เมื่อเรียวปากอิ่มประกบลงบนเรียวปากบาง น้ำชาอุ่น ๆ ก็ไหลผ่านลงสู่โพรงปากของบุรุษผู้นอนแน่นิ่ง ทันทีที่ถูกเสิ่นเจียวเจียวป้อนน้ำชาให้ด้วยวิธีนี้ กู้เฉินอวี้ที่กำลังฟื้นคืนสติก็ตื่นเต็มตา ดวงตาคมดูลึกล้ำเบิกโพลงขึ้นด้วยความตกตะลึง
เพราะอาการบาดเจ็บที่ค่อนข้างสาหัสทำให้ภาพแรกที่ปรากฏยามโหวหนุ่มลืมตาขึ้นดูพร่าเลือนไม่แจ่มชัด เปลือกตาสองข้างหนักอึ้ง ในหัวมึนงงสับสน ทว่าพริบตาต่อมา ความรู้สึกประหลาดยามปากแห้งผากถูกครอบครองด้วยริมฝีปากอ่อนนุ่มของสตรีรวมถึงของเหลวร้อน ๆ ที่ไหลเข้ามาก็เรียกสติสัมปชัญญะของเขาให้ฟื้นคืนได้อย่างสมบูรณ์
กู้เฉินอวี้รีบปิดปากลงทันที เสิ่นเจียวเจียวที่แสร้งทำราวกับเพิ่งรู้ว่าบุรุษที่ตนกำลังประกบเรียวปากเพื่อช่วยเหลือนั้นตื่นขึ้นแล้วรีบผุดลุกขึ้นด้วยท่าทีตื่นตระหนกและกระดากอาย ใบหน้างามก้มงุด แก้มนวลสองข้างแดงเรื่อลามลงไปถึงลำคอ ร่างกายสั่นน้อย ๆ ปากอิ่มเปิดออกก่อนจะเอ่ยเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ขวยเขิน “ขะ…ขออภัยด้วย เมื่อครู่ข้าร้อนใจ เกรงว่าท่านจะไม่ฟื้นกลับมา จึงได้…จึงได้ป้อนน้ำให้ท่าน…”
สายตาของกู้เฉินอวี้จับจ้องอยู่บนพวงแก้มที่กำลังแดงเรื่อของสตรีตรงหน้า ทันใดนั้นบาดแผลบนแผ่นหลังก็ปวดแปลบขึ้นมาอย่างไม่ปรานี
เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปสัมผัสบริเวณหลังและพบว่าบาดแผลที่สร้างความเจ็บปวดแทบหมดสตินั้นได้รับการเยียวยาเบื้องต้นแล้ว ผ้านุ่ม ๆ ถูกพันรอบตัวเขาทับปากแผล ผงยาห้ามเลือดถูกโรยไว้อย่างพอเหมาะ ยามนี้บาดแผลฉกรรจ์ไม่มีเลือดไหลออกมาอีก และอากาศโดยรอบยังคงมีกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ เจืออยู่
กู้เฉินอวี้มองดูเสิ่นเจียวเจียวที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะพบว่าระบายผ้าบริเวณชายกระโปรงของนางที่กำลังเผยอออกเล็กน้อยนั้นขาดรุ่ยเป็นแถบจากการถูกฉีก
…คุณหนูใหญ่เสิ่นช่วยชีวิตเขาไว้อย่างนั้นหรือ ?...
