Ethereal เมื่อจอมเวทต้องสู้ระยะประชิด

    64 ตัวตนที่แท้จริง

    “ เป็นยังไงบ้างจ๊ะ คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ”


    แครอลมองดูหลานชาย เช้านี้เขายังคงตื่นมาส่งเธอหน้าบ้านเช่นเดิม นับรวมแล้วเป็นเวลา 7 วันที่หลานของเธอเดินทางมาอยู่ด้วย แม้เธอจะปฎิเสธเงินค่าอาหารและที่พักที่หลานชายออกช่วยก็ตาม อีกฝ่ายกลับโอนมันเป็นค่าขนมให้กับลิลลี่จนเธอต้องยอมรับเอาไว้


    “ ผมลังเลอยู่ครับ ”


    “ มีอะไรงั้นเหรอจ๊ะ หลานตีความต่างออกไปงั้นเหรอ ”


    แครอลมองเห็นใบหน้าของหลานชายที่คล้ำขึ้นเรื่อยๆราวกับวิตกกังวล ดูท่า 7 วันที่ผ่านมาเขาจะวิตกกับการตีความ แอ็กเซลจึงเดินเข้าไปใกล้ๆรถแล้วพูดสิ่งที่เขาตีความใหม่ให้ป้าฟังจนอีกฝ่ายขนลุกไม่ทันตั้งตัว


    “ หลานแน่ใจนะว่ามันแปลความแบบนั้น ”


    “ ใช่ครับ จากที่ผมศึกษามาคำบางคำที่ป้าบอกสามารถแปลความได้แบบที่ผมเล่าให้ฟัง ”


    “ ป้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราวิงวอนต่อสิ่งใด รู้แค่ว่ามันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่และลึกลับ ขอแค่เราศรัทธาต่อมันมากพอเราก็จะฝึกสำเร็จ ป้าไม่อยากให้หลานเดินทางใหม่ แต่ถ้าหลานจะลองดูก็ได้ มันอาจจะเป็นผลดีต่อตัวของหลาน ”


    แครอลที่ทำหน้าเครียดในตอนที่ได้ยินคำแปล เธอกลับเปลี่ยนสีหน้าเร็วไวด้วยการส่งยิ้มให้แก่หลาน 


    “ ป้าไปก่อนนะ ”


    “ ครับ ผมจะลองทำตามการตีความใหม่ ถ้ามันไม่เกิดอะไรผมจะใช้การตีความแบบเดิม ”


    “ ถ้ารู้สึกไม่ดีให้รีบติดต่อหาป้าล่ะ ”


    แอ็กเซลพยักหน้ารับแล้วโบกมือให้ลิลลี่บนรถที่กำลังวิ่งออกไปช้าๆ ก่อนจะหายไปบนถนน เมื่อไม่มีใครอยู่ภายในบ้านแล้วแอ็กเซลจึงเดินกลับลงไปในห้องฝึกแล้วทำความเข้าใจกับทักษะตระกูลใหม่


    ตลอด 7 วันที่ผ่านมาเขาพยายามตีความเพิ่มเติม เผื่อมันจะแปลความได้มากกว่า 2 ฉบับ ฉบับที่ป้าและแม่เข้าใจคือสิ่งที่สืบทอดกันมา ฉบับที่ 2 คือสิ่งที่เขาค้นพบ ส่วนฉบับที่ 3 คือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้นอกเหนือจาก 2 ฉบับ อย่างไรก็ตามการแปลความฉบับที่ 3 กลับล้มเหลว เนื่องจากว่าประโยคมันไม่สอดคล้องกัน เขาจึงมั่นใจว่าการแปลความมีเพียง 2 ฉบับเท่านั้น


    หลังจากตัดสินใจว่าเขาจะลองใช้การตีความฉบับที่ 2 ในการฝึกทักษะประจำตระกูล แอ็กเซลก็ได้เรียกเจ้าตัวน้อยทั้ง 6 ออกมารอบๆเพื่อให้พวกมันคอยช่วยเหลือเขาหากว่าเกิดอันตราย 


    ตาทั้งสองหลับลงแล้วพาจิตของตนเองไปอยู่ใกล้ๆคอร์ไดฟ์ ไม่มีการชักนำพลังหรือการโคจรพลังแต่อย่างใด ทุกอย่างเกิดขึ้นที่จิตของเขาเท่านั้น การฝึกทักษะคือการท่องประโยค 2 ส่วนที่ป้าบอกซ้ำๆแล้วตีความมันจนคิดว่าประโยคที่พูดคืออะไรเมื่อถึงจุดๆหนึ่งภายในร่างของเขาจะก่อเกิดทักษะขึ้นมา 


    “ แม่คะ พี่แอ็กเซลล่ะ ”


