ตู๊ด... ตู๊ด...
เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผมถือหูรออยู่เพียงครู่เดียวปลายสายก็กดรับ ทว่ายังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากเอ่ยทัก เสียงตะโกนอย่างเดือดดานที่เต็มไปด้วยโทสะก็แผดลั่นสวนกลับมา มันเป็นเสียงของคนที่ผมไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ยินจากสายนี่
“คุณวายุ! ถ้าคุณกลับมาเมื่อไหร่ล่ะก็ เจอดีแน่! กล้าดียังไงถึงเอาปากกามาเขียนหน้าฉันแบบนี้... บ้าที่สุด!”
เสียงที่แผดตะโกนกลับมานั้นทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว หัวใจแทบจะหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ท่าทางความซวยกำลังจะมาเยือนเข้าให้แล้ว เพราะปลายสายที่กำลังเดือดจัดอยู่นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นยัยซีอีโอตัวแสบ ที่ผมเพิ่งนึกถึงไปเมื่อครู่นี้นี่เอง
“นั่นมันเสียงเอลลี่นี่...”
ผมอุทานในใจด้วยความตระหนก เหตุใดเสียงของเธอถึงดังมาจากปลายสายของเมษาได้ หรือว่าเมษากลับไปที่ห้องแล้ว ความคิดนี้ทำให้หัวใจผมเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่อยู่ ผมอึกอักพลางคิดหาคำพูดโต้ตอบไม่ถูก จนกระทั่งน้ำเสียงของคนที่ผมตั้งใจโทรหาแต่แรกดังแทรกขึ้นมา
“พี่เอลลี่คะ...”
น้ำเสียงของเมษาฟังดูเหมือนกำลังพยายามห้ามคนข้างๆ ให้สงบสติอารมณ์ลง “เดี๋ยวหนูขอคุยกับพี่เขาก่อนนะคะ”
สิ้นประโยคของเมษา ผมก็ได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจหนักๆ อย่างขัดใจ ก่อนที่เอลลี่จะยอมเงียบลงอย่างว่าง่ายจนน่าเหลือเชื่อ ช่างต่างจากตอนอยู่กับผมลิบลับ เพราะไม่ว่าผมจะพูดหรือเตือนอะไร ยัยนั่นเป็นต้องเถียงคำไม่ตกฟากทุกที
แต่ถึงแม้เสียงโวยวายจะสงบลง ท่าทีเดือดดานเมื่อครู่ก็ทำให้ผมสัมผัสได้ทันทีว่าเรื่องที่ผมเอาปากกาไปขีดเขียนบนใบหน้าสวยๆ ของเธอนั้นคงไม่จบลงง่ายๆ แน่
เมษาเงียบงันไปครู่หนึ่ง ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ดังสม่ำเสมอ มันทำให้ผมจิตนาการภาพว่าเธอกำลังปลีกตัวเดินห่างออกมาจากเอลลี่เพื่อคุยกับผมอย่างเป็นส่วนตัว ก่อนที่น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความอ่อนใจของเธอจะดังขึ้น
“พี่คะ... พี่ไปเอาปากกาเขียนหน้าพี่เอลลี่ทำไมคะ”
“หะ...”
ผมหลุดอุทานออกมาอย่างไม่อยากเชื่อหู นี่เมษาถึงกับออกโรงเข้าข้างยัยตัวแสบนั่นเลยเหรอ “พี่ก็แค่แกล้งเล่นขำๆ เองน่า หนูไม่ต้องไปใส่ใจนักหรอก”
ผมเงียบไปอึดใจหนึ่งเพื่อหยั่งเชิง ก่อนจะรีบเปลี่ยนประเด็นถามด้วยความสงสัย “แล้วนี่ทำไมถึงกลับห้องเร็วนักล่ะ เห็นก่อนหน้านี้บอกพี่ว่าจะไม่กลับสักวันสองวันไม่ใช่เหรอ”
“ก็วันสองวันไงคะพี่... อาจจะเป็นหนึ่งวันหรือสองวันก็ได้ทั้งนั้นแหละค่ะ” เมษาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงน้ำเสียงจริงจังอย่างเห็นได้ชัด ราวกับไม่พอใจผม
“อ๋อ... แล้วได้คุยอะไรกับคุณเอลลี่ไปบ้างหรือยัง”
ผมพยายามรักษาน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายอารมณ์เสียไปมากกว่านี้ เมษาถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับจะระบายความระเหนื่อยหน่ายใจ ก่อนจะตอบกลับมา
“ก็คุยกันไปหมดแล้วล่ะค่ะ... ว่าทำไมพี่เอลลี่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้” น้ำเสียงของเมษาเปลี่ยนไปในทันที มันฟังดูสดใสและตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “พี่เนี่ยนะ ไม่เห็นบอกกันบ้างเลยว่าได้เป็นคนขับรถให้คนดังแบบพี่เอลลี่ด้วย!”
ผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มดีขึ้น “ก็พี่ไม่รู้ล่วงหน้านี่นาว่าต้องขับรถให้ใคร กว่าบริษัทจะบอกข้อมูลมาให้ว่าต้องดูแลยัยนั่น ก็ตอนที่ถึงกำหนดเริ่มงานพอดี”
“พี่วายุ! พูดให้มันดีๆ หน่อยสิคะ” เมษาเอ่ยขึ้นมาทันควันอย่างปกป้องศิลปินในดวงใจ “ไปเรียกพี่เขาว่า ยัยนั่น ได้ยังไงกัน พี่เอลลี่ออกจะน่ารัก!”
ผมที่ได้ยินแบบนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าเผลอหลุดปากออกไป “อ้อ ๆ โทษทีๆ” ผมรีบตอบกลับพลางหัวเราะแก้เก้อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ “แล้วสรุปว่าหนูจะเอายังไงกับพี่เขาต่อล่ะ จะไล่ออกจากห้องไปเลยก็ได้นะ พี่ตามใจหนูเลย แล้วแต่จะจัดการเลยล่ะกัน”
“จะไล่พี่เขาไปได้ยังไงล่ะคะ พี่ก็พูดไปเรื่อย” เมษาแย้งขึ้นมาทันที “พี่เขาอุตส่าห์มาขอพักอยู่ด้วยทั้งทีนะคะ” เธอเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “อีกอย่างนะพี่วายุ พี่ก็ควรขอโทษพี่เอลลี่ เรื่องที่ไปเอาปากกาเขียนหน้าพี่เขาแบบนั้น”
คำพูดของเธอทำให้ผมหลุดขำออกมาเบาๆ อย่างอดไม่ได้ จนเมษาต้องส่งเสียงปรามดุๆ ผ่านสายมาอีกครั้ง
“พี่วายุคะ!”
ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เพื่อรวบรวมสติ ก่อนจะโต้ตอบกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ “พี่เอลลี่ของหนูนั่นต่างหากที่ต้องมาขอโทษพี่! แหม... ดูจะปกป้องกันจังเลยนะเจ้าน้องคนนี้ รู้ไหมว่ายัยนั่นน่ะขี้บ่นเป็นบ้า พี่ละไม่อยากจะสาธยายวีรกรรมของเธอให้ฟังเลยจริงๆ”
“ไม่รู้ล่ะค่ะ ก็พี่เอลลี่บอกว่าพี่ทำท่าเหมือนรำคาญพี่เขา แถมยังไม่ยอมสั่งข้าวให้กินอีก!” เมษาตอบสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเจืออารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นเรื่อย ๆ
“โธ่... ยัยนั่นเป่าหูอะไรหนูมาเนี่ย!” ผมโพล่งออกไปอย่างเหลืออด “จริงอยู่ที่พี่ทำแบบนั้น แต่หนูรู้ไหมว่าทำไม ก็เพราะพี่เอลลี่เอาแต่พูดจ้ออยู่นั่นแหละ ตลอดทั้งวันจนหูพี่จะชาไปหมดแล้ว มันก็น่ารำคาญจริงๆ นี่นา เป็นใครเจอแบบพี่ก็ต้องรำคาญทั้งนั้นแหละ” ผมรีบตอกกลับหวังจะกู้ภาพลักษณ์ตัวเองคืนมา
“พี่นี่...” เมษาลากเสียงยาวอย่างระอาใจ ก่อนจะถามต่อเสียงเข้ม “แล้วสรุปพี่จะเอายังไงต่อ”
“ถ้าเกิดยัยนั่นยังไม่ยอมออกไปจากห้อง พี่ก็จะไม่กลับไปเหมือนกัน! ฝากบอกพี่เอลลี่สุดที่รักของหนูด้วยนะ” ผมยื่นคำขาดเสียงแข็ง