..และเพื่อปลุกให้เขาได้สติกลับคืนมา นางจึงต้องเสียสละตัวเองจุมพิตเขา…
“ขอบใจคุณหนูใหญ่เสิ่นที่ช่วยชีวิตข้าไว้” กู้เฉินอวี้เอ่ยคำขอบคุณจากใจจริง
หากไม่ได้คนตรงหน้า ด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสที่ได้รับ เกรงว่าอีกไม่นานวิญญาณของเขาคงได้ก้าวเท้าเข้าประตูผี ปล่อยร่างให้นอนจมกองเลือดหมดลมหายใจไปตรงนี้เป็นแน่ ขณะนี้ทุกคนล้วนรวมตัวกันอยู่ภายในงานเลี้ยง แม้กระทั่งบ่าวไพร่ต่างก็เข้าไปช่วยอำนวยความสะดวกภายในงานทั้งหมด เกรงว่ากว่าจะมีคนพบเจอร่างจมกองเลือดของเขาก็คงไม่ทันเวลาแล้วเป็นแน่
เสิ่นเจียวเจียวรีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “ท่านโหว ท่านกล่าวเกินไปแล้ว ไม่ว่าผู้ใดหากพบว่ามีคนได้รับบาดเจ็บอยู่ตรงหน้าก็คงต้องให้ความช่วยเหลือเช่นกัน ข้าก็เพียงแค่บังเอิญผ่านมาในเวลานี้เท่านั้น”
เสิ่นเจียวเจียวกล่าวด้วยกิริยาอ่อนน้อมเป็นอย่างยิ่ง นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอผู้หนึ่ง เมื่อได้พบเจอกับบุรุษที่ตนมีใจให้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ทั้งหมด ทั้งความเขินอายที่ไหลวนอยู่ทั่วร่างบวกรวมกับความตื่นเต้นยินดีที่ปะทุอยู่ในหัวใจกำลังส่งผลให้นางเก็บอาการไม่อยู่ และแสดงออกมาผ่านดวงพักตร์ที่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำมากขึ้นเรื่อย ๆ …และนี่ก็ยิ่งส่งเสริมให้สตรีงดงามบอบบางผู้นี้ดูน่าทะนุถนอมมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าทวี
แววตาที่กู้เฉินอวี้ใช้ทอดมองเสิ่นเจียวเจียวยามนี้เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายและดูล้ำลึกเกินจะหยั่ง ปากเรียวเอ่ยเสียงทุ้มพร่า “เพียงแต่ข้าคาดไม่ถึงว่า คุณหนูใหญ่เสิ่นจะมีความรู้เรื่องทักษะการรักษาของฉีหวงด้วย”
เมื่อได้ยินสิ่งที่กู้เฉินอวี้กล่าว เสิ่นเจียวเจียวก็นิ่งงันไปทันที
‘ทักษะการรักษาของฉีหวงอะไรกัน นางรู้เรื่องที่เขาว่านั่นเสียที่ไหน!’ แต่ในเมื่อมันเกี่ยวพันไปถึงความสุขสบายของนางในภายภาคหน้า ถึงจะไม่รู้จักอะไรที่เกี่ยวกับการรักษาเลยแม้แต่น้อยแต่ก็ต้องเออออตามไปก่อน
เสิ่นเจียวเจียวกลับมาอยู่ในอากัปกิริยาที่สุขุมในชั่วพริบตา
ใบหน้างดงามไร้พิรุธโดยสิ้นเชิง ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มอ่อนก่อนเอ่ยด้วยความถ่อมตน “ท่านโหวกล่าวชมเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้รู้ทักษะการรักษาของฉีหวงที่ท่านว่าหรอกเจ้าค่ะ เพียงแค่อาศัยความรู้ที่เคยเปิดอ่านจากตำราหมอไม่กี่เล่มเท่านั้น อาการของท่านสาหัสมาก อย่างไรก็ต้องช่วยเหลือก่อน ข้าจึงถือวิสาสะทำตามที่ตำราได้ระบุไว้โดยที่ไม่รู้เลยว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร โชคดีที่ท่านไม่เป็นอะไร หากท่านโหวอาการดีแล้ว โปรดรอตรงนี้สักครู่นะเจ้าคะ ข้าจะไปตามคนมาช่วยเหลือท่าน”
แท้จริงแล้ว ที่กู้เฉินอวี้เอ่ยถามเช่นนั้นก็เพราะต้องการหยั่งเชิงสตรีตรงหน้า แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้คำตอบเช่นนั้น ทว่าดูอย่างไรเขาก็ไม่เห็นว่าเสิ่นเจียวเจียวจะโกหกหรือซ่อนเร้นความจริงใด ๆ เอาไว้
…เช่นนั้นคุณหนูใหญ่เสิ่นก็คือผู้ที่ช่วยชีวิตเขาไว้จริง ๆ ใช่หรือไม่…
ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ ในใจของกู้เฉินอวี้ถึงได้มีความรู้สึกหดหู่แปลกประหลาดผุดขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ
…อาจเป็นเพราะความเจ็บปวดแสนสาหัสจากบาดแผลทางร่างกายที่แทบจะอดทนไม่ได้นี่กระมัง ที่ทำให้ใจเขาไม่เป็นสุขเช่นนี้! ...
