สะท้านภพ สยบแผ่นดิน

    บทที่ 2 พยานการประลอง



    error loaded





    เสียงปะทะของลมปราณดังกึกก้องไม่ขาดสาย แรงลมจากการปะทะกันของสุดยอดฝีมือแผ่กระจายจากยอดเขาโดดเดี่ยวมาจนถึงภูเขาข้างเคียง
    กัวจื่อซินเพ่งมองอย่างไรก็ไม่อาจมองตามการเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายทัน มันถือดีว่ามีลมปราณแนวทางที่เพิ่มพูนประสาทสัมผัสทุกส่วนก็ยังไม่อาจเห็นชัดตา ได้แต่ปากอ้าตาค้างไปกับความรวดเร็วและกระแสลมปราณที่พุ่งกระจายมาถึง
    สะเก็ดหินก้อนหนึ่งโดนกระแสพลังพัดกระเด็นมา กัวจื่อซินก้มหน้าหลบ สายตามันจึงมองไปเห็นคัมภีร์ที่วางอยู่บนก้อนหินตรงจุดที่หลวงจีนใหญ่เคยนั่ง
    กัวจื่อซินรีบหยิบคัมภีร์เล่มนั้นขึ้นมาดู มันเปิดผ่านๆ ทั้งเล่มด้วยดวงตาเป็นประกาย คัมภีร์เล่มนี้ถึงกับเป็นเคล็ดวิชาลมปราณและเพลงหมัดชุดหนึ่ง
    มันกระหยิ่มใจที่ได้ลาภลอยชิ้นนี้ แต่พอนึกถึงแนวทางลมปราณของมันอาจเป็นข้อจำกัดทำให้ไม่สามารถฝึกวิชาจากคัมภีร์นี้ได้ก็เปลี่ยนเป็นถอดถอนใจ
    'มารดามันเถอะ หลายปีก่อนเหนื่อยยากค้นหาถ้ำลับกับยอดคนเร้นกายแถบนี้นานนับปีกลับไม่พบเจอ แต่ตอนนี้พอสำเร็จวิชาลมปราณขั้นต้นจากอาจารย์แล้ว กลับประสบคัมภีร์ยุทธ์ที่ดูแล้วลึกล้ำเล่มหนึ่ง หรือจะให้มันสลายลมปราณที่ฝึกมาเพื่อเริ่มต้นฝึกใหม่อีกครั้ง'
    กัวจื่อซินได้แต่ก่นด่าวาสนาตัวเองในใจ เสียงประมือกันของหลวงจีนกับบุรุษชุดเลิศหรูเรียกสายตามันกลับไปมองอีกครั้ง
    หลังจากปะทะกันผ่านไปรอบหนึ่งทั้งสองฝ่ายก็หยุดมือชั่วคราว
    บุรุษชุดเลิศหรูเก็บฝ่ามือไว้ด้านหลังพลางทอดถอนใจ กล่าวว่า“ลมปราณมหาบรรพตของไต้ซือสมกับเป็นยอดวิชาของสถาบันสงฆ์”
    หลวงจีนใหญ่ยิ้มพลาง กล่าวตอบ“อาตมาท่องเที่ยวทั่วแผ่นดิน การประมือครานี้นับเป็นครั้งแรกที่ต้องลงมืออย่างสุดกำลัง พระองค์สมกับที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของแนวทางพรต”
    บุรุษชุดสูงศักดิ์ยิ้มอย่างถ่อมตนพลาง กล่าววาจา“นั่นเป็นเพียงคำเล่าลือของคนทั่วไปเท่านั้นไม่อาจนับเป็นจริงจัง กลับเป็นไต้ซือเพียงถูกจัดอยู่ลำดับสี่ของสถาบันสงฆ์ ออกจะดูแคลนฝีมือที่แท้จริงของท่านเกินไป” หลังจากประมือกับอีกฝ่ายรอบหนึ่งมันก็ไม่ได้มั่นใจสิบส่วนอย่างตอนก่อนเริ่มประลอง
    “แผ่นดินจงหยวนมีศิษย์ตถาคตมากมาย อาตมานับเป็นอย่างไรได้”หลวงจีนใหญ่กล่าวถ่อมตน
    บุรุษชุดสูงศักดิ์สีหน้าจริงจังก่อนกล่าววาจา“หลังอายุสี่สิบข้าบัญญัติเพลงกระบี่ขึ้นมา 3 ชุด น่าเสียดายที่ยากจะได้ใช้ออก วันนี้นับว่าเป็นโอกาสดี”
    หลวงจีนใหญ่กล่าวถามด้วยความสนใจ“เพลงกระบี่ที่พระองค์บัญญัติขึ้นย่อมต้องเป็นสุดยอดวิชา ไม่ทราบมีนามว่าอะไร”
    บุรุษชุดเลิศหรูละมือจากการไขว้หลังมากุมด้ามกระบี่ที่อยู่ข้างเอว“เพลงกระบี่ชุดแรกชื่อเพลงกระบี่ทรราชย์ กระบี่ทรราชย์เดินในแนวทางลึกซึ้งชั่วร้ายย่อมไม่เหมาะนำมาใช้กับไต้ซือ” การประลองนี้ไม่ได้มุ่งประหัตประหารแลกชีวิตมันย่อมไม่คิดจะใช้ออก
