สวีหยางอี้ก้มดูนาฬิกาอีกครั้ง ตอนนี้เป็นเวลาตีหนึ่งตรง
“ปี ค.ศ. 2000 ประเทศหวาซย่าได้รวบรวมเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา ด้านพันธุศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ทั่วทั้งประเทศเพื่อวิจัยคิดค้นสุดยอดอาวุธสังหารขึ้นมาสามชิ้นด้วยกัน”ท่านอาวุโสปี้ปัวพูดขึ้นเสียงเรียบ “สิ่งพวกนี้เป็นอาวุธสังหารไร้เทียมทานของจริงเป็นอาวุธที่สามารถต้านทานพลังในระดับจินตันได้ นี่เป็นไพ่ตายใบแรกของรัฐบาลหวาซย่า”
สวีหยางอี้นิ่งเงียบไม่พูดแทรก แม้ท่านอาวุโสปี้ปัวจะเปิดด้วยประเด็นที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาต้องการเท่าไรแต่เขาก็ตั้งใจฟังต่อไป
“อารยธรรมการฝึกตน ช่างเป็นคำพูดที่สวยหรูเหลือคณาแต่ว่ามันเป็นเพียงเปลือกนอกอันเปราะบางที่ห่อหุ้มสภาพไร้สมดุลที่แท้จริงเอาไว้เฉยๆบุคคลระดับสูงของทุกเผ่าพันธุ์ต่างระมัดระวังความสัมพันธ์อันเปราะบางนี้มาตลอดเจ้ารู้หรือไม่ทำไมต้องระวังกันแบบนี้?”
ไม่ทันรอให้สวีหยางอี้เอ่ยปากตอบ เงาสีดำตะคุ่มในหมอกหนาก็ชิงพูด“คำตอบเดาง่ายยิ่งนัก... ต่างฝ่ายต่างต้องการยึดครองทรัพยากรและสิ่งของทรงอานุภาพทั้งหลายมาเป็นของตัวเองยังไงล่ะ...มนุษย์ล่วงรู้ความลับและครอบครองของวิเศษล้ำค่ามากมายในโลกผู้ฝึกตนพวกเขาต้องการยึดครองโลกของผู้ฝึกตน... และสำหรับฝั่งของโลกผู้ฝึกตนเองก็มองพวกมนุษย์เป็นมดปลวกมาตลอด หากไม่มีขีปนาวุธหรือระเบิดนิวเคลียร์โผล่ขึ้นมาปานนี้พวกผู้ฝึกตนคงฆ่าล้างเผ่าพันธ์พวกมนุษย์ไปตั้งนานแล้ว”
“แล้วความคิดแบบนี้จะส่งผลอะไรในอนาคตล่ะ? คำตอบก็คือ‘สงครามเย็น’ เหมือนประเทศฮวาฉี[1]กับประเทศซาหู[2] ความตรึงเครียดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น จนกลายเป็นชนวนสงครามในที่สุด”ท่านอาวุโสปี้ปัวเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่ช้าไม่เร็ว
“ไพ่ตายใบที่สองของฝั่งรัฐบาลหว่าซย่าก็คือองค์ความรู้ศาสตร์วิชาลี้ลับต่างๆ ของสามมหาลัทธิ ได้แก่ลัทธิพุทธ ลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อ....ทั้งสามลัทธินี้ต่างยืนอยู่ฝั่งมนุษย์ เพราะศาสดาของลัทธิเหล่านี้ต้องการนำพามวลมนุษย์สู่หนทางการหลุดพ้น โดยให้พวกเขาจุดธูปภาวนานึกถึงคำสอนต่างๆและเดินตามรอยศาสดาของตน เรียนรู้ค้นหาแก่นธรรมการสดับฟัง... แต่ต่างจากฝั่งผู้ฝึกตนที่มักจะฝึกตนโดยยึดตัวเองเป็นที่ตั้งเป็นการฝึกตนเพื่อบรรลุในระดับปัจเจก แม้เชื่อในเรื่องเทพเจ้าแต่หาได้เคารพยำเกรงไม่ สิ่งที่พวกเราฝึกฝนขัดเกลากัน คือวิถีของตัวเองคือแก่นสัจจะของจิตตัวเอง เพื่อให้ตัวเองบรรลุกลายเป็นเทพเจ้า”
เขาคลี่ยิ้มเอ่ย “สหาย ฉันขอเตือนด้วยความหวังดีหากโลกนี้ยังมีผู้ฝึกตนขั้นหยวนอิงหลงเหลืออยู่จริงพวกเขาจะต้องอยู่ในลัทธิที่สืบทอดกันมาหลายพันปีอย่างสามลัทธินี้อย่างแน่นอน”
สวีหยางอี้ยังคงตั้งใจฟังและจดจำสิ่งที่ได้ยินทั้งหมดไว้ในใจ
“ส่วนไพ่ตายใบสุดท้ายก็คือ... สิ่งที่อยู่กับตัวเจ้าอย่างอาวุธราชันย์”
“จักรพรรดิทุกคนในประวัติศาสตร์ต่างครอบครองมหาโชคลาภอันยิ่งใหญ่ของยุคสมัยนั้นๆอยู่ในมือ และสิ่งเหล่านั้นถูกเรียกว่า ‘อาวุธราชันย์’ ...บางก็ว่าจักรพรรดิที่ครอบครองมันส่วนมากต่างสวรรคตเคียงข้างสิ่งนี้บ้างก็ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเคยอาบเลือดของจักรพรรดิในสมัยนั้นๆ มาแล้ว...”