“รบกวนคุณหนูใหญ่เสิ่นช่วยนำพู่หยกของข้าไปให้คุณชายหลินด้วย เขารู้ว่าจะต้องช่วยเหลือข้าอย่างไร”
“เจ้าค่ะ ท่านรอสักประเดี๋ยว ข้าจะรีบตามคนมาช่วยเจ้าค่ะ”
***********************************
เมื่อออกจากบริเวณที่พบกู้เฉินอวี้แล้ว เสิ่นเชียนเกอก็มุ่งตรงไปยังอีกฝั่งของภูเขาปลอมในทันที นางไม่กล้ากลับไปผ่านจุดที่จิ้งหย่งโหวอยู่ เพราะเกรงจะได้พบเขาที่ฟื้นคืนสติขึ้นมาแล้ว เรื่องราวในวันนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่นางไม่เข้าใจ ดูเหมือนจะมีปริศนาอยู่เต็มไปหมด ที่สำคัญตอนนี้ก็ยังหาตัวเยี่ยนอ๋องไม่พบ ดังนั้นสาวน้อยจึงไม่อาจวางใจกลับไปเช่นนี้ได้
ในภพก่อน เพราะเยี่ยนอ๋องถูกนักฆ่าลอบสังหารในวันนี้และไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ส่งผลให้เขากลายเป็นคนพิการร่างกายไม่ปกติ… ซึ่งเสิ่นเชียนเกอคาดเดาว่าด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้นิสัยและอารมณ์ของเยี่ยนอ๋องเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง แม้จะมีฉายาว่า อ๋องโฉด แต่หลังจากเหตุการณ์วันนี้เขาก็กลายเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้น ก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น และโหดร้ายทารุณมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม กลายเป็นเสมือนปีศาจร้ายที่น่าหวาดหวั่น
หลังจากเดินมาได้สักพัก จู่ ๆ เสิ่นเชียนเกอก็ได้ยินเสียงคล้าย ‘เกิดการต่อสู้’ ดังมาจากทิศหนึ่ง
หัวใจดวงน้อยหล่นวูบ เสิ่นเชียนเกอรีบหักเลี้ยวแล้วก้าวเดินไปตามทิศทางของเสียงด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะเดียวกันก็พยายามระมัดระวังให้มากที่สุดไปด้วย
ไม่นานนัก ร่างบางก็เข้าใกล้ต้นกำเนิดเสียงจนสามารถมองเห็นเหตุการณ์ระทึกนั้นได้
หญิงสาวรีบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในหลืบหนึ่งภายใต้เงามืดของภูเขาจำลองเพื่อมองดูสิ่งที่เกิดขึ้น
ทันทีที่ได้ภาพเหตุการณ์อย่างชัดเจน ร่างบางภายใต้ชุดคลุมตัวใหญ่ก็สั่นสะท้าน บัดนี้สติของนางแทบจะหลุดหายไปกับสายน้ำที่ไหลหลั่งไปตามซอกหินในภูเขาจำลองนี้แล้ว
ภาพที่สะท้อนสู่สายตาของนางคือ ร่างแน่นิ่งของบุรุษชุดดำระเกะระกะและกองโลหิตที่เจิ่งนองไปทั่วพื้นที่… กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยมาไกลถึงจุดที่นางซ่อนตัวอยู่
ขณะนี้เยี่ยนอ๋องที่สวมชุดสีเสวียนยังคงยืนอยู่ได้แต่ไม่รู้เลยว่าบนร่างกายแข็งแกร่งนั้นจะได้รับบาดเจ็บที่ใดบ้าง และไม่รู้ด้วยว่าเลือดชุ่มโชกไปทั่วทุกพื้นนี้จะมีเลือดของเขาปะปนอยู่หรือไม่
ครั้งนี้ จำนวนบุรุษชุดดำที่กำลังโจมตีเยี่ยนอ๋องมีมากกว่ากลุ่มที่ทำร้ายกู้เฉินอวี้เสียอีก เพราะเพียงแค่ศพที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นก็มีกว่าเก้าถึงสิบคนแล้ว!