    “เพลงกระบี่อีกชุดชื่อว่าเพลงกระบี่เจ้านคร เคล็ดกระบี่เดินในแนวทางแกร่งกร้าว คาดว่าคงไม่อาจหักหาญกับไต้ซือได้”เพลงกระบี่ชุดนี้ของมันเดินในแนวทางแกร่งกร้าว เน้นปะทะอย่างหักโหม แต่หลังจากได้ปะทะอีกฝ่ายรอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไต้ซือท่านนี้ถึงกับมีเพลงหมัดแกร่งกร้าวถึงขีดสุด ยังเหนือกว่าเคล็ดวิชากระบี่เจ้านครที่มันบัญญัติขึ้นมาเสียอีก
    “เพลงกระบี่ที่จะขอคำชี้แนะจากไต้ซือคือเพลงกระบี่สุดท้าย ชื่อว่าเพลงกระบี่โอรสสวรรค์ ”
    หลวงจีนใหญ่หลังจากได้รับทราบนามเพลงกระบี่ทั้งสามก็กล่าววาจา“เคล็ดวิชาทั้งสามคงมาจากแนวทางปรมาจารย์จวงจื่อกระมัง”
    บุรุษชุดสูงศักดิ์ยิ้มพลางกล่าววาจา“ไต้ซือก็ศึกษาตำราเต๋า”
    หลวงจีนใหญ่กล่าววาจา“อาตมาธุดงค์ไปทั่วแผ่นดิน แม้ไม่กล้ากล่าวว่ารอบรู้ทั่วแผ่นดินแต่ก็รู้เรื่องราวไม่น้อย”
    นามของเพลงกระบี่ทั้งสามมาจากตำนานเรื่องหนึ่งของจอมปราชญ์จวงจื่อในยุคนั้นมีอ๋องแคว้นจ้าวลุ่มหลงวิชากระบี่และพอพระทัยในการชมการประลองกระบี่ ทำให้มือกระบี่ทั่วแคว้นต่างหลั่งไหลมายังวังจ้าวเพื่อหวังแสดงฝีมือจะได้เป็นที่โปรดปรานอ๋องจ้าววันทั้งวันไม่ทำอะไร เอาแต่ชมการประลองของมือกระบี่ไม่ใส่ใจราชการ
    รัชทายาทกลัดกลุ้มจนต้องไปปรึกษากับขุนนางว่าจะทำอย่างไรดีจึงจะโน้มน้าวให้ผู้นำแคว้นเลิกหมกมุ่นชมการประลองกระบี่ มีขุนนางคนหนึ่งเสนอว่า จวงจื่อน่าจะสามารถทำได้ รัชทายาทจึงส่งผู้แทนพร้อมด้วยทองคำพันก้อนไปกำนัลจวงจื่อจวงจื่อไม่รับของกำนัลแต่ก็เดินทางมาแคว้นจ้าวตามคำร้องขอ
    อ๋องแคว้นจ้าวยอมพบปะเฉพาะมือกระบี่ จวงจื่อจึงแต่งตัวซอมซ่อ หนวดเคราชี้ชัน สวมหมวกห้อยต่ำ จ้องมองคนทั่วไปอย่างดุดัน ท่วงท่าดุจดั่งมือกระบี่ที่อ๋องแคว้นจ้าวชื่นชม
    หลังจากนั้นจวงจื่อก็ได้เข้าเฝ้าอ๋องแคว้นจ้าว จวงจื่อถูกอ๋องแคว้นจ้าวสอบถามว่าต้องการกระบี่แบบใดเพื่อเข้าสู่สนามประลองกระบี่กับมือกระบี่ที่พระองค์โปรดปรานจวงจื่อกล่าวว่าตนเองมีกระบี่สามเล่มอยู่แล้ว อ๋องจ้าวต้องการให้ใช้เล่มใดอ๋องแคว้นจ้าวกล่าวถามจวงจื่อว่ากระบี่ทั้งสามเล่มมีอานุภาพเช่นไร
    จวงจื้อจึงได้โอกาสกล่าวสั่งสอนอ๋องแคว้นจ้าวโดยเปรียบเปรยความประพฤติของเจ้าชีวิตเปรียบเสมือนกระบี่สามเล่ม คือกระบี่แห่งโอรสสวรรค์ กระบี่แห่งเจ้านคร และกระบี่แห่งทรราชย์เจ้าชีวิตประพฤติตามครรลองแห่งโอรสสวรรค์ อานุภาพก็จะยิ่งใหญ่เกรียงไกรปกครองทุกแว่นแคว้นทั้งแผ่นดิน เจ้าชีวิตประพฤติมั่นคง ซื่อตรง ประชาชนในปกครองก็จะอยู่เย็นเป็นสุข แว่นแคว้นที่ปกครองก็มั่นคงสถาพร
    ส่วนเจ้าชีวิตที่วันๆ เอาแต่หมกมุ่นกับกระบี่ นิยมชมชอบการดูมือกระบี่หยาบกร้านต่อสู้กัน ย่อมไร้ประโยชน์ใดๆ ต่อแผ่นดิน แว่นแคว้นก็ย่อมไร้อนาคตรอวันล่มสลายหลังจากได้สดับฟังสามกระบี่ของจวงจื่ออ๋องแคว้นจ้าวก็สำนึกตัว นับจากนั้นอ๋องแคว้นจ้าวก็ไม่ดำเนินออกจากตำหนักถึงสามเดือน ส่วนเหล่ามือกระบี่ของแคว้นก็ต่างละอายใจต่างกระทำอัตวินิตบาตแทบหมดสิ้น