    ลิลลี่กลับบ้านมาในช่วงค่ำ เธอยังไม่เห็นพี่ชายและเจ้าตัวน้อยที่คอยเล่นกับตนเองจึงสอบถามแม่ที่เดินลงไปยังชั้นใต้ดินของบ้าน


    “ พี่เขากำลังฝึกอยู่จ้ะ เจ้าตัวน้อยพวกนั้นกำลังรอช่วยเหลือพี่แอ็กเซลหากว่าฝึกผิดพลาด หนูอย่าลงไปรบกวนพี่เขานะ ”


    “ ค่า หนูจะรอให้พี่ออกมาก็แล้วกัน หนูไปเล่นกับคุณแบร์ก่อนนะคะ ”


    แครอลยิ้มให้ลูกสาวจนอีกฝ่ายวิ่งกลับเข้าไปในห้อง คืนนี้เธอคงไม่ต้องปลุกแอ็กเซลเพราะอีกฝ่ายกำลังทำความเข้าใจกับทักษะ เธอรู้สึกตกใจกับภาพที่เห็นเป็นอย่างมาก รอบๆตัวของแอ็กเซลในตอนนี้ปรากฎออร่าพลังงานสีดำราวกับว่ามีคนนำน้ำมันราดลงไปบนตัวเขาแล้วจุดไฟเผา โดยไฟนั้นเป็นสีดำดูน่าหวาดหวั่น


    เพียงแต่ว่าพลังงานสีดำที่พวยพุ่งออกมาจากร่างแอ็กเซลคือเครื่องแจ้งเตือนบอกให้รู้ว่าเขาเข้าใกล้ปลายทางแล้ว เธอและพี่สาวฝึกทักษะนี้พร้อมกัน หากมีคนหลับตาเข้าฌานจะต้องมีคนนั่งลืมตาดูอีกฝ่ายป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น เธอจึงเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอดระยะการฝึก การที่แอ็กเซลมีพลังงานสีดำพวยพุ่งออกมาจากร่างทั้งๆที่ตั้งใจฝึกจริงจังเพียง 1 วันจึงทำให้เธออดตกใจไม่น้อย


    “ จะต้องใช้เวลากี่วันกันนะ ”


    แครอลเดินไปห้องครัว เธอทำกับข้าวทิ้งเอาไว้พร้อมกับเขียนโน๊ตเผื่อแอ็กเซลจะเข้ามาเห็น หลังจากนั้นเธอก็เข้านอน



    “ พี่แอ็กเซลยังไม่ตื่นเหรอคะ ”


    ลิลลี่พูดด้วยท่าทางงัวเงีย เธอเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วเหลือแค่กินข้าวเช้าจากนั้นก็เดินทางไปโรงเรียน เพียงแต่ว่าวันนี้เธอไม่เห็นพี่แอ็กเซลและเจ้าตัวน้อย


    “ พี่ยังฝึกอยู่จ้ะ อย่าไปรบกวนพี่เขานะ ”


    “ ค่า หนูรู้ว่าจะเกิดอันตรายขึ้นหนูจะไม่ไปรบกวนแน่นอน ”


    ลิลลี่คุยเล่นกับตุ๊กตาหมีต่อไป จากนั้นเธอก็เดินตามแม่ไปขึ้นรถมุ่งหน้าออกจากบ้าน  แครอลรู้สึกทึ่งเล็กน้อยหลังจากเห็นว่ามื้อค่ำของเมื่อคืนแอ็กเซลไม่ได้แตะมัน เช้านี้เขาก็ยังไม่กินสิ่งใดเช่นเดิม จากการตรวจสอบแอ็กเซลยังคงอยู่ในท่านั่งสมาธิเธอจึงไม่ได้รบกวน


    ---------------------------------------------------------------


    “ ให้ตายสิ สถานการณ์บ้าๆนี่มันอะไรกัน แบบนี้จะได้ล่าไหมเนี่ย ”


    เมสันพูดด้วยท่าทางหัวเสียไม่น้อย หลายวันที่ผ่านมานี้ทีมของเขาต่อสู้กับนักศึกษาต่างสถาบันมากกว่าฆ่ามอนสเตอร์  ความเกลียดชังที่มีต่อหัวขโมยแห่งแสงทำให้สถาบันทั้งหมดมุ่งเป้ามาที่สถาบันโนวาไพร์ม การแย่งพืชกลายพันธุ์ การแย่งมอนสเตอร์ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนทำเมื่อเจอว่ากลุ่มที่ล่าอยู่มาจากสถาบันโนวาไพร์ม


