คืนก่อนหน้า...
“เจ้าเกรียงเดชทำไม่สำเร็จสินะ” ผอ.ธาวิสบ่นออกมาเมื่ออ่านจดหมายที่ดิเรกมอบให้
มันคือจดหมายที่ดิเรกได้รับมาจากพระราชินีผู้เป็นแม่ของปลายฝน หลังจากดิเรกถูกนำไปทิ้งไว้นอกกำแพงเมือง เขาตรงดิ่งมายังโรงเรียนทหารวารีมนตราทันที เพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต ดิเรกจึงต้องเลือกใช้กำลังเท้าของตัวเองเพื่อมาถึงที่นี่โดยไม่ได้หยุดพัก
ผอ.ธาวิสอ่านจดหมายโดยไม่ได้เปิดเผยข้อความด้านในให้ดิเรกรับรู้ เขาพูดเพียงแค่ว่าผู้กองเกรียงเดชทำไม่สำเร็จ จึงทำให้ดิเรกสับสนว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับผู้กองเกรียงเดชด้วย หรือนี่จริง ๆ พวกเขาทั้งสองรวมถึงพระราชาของเขาวางแผนจะขโมยกษาปณ์พฤษภออกมาจากวิหารพฤษภจริง ๆ ?
สิ่งที่ทำให้ดิเรกไม่เข้าใจในตัวผอ.ธาวิสมากขึ้นไปอีกคือ หลังจากอ่านจดหมายนั้นจบ และพูดออกมาไม่กี่คำ เขาดูไม่เร่งรีบที่จะไต่ถามอะไรเขาเลย ราวกับเขารู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นมากับตา
“แล้วเราควรทำอย่างไรกันต่อครับ?” ดิเรกอดทนรอคำพูดต่อไปของผอ.ธาวิสไม่ไหวจนต้องกระตุ้นถามออกมาเอง
“โปรดรอสักครู่” ผอ.ธาวิสตอบออกมาเพียงสั้น ๆ แต่มันสร้างความงุนงงให้กับดิเรกยิ่งนัก เขาดูใจเย็นเกินไปจนดิเรกสงสัยว่าแท้จริงแล้วผอ.ธาวิสได้เข้าใจถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์นี้หรือไม่ นี่พระราชาและพระราชินีไว้ใจถูกคนแล้วแน่หรือ?
ก๊อก ก๊อก!
“อนุญาตค่ะ ท่านผอ.”
ในขณะที่ดิเรกจมดิ่งอยู่กับข้อสงสัยของเขาในตัวผอ.ธาวิส ทันใดนั้นมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น พร้อมกับเสียงที่เขาจดจำได้ว่านั้นคือเสียงของอาจารย์ดารินที่เขาเคยร่วมงานกันมาแล้ว
ทันทีที่ประตูเปิดออกมา คนที่ออกมาจากประตูทำให้ดิเรกตกใจทันที เพราะนอกจากดารินแล้วยังมีเจ้าหญิงของเขาติดตามมาด้วย
ผอ.ธาวิสก็ตกใจเช่นกัน แต่เขาไม่ได้ตกใจเพราะเห็นปลายฝนติดตามดารินมา แต่เขาตกใจที่ปลายฝนมาในคราบชุดนอนที่ต่างจากแบบฉบับเจ้าหญิงที่เธอเคยสวมใส่ประจำ เธอมาในชุดเสื้อกล้ามสีขาวกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ดูแล้วอาจเป็นชุดที่ยืมจากดารินเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งต่างกับดารินที่เธอแต่งตัวเต็มยศเหมือนทุกครั้งที่ต้องมาเข้าพบผอ.ของเธอ
ในช่วงแรกที่ปลายฝนมาเข้าเรียนที่โรงเรียนทหารวารีมนตราแห่งนี้ เธอมาพร้อมกับองค์ชายเจ้าสมุทร พวกเขาทั้งสองได้ไปอาศัยอยู่กับดารินที่บ้านพักอาจารย์ของเธอ แต่ผ่านไปเพียงสองวัน น้องชายของเธอก็งอแงขอกลับพระราชวัง จึงเหลือเพียงปลายฝนที่ยังคงอยู่ที่โรงเรียนต่อไป หากดูจากท่าทางและการแต่งตัวของปลายฝนในตอนนี้ มันแสดงให้เห็นแล้วว่าเธออยู่กับดารินได้อย่างไม่มีปัญหา
“ท่านผอ.เรียกหาพวกเราสองคนดึกดื่นป่านนี้มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?” ทั้งสองสาวทำหน้าสับสนไม่ต่างกัน
“เกิดเหตุด่วนน่ะ เลยต้องรบกวนเวลานอนของพวกเธอ” เมื่อเขาพูดจบ ผอ.ธาวิสหันไปมองดิเรกแล้วพูดว่า “เอาล่ะ คุณดิเรกช่วยเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟังด้วย”
เมื่อได้ยินคำสั่ง ดิเรกบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทันที ไม่ว่าจะคำพูด ท่าทาง สีหน้าหรืออารมณ์ของใครก็ตามที่อยู่ภายในท้องพระโรงพระราชวัง เขาเล่าออกมาราวกับหนังฉายภาพซ้ำ แม้กระทั่งตอนที่เขาถูกคลุมหัวไม่ให้มองเห็น เขาก็บรรยายออกมาราวกับตาของเขาไม่ถูกปิดขณะพูดกับพระราชินี เขาถ่ายทอดทุกคำพูดที่พระราชินีพูดกับเขาชนิดคำต่อคำ ประโยคต่อประโยคโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
น้ำตาของปลายฝนหลั่งรินทันทีหลังสิ้นคำว่า ‘พ่อและแม่รักลูกนะ ปลายฝน’ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่แม่ผู้ให้กำเนิดของเธอยอมเรียกเธอว่าปลายฝน ตลอดเวลาแม่ของเธอไม่ชอบและไม่ยอมรับในชื่อปลายฝนที่เธอเคยพยายามให้ผู้เป็นแม่เรียกเธอ จึงเป็นธรรมดาที่จะทำให้เธอรับรู้ถึงความรักและเสียสละของผู้เป็นแม่ของเธอนั้นมากมายขนาดไหน
ตลอดเวลาที่ฟังเรื่องราวที่ดิเรกเล่ามา ดารินแอบชื่นชมในความเข้มแข็งของปลายฝน เธอไม่ได้ตีโพยตีพายเมื่อรู้ถึงสถานการณ์ของตัวเอง เธอไม่ได้เป็นดั่งนกน้อยในกรงทองที่หลุดออกจากกรงแล้วรีบกลับเข้ากรงเมื่อเจอปัญหาอย่างที่คิดไว้
ชีวิตในวังช่างโหดร้ายเกินกว่าที่เธอคิด ชีวิตที่มีแต่เรื่องการแก่งแย่งชิงดีกันเธอนั้นเข้าใจดีเพราะโรงเรียนของเธอก็มีเช่นกัน แต่ก็ยังไม่รุนแรงถึงเศษเสี้ยวของชีวิตในพระราชวัง มันจึงทำให้ดารินเข้าใจแล้วถึงเหตุผลที่ปลายฝนพยายามดิ้นรนอยากจะอยู่นอกปราสาททองของเธอได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่นึกสนุกเหมือนได้เที่ยวเล่น เมื่อเบื่อก็กลับไปอยู่ในวังแสนหรูหราตามเดิม