“โอ๊ยพี่วายุ! แค่ขอโทษก็จบไหมล่ะ เรื่องแค่นี้เอง” เมษาโวยวายกลับมาอย่างหัวเสีย
ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พยายามระงับอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ก่อนที่ความคิดแสบๆ บางอย่างจะแล่นเข้ามาในหัว... ในเมื่ออยากให้ขอโทษนักใช่ไหม? ได้ เดี๋ยวจัดให้
“ได้ๆ งั้นหนูส่งสายให้พี่คุยกับพี่เอลลี่ หน่อยสิ” ผมเปลี่ยนน้ำเสียงให้ดูว่าง่ายขึ้นทันที จนคนปลายสายอาจจะตามไม่ทัน
เมษาเงียบงันไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประเมินว่าพี่ชายตัวดีของเธอจะมาไม้ไหนกันแน่ ก่อนจะถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “พี่จะยอมขอโทษพี่เอลลี่จริงๆ ใช่ไหมคะ?”
“ใช่... พี่จะขอโทษ ขอสายยัย... เอ่อ ขอสายพี่เอลลี่หน่อยสิ” ผมรีบแก้คำพูดพลางข่มกลั้นอารมณ์ขัน
เมื่อเห็นว่าพี่ชายยอมอ่อนข้อ เมษาก็ดูจะพอใจขึ้นมาทันที ผมได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอก้าวฉับๆ กลับไปหาแขกคนสำคัญ ก่อนที่เธอจะยื่นโทรศัพท์ส่งต่อให้เป้าหมายของผม
“ว่าไงคะ!”
น้ำเสียงที่เต็มด้วยความไม่พอใจดังลอดผ่านสายมาทันทีที่เธอรับช่วงต่อ ความเดือดดานของเธอยังคงพุ่งพล่านจนผมแทบจะนึกภาพหน้าสวยๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปากกาและคิ้วที่ขมวดเข้าหากันออกเลยล่ะ
“คุณเอลลี่ครับ...”
ผมเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง ทำทีเหมือนจะนอบน้อมในคราแรก ก่อนจะโพล่งประโยคที่ตรงข้ามกับคำว่าขอโทษหน้ามือเป็นหลังมือออกไป “คุณไปเป่าหูอะไรน้องสาวผมครับ?”
และเป็นไปตามคาด ทันทีที่สิ้นเสียงของผม เอลลี่ก็แผดเสียงสวนกลับมาทันควันอย่างเหลืออด
“ตาบ้า! ฉันไม่ได้เป่าหูใครทั้งนั้นแหละ มีแต่คุณนั่นแหละที่พูดจาไม่รู้เรื่อง!” น้ำเสียงของเธอฟังดูโมโหจนตัวสั่น “นอกจากจะไร้มารยาทแล้ว ยังจะมาหาเรื่องกันอีกเหรอคะ!”
ผมสวนกลับทันทีอย่างนึกสนุก ยิ่งได้ยินเสียงของเธอผมยิ่งสะใจ “ใครกันแน่ที่พูดไม่รู้เรื่องครับ? กลับกันเลย คุณน่ะมันยัยจอมขี้บ่นชัดๆ รู้ไหมว่าผมโคตรเสียดายเลยที่เขียนหน้าคุณน้อยไปหน่อย รู้อย่างนี้น่าจะแถมคิ้วม้วนๆ กับหนวดแมวเท่ ๆ สักสิบเส้น ให้ด้วยซ้ำ!”
“คุณวายุ!!!”
เสียงเอลลี่กรีดร้องลั่นจนผมต้องดึงมือถือออกห่างจากหูแทบไม่ทัน ผมจินตนาการออกเลยว่าตอนนี้ใบหน้าสวยๆ ของเธอคงกำลังแดงก่ำเพราะความโกรธจนควันแทบออกหู