ดาราจักรนิรันดร์กาล

    ตอนที่28 ได้เวลาใช้ทับทิมโลหิตแล้ว

    กาลเวลาผ่านไปพระอาทิตย์คล้อยต่ำลง ตอนนี้ก็ใกล้จะลับเหลี่ยมเขาแล้ว ในที่สุดร่างที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งของมู่ปิงเฟิงก็กลับมาเป็นปกติ กู่หวงและหยางเฉินช่วยกันประคองร่างของมู่ปิงเฟิงเข้าไปพิงไว้กับโคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

     

    ใช้เวลาประคบประหงมอยู่นานในที่สุดมู่ปิงเฟิงก็ได้สติกลับมาเสียที เขาเปิดเปลือกตาขึ้นก็เห็นสหายสนิททั้งสามคนรายล้อมเขาอยู่คนละทิศละทาง ในตอนนี้ร่างกายของเขาอ่อนเพลียเป็นอย่างมาก สีหน้าซีดเซียวและแขนขาก็ไร้เรี่ยวแรง เขาเอื้อมมือไปจับรากที่โผล่พ้นดินของต้นไม้ใหญ่ หวังใช้มันประคองพยุงร่างกายให้ยืนขึ้น

     

    แต่ด้วยกำลังวังชาที่มีในตอนนี้ ถึงจิตใจจะยังคงต่อต้านแต่ร่างกายกลับรู้สึกสู้ไม่ไหวเสียแล้ว มู่ปิงเฟิงจ้องมองสหายแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงว่า

     

    "โทษทีนะ ตอนนี้ช่วยพยุงข้าลุกขึ้นหน่อย"

     

    "เจ้าจะลุกไปไหน" ไป๋ชิงอวิ๋นเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าเป็นห่วง

     

    "แน่นอนอยู่แล้ว ก็ต้องกลับเมืองจินหยางน่ะสิ"

     

    "ร่างกายเจ้าอ่อนแรงขนาดนี้ จะรีบไปทำไมกัน" กู่หวงกล่าวขึ้น

     

    "พักผ่อนให้ร่างกายดีขึ้นก่อน จากนั้นพวกเราค่อยออกเดินทางก็ยังไม่สายนะ" หยางเฉินร่างกายของเขาก็อ่อนแรงเช่นกัน ก่อนหน้านี้ต้องเดินทางอย่างเร่งรีบมาตลอดสิบวัน ตอนนี้ร่างกายของเขาก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว พักผ่อนให้หายเหนื่อยก่อนก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร

     

    "อีกอย่างนะ หากเจ้ากลัวว่าสำนักจินหยางจะส่งคนไล่ตามพวกเรามาล่ะก็ เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นกังวลไป ข้าตรวจสอบรัศมีสามสิบลี้รอบตัวพวกเราแล้วไม่มีร่องรอยของมนุษย์คนอื่นนอกจากพวกเราอยู่เลย เพราะฉะนั้นเรามาพักผ่อนกันก่อนเถอะ ข้าเองก็เหนื่อยล้าเช่นกัน"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นก็รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากเหมือนกัน เขาใช้เวลานับสิบวันเพื่อหลบหนีออกจากป่าด้านล่างผาเทียมเมฆ ถึงแม้จะมีชุดคลุมสีม่วงครามคอยหลบซ่อนและอำพรางกลิ่นอาย แต่มันก็ยังคงเป็นเรื่องยากอยู่ดีที่จะหลบพ้นจากสายตาของจอมยุทธ์มากมายขนาดนั้น

     

    อีกทั้งก่อนเข้าเมืองยังต้องเจอกับนายทหารเกาะเงินที่เป็นคนของตระกูลเยว่ การใช้วิชาวาจาสิทธิ์มันก็เปลืองพลังจิตวิญญาณมากเช่นเดียวกัน หลังจากเข้าไปในเมืองเขาก็ต้องปะทะกับคนของตระกูลกู่ ถึงแม้จะไม่ได้เกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดขึ้น แต่การไปเยือนตระกูลกู่ครั้งนั้นก็เปลืองพลังจิตวิญญาณไปไม่น้อยเลย

     

    หลังจากนั้นเมื่อทราบที่อยู่ของกู่หวงเขาก็เร่งรุดมาที่สำนักจินหยางด้วยความเร็วสูงสุด ด้วยระยะทางที่มาทำให้เขาต้องเคลื่อนย้ายข้ามอาณาเขตมากกว่าสิบครั้ง ในการเคลื่อนย้ายแต่ละครั้งพลังจิตวิญญาณก็จะถูกผลาญออกไปไม่น้อย เป็นเพราะมีอักขระสวรรค์ห่อหุ้มจิตวิญญาณเอาไว้ ไป๋ชิงอวิ๋นจึงสามารถพอทนมาได้