    อย่างไรก็ตามสถาบันโนวาไพร์มกลับตอบโต้ด้วยการเล่นงานพวกที่เข้ามาวุ่นวายและสร้างปัญหา สิ่งที่ตามมาจึงกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างนักศึกษาด้วยกัน  สถาบันโนวาไพร์มที่ถูกเล่นงานเริ่มจับกลุ่มกันใหญ่ขึ้นเพื่อโต้กลับ ส่งผลให้เกิดสงครามระหว่างสถาบันในสนามรบปฐมภูมิจนทำให้พื้นที่ล่าแต่ละแห่งวุ่นวายเพราะไม่มีใครใช้กฎเดิมอีกต่อไป


    มอนสเตอร์แต่ละตัวที่ถูกพบ มีกฎอยู่ว่าเมื่อมีคนต่อสู้อยู่จะต้องไม่มีใครเข้าไปวุ่นวาย ตอนนี้กลับเปลี่ยนไป หากว่าสถาบันที่ล่ามอนสเตอร์ตัวนั้นคือโนวาไพร์ม นักศึกษาต่างสถาบันไม่จำเป็นต้องไว้หน้า พวกเขาสามารถเข้าไปแย่งได้เลยและยังมีนักศึกษาสถาบันอื่นคอยช่วยเหลือ ถ้าหากว่าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะสถาบันโนวาไพร์มได้


    แต่ทว่าการแย่งมอนสเตอร์จากสถาบันโนวาไพร์ม กลับทำให้สถาบันนี้เปลี่ยนร่างกลายเป็นหมาบ้า แต่ละวันที่พวกเขาถูกแย่งมอนสเตอร์ไปต่อหน้า เริ่มเปลี่ยนแนวคิดพวกเขาใหม่ สถาบันโนวาไพร์มจึงจัดตั้งกลุ่มใหญ่แล้วเข้ากวาดล้างพื้นที่แต่ละแห่งไม่สนหน้าใครทั้งหมด  ด้วยกลุ่มที่ใหญ่ของสถาบันโนวาไพร์มทำให้สถาบันอื่นๆต้องร่วมมือกัน แต่สุดท้ายผลที่ออกมากลับเป็นสถาบันโนวาไพร์มที่เอาชนะได้เสมอ


    ซึ่งการเอาชนะของสถาบันโนวาไพร์มกลับเพิ่มความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น จึงเกิดกลุ่มคนต่อต้าน แม้จะไม่สามารถเอาชนะได้ พวกเขาจะคอยไล่มอนสเตอร์ออกไปจากพื้นที่ล่าของสถาบันโนวาไพร์ม จนทำให้การล่าในแต่ละวันสังหารมอนสเตอร์ได้เพียงน้อยนิด


    โดยการปะทะกันของเหล่านักศึกษาแต่ละสถาบัน ทางฝั่งสหพันธ์กลับไม่ได้ยื่นมือเข้ามาระงับเหตุ เนื่องจากว่าการปะทะกันยังอยู่บนกฎ ไม่มีใครละเมิดกฎห้ามสังหารกันในสนามรบปฐมภูมิ ต่อให้จะมีคนร้องเรียนหัวขโมยแห่งแสงหรือนักศึกษาสถาบันโนวาไพร์ม สิ่งที่ถูกร้องเรียนกลับใช้วิธีทั่วไปของเหล่าแชมเปี้ยน ผู้แข็งแกร่งได้รับสิ่งที่คู่ควร ดังนั้นการปะทะกันของเหล่านักศึกษาทางสหพันธ์จึงไม่ได้เข้ามาจัดการ


    “ เฮ่ยเมสัน!  แกดูนี่ ”


    ขณะที่กำลังนั่งพักกับเพื่อนร่วมทีม เมสันได้มองไปยังเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านข้างพลางมองไปยังโทรศัพท์ที่ฉายภาพบางอย่างขึ้นไปบนอากาศ  ภาพฉายได้ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันมองพร้อมๆกัน ก่อนที่ทุกคนจะเบิกตาโตเมื่อเห็นข่าวใหม่ที่โพสต์ 


    “ ไอ้บ้าเอ๊ย เพื่อนแกทำให้เราซวยไอ้เมสัน ”


    “ เฮ่ย !” เมสันไม่ได้สนใจเสียงด่ารอบข้าง หลายคนเพียงแค่บ่นให้ข่าวใหญ่ที่กำลังถูกโพสต์และรีโพสต์ซ้ำๆจนกระจายไปไกล


    สิ่งที่เมสันเห็นอยู่ในตอนนี้คือข่าวใหม่เกี่ยวกับหัวขโมยแห่งแสง ภายในข่าวมีชายคนหนึ่งไม่ระบุตัวตนออกมาเปิดโปงหัวขโมยแห่งแสง โดยเขาระบุว่าตนเองมีสกิลที่สามารถติดตามตัวเป้าหมายได้โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว


    จากภาพและวีดีโอที่โพสต์ขึ้นอินเทอร์เน็ตได้สร้างความตกใจให้เมสันไม่น้อย เนื่องจากเจ้าของโพสต์ถ่ายวีดีโอตอนใช้สกิลเอาไว้ด้วย


    สกิลของเขาที่ใช้ออกไปคือการติดเครื่องหมายตามตัว มันไม่มีคลื่นพลังปลดปล่อยออกมาจึงไม่สามารถตรวจจับได้ หลังจากที่ใช้สกิลกับหัวขโมยแห่งแสงที่เข้ามาปล้นพืชกลายพันธุ์ต้นหนึ่ง เจ้าของโพสต์ก็เริ่มไล่ตามหาสัญลักษณ์จากสกิลที่ใช้ออกไป โดยเขาได้ไปดักรอที่ทางขึ้นยานอวกาศเดินทางออกไปจากพื้นที่ล่าล่าสุดที่หัวขโมยแห่งแสงปรากฎตัว นอกจากนั้นแล้วเขายังเดินทางไปดักรอในฐานที่ถูกคาดการณ์ว่าหัวขโมยแห่งแสงเดินทางไปที่นั่น 


    ภายในวีดีโอตัวที่สองที่โพสต์อยู่ข้างกัน ดันไม่มีชายสวมชุดสีดำที่ถูกเรียกว่าหัวขโมยแห่งแสง ภายในวีดีโอเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งหน้าตาหล่อเหลากำลังเดินเข้าไปในฐานของดาวโนวา โดยใบหน้านี้นักศึกษาปี 2 ของสถาบันโนวาไพร์มรู้จักกันดี 


    เพื่อให้ทุกคนเชื่อว่าสกิลตามตัวทำงานถูกต้อง ผู้ใช้สกิลจึงเปิดใช้งานสกิลหน้ากล้อง ส่งผลให้บริเวณคอของแอ็กเซลปรากฎสัญลักษณ์สีดำรูปดาวครู่หนึ่งก่อนที่มันจะจางหายไป โดยมันเป็นรูปดาวดวงเดียวกันกับที่อยู่บนคอของหัวขโมยแห่งแสง


    “ ไอ้เมสัน เพื่อนแกทำให้เราซวย บ้าเอ๊ย ”


    เสียงบ่นยังคงส่งมาให้เมสันเรื่อยๆ เขากลับไม่ได้สนใจ พยายามไล่ดูโพสต์บนอินเทอร์เน็ตเพราะอยากรู้ว่ามันเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม  ข่าวที่กำลังถูกพูดถึงสร้างมาจากกลุ่มคนที่ชิงชังเพื่อนของเขาหรือเปล่า


    อย่างไรก็ตาม ทุกคนกลับเชื่อว่ามันเป็นข้อมูลจริง ต่อให้จะมีคนแย้งก็ตาม คนที่เห็นด้วยกลับมีมากกว่าจึงทำให้ข้อความของผู้ที่มั่นใจว่าแอ็กเซลคือหัวขโมยแห่งแสงโพสต์เต็มไปหมด แต่ละคนด่าทอ บางคนแสดงความต้องการต่อสู้กับเขา หากเจอในพื้นที่ล่าจะทำอย่างไรกับเขาบ้าง  แต่ละข้อความที่เมสันเห็นทำให้เขาต้องรีบเตือนเพื่อน การล่าภายในสนามรบปฐมภูมิคงต้องหยุดถาวร ไม่อย่างนั้นเขาจะถูกล่า


    “ ไอ้บ้านี่มันไปที่ไหนอีก ทำไมไม่รับสาย บ้าเอ๊ย ”


    ข้อความแล้วข้อความเล่าส่งให้เพื่อน ในระหว่างนี้เมสันก็พยายามโทรติดต่ออีกฝ่าย เพียงแต่ว่าเพื่อนของเขาไม่ยอมรับสาย เมสันจึงติดต่อไปทางตระกูลให้ช่วยตรวจสอบการเดินทางของแอ็กเซลให้ ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้เดินทางกลับมาที่สนามรบปฐมภูมิเป็นเวลาครึ่งเดือนแล้ว


    “  ขอให้แกฝึกอยู่ที่ไหนสักแห่งก็แล้วกัน แต่อย่างน้อยก่อนที่แกจะกลับมาล่า ขอให้แกดูโทรศัพท์ด้วยเถอะ ”


    เมสันพิมพ์ข้อความยาวเหยียดทิ้งเอาไว้เตือนเพื่อนของตนที่ไม่รู้ว่าตอนนี้หายหัวไปที่ไหน .




    คล้ายกับเรื่องEthereal เมื่อจอมเวทต้องสู้ระยะประชิด ที่คุณอ่าน