“ยกตัวอย่างเช่นดาบสังหารอสรพิษของจักรพรรดิหลิวปังแห่งราชวงศ์ฮั่นหรือตราแผ่นดินหยกที่หายสาบสูญสมัยราชวงศ์ฉิน...สิ่งเหล่านี้ล้วนเรียกว่าอาวุธราชันย์ ซึ่งอาวุธราชันย์เหล่านี้ได้ดูดซับพลังอำนาจและพลังโชคลาภทั่วทั้งแผ่นดินหวาซย่าในยุคสมัยนั้นๆมากักเก็บไว้ที่ตัวมัน ทำให้มีอานุภาพทำลายสูงยกตัวอย่างเช่นดาบสังหารอรพิษที่ฝังไว้ใต้ดินในนครจิงตู...หากผู้ฝึกตนลงมือกับเผ่ามนุษย์เมื่อไหร่ ต่อให้เป็นจู้จีหรือจินตันขั้นสมบูรณ์ก็แทบไม่มีทางรอด”
“พวกมนุษย์เชื่อว่าอาวุธราชันย์คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองมวลมนุษย์”น้ำเสียงเปี่ยมประสบการณ์ของท่านอาวุโสปี้ปัวยังคงดำเนินต่อ“วีรบุรุษที่มีชื่อเสียงทุกคนในประเทศหวาซย่า เมื่อพวกเขามีโอกาสฝึกตนพวกเขาจะต้องกลายเป็นหยวนอิงเจินจวินอย่างแน่นอนพวกเขาเหล่านั้นเป็นอัจฉริยะไร้เทียมทานหนึ่งในแสนเลยก็ว่าได้...และเมื่อพวกเขาตายไป ดวงวิญญาณของพวกเขาก็ยังคงกล้าแกร่งและกลายเป็นผู้พิทักษ์ที่คอยปกปักษ์รักษาผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ไว้...”
“เจ้าอาจมองไม่เห็น...” ดวงตาสีเขียวเรืองรองเงยมองหมู่ดามท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี“แต่ว่าฉันมองเห็น...”
“ตั้งแต่ยุคบรรพกาล พวกเขา... ยังคงสถิตอยู่เพื่อปกป้องคุมครองโลกของผู้ฝึกตนตามประวัติศาสตร์ของประเทศหวาซย่าแล้ว มีราชาทั้งหมดสามสิบสองคน ก่อนตายพวกเขาได้ฝังอาวุธราชันย์ของตัวเองเอาไว้อาวุธราชันย์เหล่านี้ถูกลงอาคมสกัดกั้นอยู่ ไม่งั้น... หากมนุษย์ธรรมดาเจอเข้าพวกเขาจะตกไปเป็นทาสพลังของมัน ด้วยพลังอานุภาพของมันที่ทรงพลังเหนือกว่าขุมพลังสุดยอดของฝั่งโลกมนุษย์และโลกผู้ฝึกตนสิ่งนี้จึงกลายเป็นไพ่ตายใบสำคัญของฝ่ายที่ครอบครองมัน”
สวีหยางอี้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นในใจ เขาไม่คิดไม่ฝันว่ากล่องจิ๋วนี้จะเป็นอาวุธอย่างเหล่าราชา
มีตำนานแบบนี้ด้วยเหรอ?
เรื่องแบบนี้... สวีหยางอี้ไม่เคยอ่านเจอจากหนังสือเล่มไหนมาก่อนเลยเป็นความลับทางประวัติศาสตร์ที่เล่าขานกันนอกตำรางั้นเหรอ?
เขากำกล่องจิ๋วเงียบๆ
ถ้าหาก... นี่เป็นอาวุธราชันย์จริงๆ
ถ้างั้น... มันมีความเกี่ยวข้องกับราชาท่านไหนกัน?
สวีหยางอี้เคยเห็นพลังของมันมาก่อนหากอาวุธราชันย์คือสิ่งที่ท่านอาวุโสปี้ปัวอธิบายมาจริงๆถ้างั้นทุกอย่างก็สมเหตุสมผล
ว่าแต่...ทำไมจูหงเสวี่ยถึงกลัวมันขนาดนั้น?
“แต่ว่า... สิ่งที่อยู่ในมือของเจ้าน่ากลัวเสียยิ่งกว่า... อาวุธราชันย์ยิ่งนัก...”ท่านอาวุโสปี้ปัวพูดถึงของสิ่งนี้ด้วยดวงตาเขียวเรืองรองที่สั่นไหวรำไรและน้ำเสียงเจือแววหวาดหวั่น
ครั้งแรกที่เขาเห็นของสิ่งนี้ ก็รู้ทันทีว่ามันคืออะไร!และอยากจะแย่งเอามาเสียตอนนั้น!
นี่เป็นสิ่งของในตำนาน!
ตอนที่สวีหยางอี้พบเจ้าสิ่งนี้ มันก็... ก็ยอมรับในตัวสหายคนนี้ทันที!
ยอมรับในวิถีของเขา! ยอมรับในแก่นแท้แห่งตัวตนของเขา!
แต่ตอนนี้ ความคิดอยากแย่งสิ่งนี้มาของท่านอาวุโสปี้ปัวได้หายไปอย่างสิ้นเชิง
ของสิ่งนี้เป็นสิ่งของในตำนานที่เก่าแก่เกินไปเขาไม่เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงทดลองใช้มัน ครั้งแรกมันจะปกป้องเจ้าของเอาไว้แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าครั้งที่สองมันจะปกป้องเจ้าของไว้อีก!
“สหาย...” ท่านอาวุโสปี้ปัวปรับอารมณ์ของตัวเองสักพัก “ประเทศหวาซย่ามีทั้งหมดสามสิบกว่ามณฑล แต่ละมณฑลล้วนมีอาวุธราชาพวกนี้ฝังอยู่ที่ไหนสักแห่งแต่... ส่วนใหญ่มักเป็นอาวุธราชันย์ที่ตายแล้ว เพราะว่าถูกฝังหลังจากราชาองค์นั้นสวรรคตดังนั้นจึงถูกเรียกว่าอาวุธราชันย์ที่ตายแล้ว หรือก็คือ ‘อาวุธราชันย์ตาย’”
“เจ้าอาจไม่รู้ ในสมัยโบราณ เวลาเหล่าราชาจากโลกนี้ไปสิ่งของเครื่องใช้ติดตัวเขาทุกชิ้นรวมถึงนางสนมและขันทีก็ต้องฝังไปพร้อมกับเขาด้วย! แน่นอนว่าจะต้องเป็นกลุ่มคนที่สนิทชิดใกล้ตอนฝัง เงื่อนไขสิ่งเดียวที่พวกเขาให้ความสำคัญก็คือ‘อย่าให้อาวุธราชันย์หลุดรอดไปสู่โลกภายนอก’”
“แต่ก็มักจะมีกรณียกเว้น...เพราะมีผู้ครอบครองอาวุธราชันย์บางคนที่มีจิตเคียดแค้นจากอยุติธรรมบางอย่างและมีเจตจำนงไม่อยากตายฝังแน่นพวกเขาเหล่านั้นถูกฝังลงดินไปพร้อมกับคำสาปแช่งและความเคียดแค้นดังนั้นอาวุธราชันย์ของราชาเหล่านี้ ถูกเรียกว่า ‘อาวุธจุติราชันย์’ และ‘อาวุธราชันย์เป็น’”
“อาวุธราชันย์เป็น นับได้ว่าเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์โบราณเลยก็ว่าได้! ราชาที่ตายไปอย่างปกติไร้เจตจำนงใดๆไม่สามารถสร้างอาวุธราชันย์เป็นขึ้นมาได้ ราชาสภาพใกล้ตายที่มีเจตจำนงเคียดแค้นต่อความอยุติธรรมเท่านั้นที่สามารถสร้างอาวุธราชันย์เป็นขึ้นมาได้...ส่วนอาวุธจุติราชันย์... ก็คือมหาศาสตราเวทอันไร้เทียมทานชิ้นหนึ่ง!มันถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อรับใช้ ปกป้อง และยอมรับเจ้าของแค่คนเดียวไปตลอดชีวิตซึ่งก็คือราชาจักรพรรดิ และเมื่อมันเลือกผู้สืบทอดคนใหม่มันก็ผูกดวงชะตาเขากับผู้ครอบครองทันที...”
ท่านอาวุโสปี้ปัวหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มขึ้น “และคนคนนั้นจะเป็นมีความมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับราชาจักรพรรดิและจะต้องยอมรับเจตจำนงของราชาจักรพรรดิเพียงหนึ่งเดียวเมื่อหลายพันปีก่อนให้ได้!”
“ตลอดเวลาห้าพันปีของประวัติศาสตร์ประเทศหวาซย่า...มีเพียงอาวุธจุติราชันย์เพียงชิ้นเดียวที่ถือกำเนิดขึ้นมันจะนำพาโชคชะตาครั้งยิ่งใหญ่มาสู่ผู้ที่ครอบครอง”
--------------------------------------------------------------------------------
[1] ประเทศฮวาฉี คือสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน
[2] ประเทศซาหู คือสหภาพโซเวียตหรือประเทศรัสเซียในปัจจุบัน