     

    แต่พอมาถึงสำนักจินหยางก็พบว่าลูกศิษย์ของสำนักจินหยางกำลังจะลงมือกับสหายของเขา ทำให้เขาต้องแสดงพลังออกมาอีกครั้ง สุดท้ายก็ต้องปะทะกันกับเทพธิดาหลี่หยุนเอ๋อร์ ถึงแม้ว่าจะหลบหนีและเอาตัวรอดมาจากสถานการณ์นั้นได้ แต่ก็ยังได้รับบาดแผลเล็กน้อยมามาอยู่ดี สรุปแล้ววันนี้เขารู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ

     

    "ถ้าอย่างนั้นวันนี้พวกเรามาพักแถวนี้กันก่อนเป็นไง" กู่หวงกล่าวถามขึ้น

     

    "ดีเหมือนกันข้าเห็นด้วย" ไป๋ชิงอวิ๋นเอ่ยตอบรับอย่างเห็นด้วย

     

    "ถ้าชิงอวิ๋นว่าอย่างนั้น วันนี้พวกเราพักที่นี่ก็ได้" หยางเฉินเองก็ไม่ได้เอ่ยขัด

     

    "ว่าไงก็ว่าตามกัน ตอนนี้ข้าหมดแรงจนลุกไปไหนไม่ได้แล้ว" มู่ปิงเฟิงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย

     

    "กู่หวงฝากเจ้าดูแลรถมาด้วย เดี๋ยวข้าจะออกไปหาฟืนมาก่อกองไฟ คิดว่าตอนเย็นคงหนาวมากๆแน่ ส่วนเจ้าหยางเฉิน เจ้าอยู่นี่คอยดูแลปิงเฟิงอย่าให้เขาเดินเหินไปไหน ข้าไปไม่นานหรอกเดี๋ยวกลับมา"

     

    กล่าวจบไป๋ชิงอวิ๋นก็เดินหายเข้าไปในป่าอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้กู่หวงไปดูแลรถม้าที่ถูกลากด้วยแม่วัวคันนั้น ส่วนหยางเฉินและมู่ปิงเฟิงพวกเขาทั้งสองคน คนหนึ่งพิงอยู่กับโคนของต้นไม้ใหญ่ส่วนอีกคนนั่งอยู่บนรากที่โผล่พ้นพื้นออกมาของต้นไม้ใหญ่

     

    เวลาผ่านไป ตอนนี้ม่านแห่งราตรีกาลได้เข้ามาเยือนโลกใบนี้แล้ว แสงอาทิตย์เริ่มหายไปความมืดเริ่มเข้ามาแทนที่ ไป๋ชิงอวิ๋นในชุดสีขาวเดินออกมาจากในป่าในมือของเขาไม่มีฟืนอยู่เลยแม้แต่ดุ้นเดียว

     

    สหายของเขาทั้งสามคนจ้องมองเขาเป็นตาเดียว ไป๋ชิงอวิ๋นเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน เขาเดินเข้าไปใกล้ๆกับสหายของเขา จากนั้นก็โบกมือเล็กน้อย ดุ้นฟืนหลายดุ้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของพวกเขา

     

    กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินตื่นเต้นมาก พวกเขาแทบจะกระโดดลุกขึ้น สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนดูแล้วน่าตลกอย่างมาก ดวงตาของพวกเขาเปล่งประกายเหมือนกับได้เห็นของล้ำค่า

     

    "ชิงอวิ๋นนี่เจ้ามีสมบัติมิติเหรอ?"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นพยักหน้ายอมรับ เรื่องนี้เขาไม่เคยคิดจะปกปิดหรือปฏิเสธอยู่แล้ว

     

    "แต่เรื่องที่ข้ามีสมบัติมิติอย่าเอาไปบอกใครเชียวล่ะ พวกเจ้าก็รู้ว่าของสิ่งนี้หายากมากแค่ไหน หากคนอื่นรู้ว่าข้าครอบครองมันอยู่ มีหวังได้เกิดการนองเลือดขึ้นแน่"

     

    "เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว" กู่หวงทุบหน้าอกรับประกัน จากนั้นก็มองไป๋ชิงอวิ๋นด้วยดวงตาเป็นประกาย "นี่กลับกลายเป็นว่า แม้แต่ของล้ำค่าอย่างสมบัติมิติเจ้าก็ได้รับสืบทอดมาด้วยอย่างนั้นเหรอ"