ขณะนี้ในมือแกร่งของเยี่ยนอ๋องกำลังกำกระบี่ไว้แน่น ใบกระบี่สีเงินวาววับอาบชโลมด้วยโลหิตแดงฉาน ปลายแหลมของมันมีเลือดจำนวนมากไหลหยดลงพื้นไม่ขาดสาย ทันใดนั้นเยี่ยนอ๋องก็สะบัดกระบี่ในมือแล้วเสือกแทงเข้ากลางอกศัตรูผู้หนึ่ง ความรวดเร็วที่เขาใช้ราวกับลมพัดผ่านอีกทั้งยังเงียบงันไร้สัญญาณเตือนประหนึ่งฟ้าแลบจากที่ไกลโพ้น บุรุษชุดดำคนนั้นเบิกตาโพลงพลางทรุดฮวบลงกับพื้นทันที ไม่นานนักลมหายใจสุดท้ายก็ดับไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ดวงตาแสนเย็นชาของเยี่ยนอ๋องสะท้อนแววแดงฉานไม่ต่างจากสีโลหิตที่ฉาบทาใบกระบี่ เขย่าขวัญสั่นประสาทสิ่งมีชีวิตทุกผู้ทุกนามที่ได้พบเจอ
ในตอนนี้มีบุรุษชุดดำกว่าห้าคนแล้วที่นอนกองเป็นซากศพไร้ลมหายใจอยู่บนพื้น เหลือผู้ที่ยังรอดชีวิตอีกเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ทว่าดูเหมือนนักฆ่าเหล่านั้นจะไม่สนใจความเป็นความตายของตนอีกต่อไป แม้จะเหลือพรรคพวกอยู่ไม่มากอีกทั้งยังมีบาดแผลอยู่ทั่วร่างแต่พวกเขาก็ยังคงพยายามปิดล้อมและเข้าจู่โจมเยี่ยนอ๋องอย่างสุดชีวิต
ส่วนทางด้านเยี่ยนอ๋อง ถึงจะมีฝีมือสูง วรยุทธ์แก่กล้า แต่อย่างไรเขาก็เป็นเพียงมนุษย์มีเลือดเนื้อผู้หนึ่ง จึงไม่อาจเอาชนะกลุ่มนักฆ่าที่เข้ามารุมล้อมด้วยตัวคนเดียวได้ หลังจากจัดการบุรุษชุดดำไปมากกว่าครึ่ง ก็เห็นชัดว่าเขาได้สูญเสียเรี่ยวแรงไปพอสมควร ปฏิกิริยาตอบโต้จึงเชื่องช้าลงไปไม่น้อย
คนชุดดำไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พักหายใจแม้แต่น้อย คนที่เหลืออยู่รีบกรูเข้ามาประชิดเยี่ยนอ๋องพร้อมตั้งท่าโจมตีอีกครั้ง
เสิ่นเชียนเกอซึ่งแอบดูอยู่รู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก ยิ่งนานอุณหภูมิในร่างกายของนางก็ยิ่งลดต่ำลงเรื่อย ๆ
หญิงสาวไม่มีความรู้เรื่องการต่อสู้เลยสักนิด หากนางปรากฏตัวในตอนนี้ก็มีแต่จะเพิ่มภาระให้เยี่ยนอ๋องและอาจเป็นต้นเหตุให้เขาเพลี่ยงพล้ำได้
เห็นชัดว่า เยี่ยนอ๋องที่พยายามรับมือกับคนชุดดำมีแต่จะยิ่งอ่อนแรงลงไปทุกที ภายใต้สถานการณ์แสนคับขันนี้ บนร่างในชุดสีเสวียนมีบาดแผลชุ่มเลือดมากมาย โดยเฉพาะบนแขนและแผ่นหลังที่มีแผลฉกรรจ์จากการถูกคมมีดของศัตรู
เสิ่นเชียนเกอซึ่งมองดูเหตุการณ์จากเงามืดมาตลอดเริ่มกำหมัด
แน่นอนว่าความเจ็บปวดทางกายเป็นอุปสรรคใหญ่ของเยี่ยนอ๋อง เพราะความรุนแรงของพวกมันกำลังแล่นเข้าจู่โจมจิตใจและสติสัมปชัญญะของเขา ซึ่งนั่นก็ยิ่งส่งผลให้สภาพร่างกายของบุรุษผู้เคยแข็งแกร่งอ่อนแอลงเป็นเท่าทวี
แต่กระนั้น ในตอนนี้กลุ่มคนชุดดำก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเหนือกว่า ขณะนี้มีบุรุษชุดดำที่กำลังล้อมเยี่ยนอ๋องอยู่สี่คน ถึงแม้เยี่ยนอ๋องจะอ่อนแรงลงไปมาก แต่เห็นชัดว่าวรยุทธ์ของคนทั้งสี่ยังมิอาจเทียบเคียงเยี่ยนอ๋องได้ แม้เวลาจะล่วงเลยมาครู่ใหญ่ แต่จนบัดนี้เยี่ยนอ๋องก็ยังคงสามารถต้านทานได้!
เมื่อได้ประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน ความตึงเครียดในใจของเสิ่นเชียนเกอก็คลายลงเล็กน้อย
ทว่าทันใดนั้นสถานการณ์วิกฤตก็เกิดขึ้น!
จู่ ๆ บุรุษชุดดำสองคนก็หันไปสบตากันก่อนสาวเท้าไปเบื้องหน้าแล้วชูมีดปลายแหลมขึ้นเหนือศีรษะ เยี่ยนอ๋องเห็นเช่นนั้นก็รีบตวัดกระบี่ฟันเข้าท้องศัตรูทั้งสองอย่างรวดเร็ว
หากเป็นการต่อสู้ทั่วไป กระบวนท่าเช่นนี้แน่นอนว่าจะต้องหลบหลีกก่อนและค่อยเข้าโจมตีอีกครั้ง แต่ราวกับบุรุษชุดดำทั้งสองมองไม่เห็นกระบี่ของเยี่ยนอ๋อง พวกเขาไม่ได้ทำการปัดป้องหรือหลบหลีก ทั้งยังปล่อยให้ปลายกระบี่แหลมเฉือนเอาเนื้อของตนไปอย่างไม่ไยดี
เสิ่นเชียนเกอที่ได้เห็นเหตุการณ์รู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ในพริบตาต่อมานางก็เข้าใจ สองคนนั่นใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ พวกเขาเอาร่างกายของตนต่างพันธนาการจำกัดการเคลื่อนไหวกระบี่ของเยี่ยนอ๋องไว้เพื่อเปิดโอกาสให้บุรุษชุดดำอีกสองคนที่เหลือลงมือสังหารเขาได้อย่างไร้อุปสรรค
เสิ่นเชียนเกอที่เป็นสตรีไร้วรยุทธ์ยังสามารถมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วเยี่ยนอ๋องจะมองไม่ออกได้อย่างไร
เขาอ่านกลยุทธ์ของศัตรูออกทันที แต่ครานี้หากจะให้ถอยกลับไปตั้งหลักโดยไร้ซึ่งบาดแผลก็คงจะสายเกินไปแล้ว
ยามนี้มีเพียงพละกำลังเท่านั้นที่จะช่วยให้เอาชนะกระบวนท่านี้ได้! ต้องใช้ท่าไม้ตายและกำลังที่เหนือกว่าสยบพวกมันให้สิ้นซาก
ดังนั้นเยี่ยนอ๋องที่เดิมทีใช้แรงไปเพียงห้าส่วน ก็ค่อย ๆ ขยับร่างกายให้เร็วขึ้นทีละน้อย ก่อนจะขับดันพลังจากทุกส่วนของร่างกาย เค้นเอาพละกำลังที่เหลือของตนทั้งหมดออกมา
ถึงแม้เยี่ยนอ๋องจะไม่ได้แสดงการเคลื่อนไหวที่เด่นชัดนัก แต่ผู้มีวรยุทธ์ทั้งหลายล้วนมีประสาทสัมผัสที่ว่องไวกว่าผู้อื่นหลายเท่า เพียงแค่การเคลื่อนไหวที่แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยก็สามารถสังเกตเห็นได้โดยง่าย เหล่าบุรุษชุดดำเองก็รับรู้จุดประสงค์ของเยี่ยนอ๋อง
ทว่าบุรุษชุดดำที่เตรียมใช้มีดจ้วงแทงเยี่ยนอ๋องก็ยังคงทำหน้าที่นั้นต่ออย่างมุ่งมั่น
เพียงเสี้ยวลมหายใจปลายกระบี่คมก็เฉือนผ่านท้องของคนชุดดำทั้งสอง โลหิตแดงฉานพวยพุ่ง สาดกระเด็นไปทั่ว ความแหลมคมของกระบี่เฉือนเนื้อเยื่อให้ฉีกออกจากกันทันที ไม่ว่าจะมองอย่างไร ต่อให้มีนับสิบปาฏิหาริย์ มือสังหารที่เหลือเพียงสองคนนั้นก็คงไม่อาจรอดพ้นจากความตายไปได้อย่างแน่นอน
แต่ทว่า สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อนักฆ่าที่ไม่ควรจะรอดชีวิตทั้งสองอาศัยโอกาสเข้าใกล้ศัตรูโถมตัวเข้ายึดร่างของเยี่ยนอ๋องไว้แน่น
ในตอนนั้นเอง เสิ่นเชียนเกอก็มองเห็นเงาคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหลังภูเขาปลอมซึ่งอยู่ห่างจากตัวนางเพียงไม่กี่ก้าว มือของคนผู้นั้นอยู่ในท่าง้างคันธนูขึ้นเล็งเป้าหมาย เตรียมพร้อมยิงลูกศรสังหาร หมายปลิดชีวิตเหยื่อของตนในศึกนี้!
.
.
.