเหลือตัวเองได้มาก ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาคอยแต่งตัวให้เหมือนเช่นแต่ก่อน ภาพคุณหนูในห้องหอถูกลบออกไปทีละน้อย เหลือเพียงผู้บัญชาการกัวที่เข้มแข็ง รูปงามและห้าวหาญ

    ดึกแล้วในหอบัญชาการหลักยังจุดเทียนสว่าง ที่ตำแหน่งประธาน จางหลินถงยังคงนั่นอ่านตำราเล่มเก่า เพื่อศึกษาระบบโครงสร้างการปกครอง และค่ายกลในรูปแบบต่างๆของเผ่าหั่วจู ทหารในค่ายล้วนรับรู้ถึงความสามารถของนาง หลายฝ่ายเต็มใจสวามิภักดิ์ต่อนาง และพร้อมใจเรียกขานนางว่าผู้บัญชาการกัว ตามแซ่ของกัวเหวินเซิน เพื่อให้เกียรติแม่ทัพกกัวเหวินเซินผู้ล่วงลับ ที่ประตูมีเงาคนเคลื่อนไหว ต่อมามันถูกเปิดออก บุรุษผู้หนึ่งถือถาดก้าวเข้ามาและเดินตรงไปหาสตรีร่างเล็กที่ยังนั่งหมกมุ่นอยู่หน้ากองหนังสือกองใหญ่

    อู๋ฮวนวางถาดลงตรงที่ว่าง บนถาดคือยาบำรุงสำหรับสตรี ควันร้อนลอยกรุ่น กลิ่นยาโชยคลุ้ง ถัดจากถ้วยยามีชามเล็กๆข้างในมีผลไม้เชื่อมหวานหลายชนิด เนื่องจากยาบำรุงมีรสชาติขมมาก จางหลินถงไม่ชอบรสขม จึงต้องเตรียมผลไม้เชื่อมมาให้นางกินล้างปากหลังจากดื่มยา อู๋ฮวนเห็นจางหลินถงไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมอง เขาจึงเดินอ้อมไปด้านหลังนาง ดึงหนังสือออกไปวางรวมกับกองหนังสือกองอื่นอย่างถือวิสาสะ

    จางหลินถงมองตามหนังสือแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา นางทำหน้าหยิ่งผยอง พลางกล่าวน้ำเสียงดุดันวางอำนาจ“แม่ทัพอู๋ นับวันท่านชักจะเหิมเกริมมากไปแล้วนะ”

    อู๋ฮวนก้มมองนาง เขาทำหน้าขรึมใส่นางเช่นกัน“ผู้บัญชาการกัว ทำงานดึกดื่นทุกวันไม่ดีต่อสุขภาพรู้หรือไม่ ได้เวลาดื่มยาเข้าพักผ่อนแล้วขอรับ”

    พอได้ยินว่าได้เวลาดื่มยา ใบหน้าดุดันพลันเปลี่ยนเป็นเบื่อหน่าย เตรียมลุกหนี แต่อู๋ฮวนรวบเอวนางได้ก็ยกขึ้นไปนั่งบนโต๊ะ หยิบถ้วยยามาเป่าแล้วยื่นให้นาง

    “พี่ฮวนข้าไม่อยากกินแล้ว”จางหลินถงทำหน้างอแงเหมือนเด็กเล็ก

    “อะไรกัน ตอนควบม้าออกล่าโจรป่า ไม่เห็นจะทำหน้าเช่นนี้เลย”อู๋ฮวนเลิกคิ้ว นึกสงสัยสีหน้าหยิ่งผยองหายไปไหนแล้วเล่า

    “ก็ยามันขมนี่นา”นางเถียง

    “ยาขมเป็นยาดี กลั้นใจดื่มหน่อยเถอะ ช่วงนี้เจ้าผอมลงมากเดี๋ยวจะป่วยเอาได้”เขายื่นถ้วยยาไปใกล้อีก แววตาอ่อนโยนจับนิ่งบนใบหน้าเล็กๆ

    หลายวันมานี้นางโหมงานหนักมากเกินไป พักผ่อนน้อยใบหน้าซีดขาว ร่างกายซูบผอมลงมาก อู๋ฮวนทนเห็นนางทำร้ายตัวเองไม่ได้ นับตั้งแต่นางขึ้นนั่งตำแหน่งผู้บัญชาการ นางต้องรับภาระที่หนักหน่วงทุกวัน ทั้งจัดการปัญหาเล็กน้อยในค่าย เวลากินมีน้อย เวลาพักผ่อนก็น้อยตามลงไป จะไม่ซูบผอมลงได้อย่างไร

    จางหลินถงมองถ้วยยาสลับกับมองคนคะยั้นคะยอ เห็นเขาห่วงใยนางจากใจจริง จางหลินถงยอมรับถ้วยยาพลางเอานิ้วบีบจมูกแล้วกรอกยาเข้าปากดื่มรวดเดียวหมด แล้วส่งถ้วยคืนให้อีกฝ่าย อู๋ฮวนรับถ้วยยาไปวางบนถาด เชาเห็นนางทำหน้าเหยเก เขารีบหยิบผลไม้เชื่อมส่งเข้าปากนางตามไปทันที

    “เก่งมาก ข้าจะให้รางวัล แต่ว่าเจ้าต้องหลับตาก่อน”อู๋ฮวนกล่าว จางหลินถงตื่นเต้นรีบทำตาม พอเห็นนางหลับตาลง เขาจึงจับไหล่นางหมุนมาทางเขา ในขณะที่เขาขยับเข้าไปใกล้นาง...

    คล้ายกับเรื่องคุณหนูในห้องหอ ที่คุณอ่าน