    บุรุษชุดสูงศักดิ์ดึงกระบี่จากฝักที่ข้างเอวขึ้นมา พลางกล่าววาจา“ตั้งแต่บัญญัติเพลงกระบี่โอรสสวรรค์ได้ใช้ออกเพียงครั้งเดียว ยากนักที่จะมีโอกาสเช่นวันนี้”
    “อาตมาขอน้อมสนอง” หลวงจีนกล่าวตอบพลางยืดส่วนหลังขึ้น กลายเป็นองอาจขึ้นอีกหลายส่วน เผยหมัดขนาดใหญ่ทั้งสองข้างจากแขนเสื้อ
    สำหรับชนชั้นยอดฝีมือ ในการต่อสู้แม้ใช้เพียงหมัด เท้า ฝ่ามือ แต่เมื่อใช้ออกพร้อมลมปราณ ก็ทำให้ร่างกายส่วนต่างๆแข็งแกร่งไม่ต่างจากการใช้อาวุธ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้อาวุธหรือมือเปล่าก็ไม่ได้แตกต่างกันในการต่อสู้
    กัวจื่อซินรู้ว่ายอดฝีมือทั้งสองกำลังจะใช้วิชาไม้ตายก้นหีบตัดสินแพ้ชนะกัน มันจึงเพ่งสายตาอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อจะได้ไม่พลาดการประลองนี้
    ขณะที่ทั้งสองฝ่ายปักหลักหันหน้าเข้าหากัน ในสายตาของมัน หลวงจีนใหญ่คล้ายขุนเขาบรรพตที่สูงตระหง่านค้ำแผ่นดิน ส่วนบุรุษชุดเลิศหรูก็คล้ายแผ่นฟ้าที่แผ่ปกคลุมทั่วท้องนภา นับเป็นสภาพที่คู่คี่ก้ำกึ่งกัน
    จากนั้นเสียงปะทะกันของลมปราณจากหมัดและกระบี่ก็ดังสะท้านขึ้นอีกครั้ง
    พริบตานั้นพลังหมดและเงากระบี่ก็ปกคลุมทั่วยอดเขา พร้อมกับเสียงดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วบริเวณ
    เงาร่างสองสายบัดเดี๋ยวรุกบัดเดี๋ยวถอย พัวพันกันอย่างรวดเร็วจนแยกไม่ออกว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายใด กระแสลมปราณที่แผ่ออกมายิ่งหนักหน่วงจนกระทั่งกัวจื่อซินที่อยู่ห่างเกือบห้าสิบวายังอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
    เสียงโครมเกิดขึ้นคราหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายหลังจากปะทะก็ผละจากกันกลับสู่สภาพตั้งประจันหน้าอีกครั้ง
    เห็นเสื้อผ้าทั้งสองพัดพลิ้วสะบัดไปมาราวกับโดนลมกรรโชก แสดงว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเร่งเร้าพลังลมปราณเตรียมปะทะแตกหักอีกครั้ง
    กัวจื่อซินรีบผนึกลมปราณที่ดวงตาเพื่อจะได้เพิ่มประสิทธิภาพประสาทสัมผัสให้มากขึ้น
    หลังจากทั้งสองฝ่ายยืนอยู่อึดใจหนึ่ง ในพริบตามันก็มองเห็นหมัดหลวงจีนใหญ่กับปลายกระบี่ของบุรุษชุดเลิศหรูพุ่งเข้าปะทะกันตรงๆ
    กัวจือซินบังเกิดความรู้สึกที่ยากบ่งบอกบรรยาย มันเห็นว่าท่าหมัดจู่โจมของหลวงจีนแกร่งกร้าวยิ่งใหญ่ดุจขุนเขาถล่มยากรับไว้ได้ แต่เพลงกระบี่ของบุรุษชุดเลิศหรูกลับแผ่ไพศาลดุจท้องฟ้าที่สามารถรองกับทุกสรรพสิ่ง
    เสียงปะทะดังกึกก้องทั่วทั้งเทือกเขา กระแสเสียงได้ยินไปไกลหลายลี้



    ----------------------------------------------------------*จวงจื้อ เป็นหนึ่งในปราชญ์แห่งสำนักคิดฝ่ายเต๋าร่วมกับเหลาจื่อ