     

    "ใช่ มันก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่นา ผู้อาวุโสท่านนั้นมีพลังแข็งแกร่งตั้งขนาดไหน กับสมบัติมิติแค่นี้ก็ไม่นับว่าเป็นอะไร"

     

    'หากพวกเจ้ารู้ว่าข้าได้ครอบครองหนังสือเล่มหนึ่งที่ข้างในใส่โลกทั้งใบเอาไว้ และในนั้นก็เต็มไปด้วยหนังสือ ซึ่งพอเห็นแบบนั้นพวกเจ้าจะไม่ตาเหลือกหรอกรึ หึหึ' ไป๋ชิงอวิ๋นคิดในใจ

     

    "เป็นมหาทุกขลาภจริงๆ เอาล่ะไม่ต้องพูดถึงเรื่องพวกนี้แล้ว เรามาก่อกองไฟกันเถอะ" หยางเฉินพูดตัดบทสนทนา จากนั้นก็ลุกขึ้นกุลีกุจอเอาฟืนเหล่านั้นมาจุดไฟ

     

    "ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นกวาดฟืนดุ่นใหญ่ๆเข้ามากองรวมกัน จากนั้นก็ใช้เคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์ออกคำสั่งให้ฟืนติดไฟ เพียงชั่วพริบตาเดียวเปลวเพลิงสีส้มแดงก็ลุกไหม้ขึ้นบนกองฟืน

     

    จากนั้นไป๋ชิงอวิ๋นก็เอื้อมมือออกไปทำทีเหมือนกับหยิบอะไรกลางอากาศ แผ่นกระดาษสามแผ่นปรากฏขึ้นในมือของเขา แผ่นแรกด้านบนสุดเขียนว่าร่างกระดูกอมตะ จากนั้นก็แผ่นที่สองเทพกิเลนเหมันต์ และสุดท้ายแผ่นที่สามเทพหยินหยาง

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นยื่นกระดาษทั้งสามแผ่นให้กับสหายของเขา จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมว่า

     

    "ในนี้บันทึกเคล็ดวิชาทั้งสามไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จงอ่านและท่องจำมันให้ขึ้นใจจากนั้นก็เผาทำลายมันซะ" สีหน้าและแววตาของไป๋ชิงอวิ๋นเด็ดขาดอย่างถึงที่สุด "เมื่อพวกเจ้าได้ลองฝึกฝนตามเคล็ดวิชาพวกนี้ดู พวกเจ้าจะรู้ได้เองว่ามันสุดยอดมากขนาดไหน ข้าไม่อยากให้กระดาษทั้งสามแผ่นนี้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่น เพราะฉะนั้นรีบจดจำมันซะ"

     

    กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินรับกระดาษมาคนละแผ่นด้วยความตื่นเต้น พวกเขาเริ่มอ่านและทำความเข้าใจกับเคล็ดวิชาที่พึ่งได้มา พวกเขาอ่านมันไปหลายรอบจากนั้นก็ท่องจำจนขึ้นใจ เมื่อคิดว่าจำได้ไม่ผิดแม้แต่ตัวอักษรเดียวแล้ว พวกเขาก็โยนกระดาษแผ่นนั้นเข้าไปในกองไฟทันที เปลวเพลิงเผาไหม้กระดาษจนกลายเป็นขี้เถ้า

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นมีสีหน้าผ่อนคลายลง จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า "ลองโคจรตามเคล็ดวิชาที่อ่านไปเมื่อสักครู่นี้ดู"

     

    กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินทั้งสามคนนั่งขัดสมาธิจากนั้นก็เริ่มท่องเคล็ดวิชาที่ตนเองได้รับมาก่อนหน้านี้ แสงสีทองปรากฏขึ้นรอบกายของกู่หวงจากนั้นก็ก่อให้เกิดรูปธรรมของบุรุษร่างกายกำยำสง่างามที่มีรูปร่างคล้ายกับกู่หวงขึ้นที่ด้านหลังของเขา แรงกดดันที่แผ่กระจายออกมาจากรูปธรรม ทำให้ไป๋ชิงอวิ๋นรู้สึกกดดันจนต้องเริ่มโคจรเคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหลขึ้นมาต้านทาน

     

    "เพียงแค่เริ่มโคจรพลังเจ้าก็สามารถเรียกรูปธรรมของเคล็ดวิชาให้ออกมาได้ ว่าแล้วเจ้ามันอัจฉริยะจริงๆกู่หวง" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชม

     

    ทันใดนั้นเองด้านข้างของกู่หวง แสงสีฟ้าขาวก็เปล่งประกายออกมาจากรอบร่างกายของมู่ปิงเฟิง รูปธรรมกิเลนน้ำแข็งปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของเขา ด้วยลักษณะพิเศษของกิเลนน้ำแข็งตนนี้ที่ปรากฏขึ้นบนรูปธรรม ไป๋ชิงอวิ๋นก็ดวงตาเป็นประกาย ที่แท้การคาดเดาของเขาก็ถูกต้องจริงๆ ดวงจิตกิเลนน้ำแข็งที่หลับไหลอยู่ในจุดตันเถียนของมู่ปิงเฟิงที่แท้มันก็คือกิเลนน้ำแข็งบรรพกาล หนึ่งในสามผู้นำใหญ่แห่งธาตุน้ำแข็งที่มีพลังไม่เป็นสองรองใคร กิเลนน้ำแข็งบรรพกาล

     

    ถัดออกมาอีกหน่อยรูปธรรมวงกลมไท่จี๋ดำขาวปรากฏขึ้นแล้วหมุนวนอยู่รอบร่างกายของหยางเฉิน ไป๋ชิงอวิ๋นมองเห็นก็ยิ้มตาหยี สหายของเขาทั้งสามคนพวกเขาคืออัจฉริยะอย่างแท้จริง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเข้าใจภาพรวมของเคล็ดวิชาที่พวกเขาได้ไปแล้ว จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้วว่าจะเดินไปได้ไกลแค่ไหน

     

    หลังจากที่สัมผัสได้ถึงพลังที่ไหลเข้ามาในร่างกายทั้งสามคนก็ลืมตาขึ้น กู่หวงมีสีหน้าตื่นเต้นและตื้นตันใจ มู่ปิงเฟิงมีสีหน้าตกตะลึงและปิติยินดี ส่วนหยางเฉินดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างมีเสน่ห์ เขาเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและซาบซึ้งออกมา

     

    "เป็นเคล็ดวิชาที่ยอดเยี่ยมมาก"

     

    ทั้งสามกล่าวขึ้นพร้อมกัน พวกเขารู้สึกซาบซึ้ง ตื่นเต้นและปิติยินดี เพียงแค่เริ่มเดินลมปราณไปเพียงเล็กน้อยพวกเขาก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่อเทียบกับเคล็ดวิชาที่พวกเขาเคยฝึกก่อนหน้านี้แล้ว มันช่างเทียบกันไม่ได้เอาเสียเลย ที่แท้ความต่างชั้นของเคล็ดวิชาการฝึกฝนมันก็ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้

     

    "พวกเจ้าฝึกฝนต่อไปเถอะ เดินลมปราณต่อเนื่องไปอีกหนึ่งชั่วยาม เมื่อถึงตอนนั้นข้าเชื่อว่าพวกเจ้าน่าจะเข้าถึงขั้นหลอมกายาระดับที่หนึ่งได้อย่างไม่ยากนัก"

     

    กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินทั้งสามคนพยักหน้า ในตอนนี้ต่อให้ไป๋ชิงอวิ๋นสั่งให้พวกเขาทำอะไรในรูปแบบที่แปลกพิสดารพวกเขาก็กล้าทำทั้งนั้น อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในหัวใจตอนนี้คือความยินดีและตื่นเต้น พวกเขาเริ่มโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาของพวกเขาในทันที

     

    อากาศรอบด้านสั่นไหว พลังลมปราณโดยรอบถูกดูดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง พลังลมปราณทั้งหลายหมุนโคจรอยู่รอบๆร่างของพวกเขาทั้งสามคน กู่หวงรู้สึกได้ว่าตนนั้นเริ่มแข็งแกร่งขึ้น ความรู้สึกนี้มันช่างดีจริงๆ และมู่ปิงเฟิงในตอนนี้เขารู้สึกว่าร่างกายที่หนาวเย็นของเขามันเริ่มอบอุ่นขึ้น มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย สิบแปดปีที่เขาต้องทนอยู่กับความหนาวเย็นนี้โดยไร้ทางรักษา หมอกี่คนต่อกี่ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไร้ทางเยียวยา เพียงแต่ว่าตอนนี้ความหนาวเย็นเหล่านั้นเริ่มหายไปแล้ว ความรู้สึกเจ็บปวดกับความหนาวเย็นกลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว มู่ปิงเฟิงยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

     

    หยางเฉินรู้สึกว่าร่างกายที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวของเขามันได้หายไปแล้ว ตอนนี้ร่างกายของเขาเหมือนหาสมดุลที่หายพบแล้ว ทำให้อาการร้อนๆหนาวๆหายไป ตอนนี้เขารู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก ที่แท้การที่ร่างกายไม่เจ็บป่วยมันก็มีความสุขเช่นนี้นี่เอง

     

    หนึ่งชั่วยามผ่านไปทั้งสามคนลืมตาขึ้น มู่ปิงเฟิงถีบตัวกระโดดลุกขึ้นมาก่อนใครเพื่อน เขากระโดดขึ้นๆลงๆจากนั้นก็เริ่มออกวิ่งไปรอบๆต้นไม้ใหญ่ ขณะเดียวกันก็แหกปากร้องเพลงออกมาอย่างยินดี หยางเฉินเองก็อดใจไม่ไหวรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตามออกไปทันที ทั้งสองคนหัวเราะอย่างสนุกสนาน มีเพียงกู่หวงที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม เขาลุกขึ้นช้าๆมือขวาและมือซ้ายกำเข้าและคลายออก เขาทำแบบนี้อยู่หลายครั้ง จากนั้นก็กำมือขวาแน่นเข้าหากันก่อนจะต่อยหมัดออกไปกลางอากาศอย่างสุดแรง

     

    ฟูว~

     

    อากาศรอบด้านสั่นไหวเล็กน้อยกู่หวงยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ ไป๋ชิงอวิ๋นยืนมองสหายของเขาด้วยแววตาสงบนิ่ง เขาไม่ได้ห้ามปรามกับสิ่งที่สหายของเขาได้แสดงออกมา นี่คือสิ่งที่เรียกว่าเก็บกดมากเท่าไหร่ก็ปลดปล่อยออกมามากเท่านั้น

     

    เวลาผ่านไปพักใหญ่มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินก็กลับมาที่หน้ากองไฟ ทั้งสองคนหอบแฮ่กเหงื่อไหลออกมาทั่วร่างกาย สีหน้าของทั้งสองคนแดงเปล่งปลั่งไม่หลงเหลือล่องลอยของคนขี้โรคอยู่เลย

     

    "ขอบคุณเจ้ามากชิงอวิ๋น ข้าจะจดจำบุญคุณของเจ้าไปชั่วชีวิตของข้าเลย" มู่ปิงเฟิงกล่าวขึ้นด้วยความนับถือและตื้นตันใจ

     

    หยางเฉินก็มีสีหน้ายินดีเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน เขาเผยรอยยิ้มและประสานมือคารวะขอบคุณ "บุญคุณที่เจ้ามีต่อข้ายิ่งใหญ่เทียมฟ้า ข้าหยางเฉินจะไม่มีทางลืมเลือน"

     

    กู่หวงหันมองไป๋ชิงอวิ๋นด้วยความศรัทธา เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมว่า "ในอนาคตหากเจ้าอยากได้ชีวิตของข้า เพียงแค่เจ้าเอ่ยปาก ข้าจะมอบมันให้เจ้าอย่างไม่ลังเล"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นเดินเข้ามาประคองมือพวกเขาทีละคน เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองว่า "ขอบคงขอบคุณอะไรกัน แล้วก็เจ้าหยางเฉินบุญคงบุญคุณอะไร ส่วนเจ้ากู่หวงต่อให้ในอนาคตมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น ถึงยังไงข้าก็ไม่สั่งให้เจ้าไปตายหรอกนะ พวกเจ้านี่บ้าบอกันไปหมด คำขอบคุณพวกนั้นไม่ต้องพูดแล้ว ความซาบซึ้งใจข้าก็รับเอาไว้แล้ว ทำตัวเหมือนเดิมเถอะไม่ต้องเกรงใจข้า"

     

    "อ้ออีกอย่างนึง พวกเจ้าเอานี่ไปคนละลูก" ไป๋ชิงอวิ๋นหยิบทับทิมโลหิตทั้งสามลูกออกมาจากช่องเก็บของมิติ จากนั้นก็ยัดใส่มือของกู่หวงมู่ปิงเฟิงและหยางเฉินไปคนละลูก

     

    "ทับทิมนี่มีอะไรเหรอ" หยางเฉินเอ่ยถามขึ้น

     

    "กินมันเข้าไปซะ กินแล้วเดี๋ยวพวกเจ้าก็รู้เองนั่นแหละ" กล่าวจบไป๋ชิงอวิ๋นก็เดินจากไป

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องดาราจักรนิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน