บทที่ 23
ฮัดชิ้ว
ทั้งที่อากาศในช่วงนี้ค่อนข้างอบอุ่นแท้ๆแต่เอเลนกลับรู้สึกแพ้อากาศเสียได้ ปกติเขามักจชินชากับการอยู่คนเดียวเลยไม่เคยปิดปากเวลาจามจนเผลอลืมไปว่าตอนนี้ตนกำลังนั่งรัประทานอาหารอยู่กับพวกเซลีน สายตาตำหนิจากเซลีนและโต๊ะอาหารรอบๆกำลังจ้องมองมาที่เขา
“ให้ตายสิจามปิดปากหน่อยสิยะ”
เซลีนเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งผ้าเช็ดหน้ามาให้เด็กหนุ่มยิ้มแห้งแล้วรับมันเอาไว้
“โทษที”
หลังจากขอโทษกันแล้วพวกเขาก็เพลิดเพลินไปกับอาหารเลิศรสที่ล้วนทำมาจากหมูป่าขยทองสุดหายาก หากไม่ใช่เพราะลูน่ามาเรียเป็นคนล่ามาคาดว่าคงต้องรออีกอย่างน้อยเจ็ดวันจึงจะมีโอกาสจองโต๊ะได้
“ทานไปฟังไปนะคะ”
ลูน่ามาเรียเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดพร้อมกับวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะที่จั่วหัวว่ารายงานความผิดปกติรอบพรมแดนก่อนจะเปิดปากเล่าเรื่อง
ในเวลาไม่กี่เดือนมานี้เผ่าอมนุษย์บริเวณรอบๆพรมแดนจักรวรรดิได้ถูกอะไรบางอย่างกวาดล้างเป็นจำนวนมากรวมถึงทำลายระบบนิเวศน์ในบริเวณใกล้เคียงจนย่อยยับส่งผลให้ศัตรูจากภายนอกจักรวรรดิที่เร้นกายมานานเริ่มสร้างความวุ่นวายไม่ว่าจะป็นกลุ่มโจรหรือภัยพิบัติอื่นๆ
กองทัพจักรวรรดิที่มีหน้าที่รักษาการณ์บริเวณชายแดนคอยป้องกันอณาจักรอุ่นที่คอยรุกรานจึงทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวกนัก จักรพรรดิเลยมีราชโองการลับให้แก่สมาคมนักผจญภัยทั่วจักรวรรดิด้วยภารกิจพิเศษที่มีค่าตอบแทนสูงจำกัดแค่นักผจญภัยระดับเงินขึ้นไป
“ถ้าอย่างนั้นแล้วผมจะช่วยอะไรได้”
เอเลนถามขึ้นไม่ว่ายังไงเขาที่เพิ่งเป็นนักผจญภัยได้ไม่กี่วันนั้นหมดสิทธิ์จะเข้าร่วมภารกิจนี้ตั้งแต่แรก เซลีนที่ได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าอย่างระอาใจก่อนจะเคาะหัวทึบๆของเด็กหนุ่มเบาๆทีหนึ่ง
“ข้อจำกัดพวกนั้นสามารถใช้ได้กับพวกคลาสสายต่อสู้เท่านั้น ในกรณีของนายถือว่าพิเศษ”
เซลีนเอ่ยพลางจิ้มไปที่เขาอีกหลายที
“ลืมไปแล้วเหรอว่าคลาสของนายคือช่างฝีมือจัดอยู่ในคลาสสายการผลิตนะยะ ในทางทษฎีนายขะถูกนับรวมไปกับพวกแนวหลังซึ่งตามปกติก็แล้วหนึ่งปาร์ตี้สามารถมีคาสสนับสนุนได้สองคน(หนึ่งปาร์ตี้มีสมาชิกได้สูงสุดหกคนโดยไม่จำกัดคลาส กฎที่เพิ่งกล่าวไปเมื่อสักครู่เป็นกฎที่สมาคมตั้งขึ้นเองแต่ระบบปาร์ตี้นั้นแท้จริงแล้วคือส่วนหนึ่งของเสียงแห่งโลก)
“อย่างที่ว่ามานั่นแหละค่ะเพราะแบบนั้นคุณเองก็ต้องมากับพวกเราด้วย”
ลูน่ามาเรียกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่เด็กหนุ่มที่รบร้อนอยากเปิดร้านใจจะขาดย่อมถึงกับเบ้ปาก
“ก็ได้อยู่หรอก แต่ปาร์ตี้ต้องมีแค่พวกเรานะ”
“ตกลง”
เซลีนยิ้มพูดติดตลก
“ถึงนายจะไม่บอกแบบนั้นก็ใช่ว่าพวกเราจะมีคนอื่นคบเป็นเพื่อนซะหน่อย”
ว่าแล้วทั้งสามก็หัวเราะก่อนจะดื่มด่ำไปกับมืออาหารสุดแสนอร่อยพร้อมกับปาร์ตี้เฉพาะกิจก็ได้ก่อตัวขึ้นมาด้วยประการฉะนี้ หลังจากผ่านมื้ออาหารไปแล้วก็นัดแนะกำหนดการเดินทางซึ่งก็คืออีก 3 วันข้างหน้าก่อนจากกันเอเลนก็มอบแหวนคลังศาสตราให้พวกเธอคนละหนึ่งวง
คลังศาสตรา
แรงค์ B
ประเภท เครื่องประดับ
พลังป้องกัน 650
ความทนทาน 485 / 485
เงื่อนไขการสวมใส่ ไม่จำกัด
เครื่องประดับระดับสูงที่มุ้งเน้นการใช้งานมากกว่าการปกป้องผู้สวมใส่ แฝงด้วยจินตนาการภูมิความรู้ที่ถูกยกระดับของช่างฝีมือหนุ่มผู้คิดค้น สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยวัสดุที่หลากหลายประสิทภาพจะแปรเปลี่ยนตามคุณภาพวัสดุ
- สามารถติดตั้งอาวุธได้ 6 ชิ้น
- อาวุธที่ติดตั้งอยู่กับคลัง 7 วันจึงจะสามารถถอดได้
- อาวุธที่เรียกใช้งานจากคลังศาสตราจะมีพลังโจมตีเพิ่มขึ้น 5 %
- สามารถสลับอาวุธไปมาได้โดยใช้เวลาเรียก 0.1 วินาที
“แหวนวงนี้ดีมากเลยนะคะ”
ลูน่ามาเรียเอ่ยขณะที่มองค่าสถานะของแหวนด้วยแววตาสนใจ ก่อนที่ดวงตาสีไพลินจะสะดุดเข้ากับคันธนูแรงค์ B คุณภาพสูง 2 คัน พร้อมกระบอกใส่ลูกธนูร้อยดอก 3 กระบอก
“คิดซะว่าเป็นของแถม”
“นี่มัน...ไม่มาเกินไปหน่อยเหรอคะ”
ลูน่ามาเรียกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดๆพังแค่แหวนก็มีมูลค่าค่อนข้างแพงอยู่แล้วแต่เอเลนกลับแถมอาวุธแรงค์สูงที่มีคุณค่ามากกว่าแหวนวงนี้ซะอีกทำเอาเซลีนที่ได้รับอาวุธสำรองเป็นดาบแรงค์ C จำนวนสามเล่มต้องร้องขึ้น
“ทำไมลูน่าถึงได้ของดีในขณะที่ชั้นได้แค่ดาบแรงค์ C ยะ”
“เป็นดาบแรงค์ C ที่มีอักษรรูนกับพรของภูติอัคคีนี่ยังไม่พอใจอีกเหรอยัยเพี้ยน”
เอเลนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนใจหากลูน่าใช้พลังเวทมนต์ธาตุไฟแบบเซลีนเขาคงจะสลักรูนงไปบนคันธนูด้วย แต่ถ้าหากทำแบบนั้นจะเป็นการทำร้ายลูน่าทางอ้อมซะมากกว่า หากลูน่าใช้รูนไฟมีความเป็นไปได้ว่าพลังของรูนจะกัดกินลูน่าซะเอง
เซลีนที่ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะร่า
“ล้อเล่นหรอกน่ะ ลูก้าชั้นดีแบบชั้นยินดีที่จะได้รับของฟรีจากนายอยู่แล้ว”
“ให้มันจริงเถอะ”
เอเลนกล่าวก่อนจะพูดขึ้น
“แหวนพวกนี้คือสินค้าผลิตจำนวนมกรุ่นทดลอง ของที่จะวางขายในร้านจะประสิทธิภาพด้อยกว่านี้”
“แบบนี้เท่ากับว่าพวกเราโชคดีสินะเนี่ย”
ลูน่าเอ่ยก่อนจะเหลือบไปเห็นแหวนแบบเดียวกันบนนิ้วของเอเลนสองวง ซึ่งเธอมารู้เอาทีหลังว่าแหวนทั้งสองวงนั้นล้วนเป็นเครื่องประดับแรงค์ A ทั้งสองวง
“รู้มั้ยชั้นเสียเลือดและน้ำตาขนาดไหนถึงจะสร้างพวกมันออกมาได้ รักษาให้ดีละ”
เอเลนไม่กลัวว่าแหวนจะพังเพราะยังไงซะเขาก็มีปัญญาซ่อมมันได้สบายๆอยู่แล้ว(เรียกค่าใช้จ่ายนิดหน่อย) ในอนาคตเขามีแผนจะผลิตคลังศาสตราออกมาในปริมาณมากเพื่จัดจำหน่ายโดยเฉพาะ การเตรียมสินค้ายังไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่มีอีกหลายเรื่องที่เขาต้องคิดไม่ว่าจะเป็นการหาพนักงานร้านรวมไปถึงแผนกบัญชีไหนจะต้งตกแต่งร้านใหม่อีกได้ไปผจญ๓ยคลายเครียด(?)กับพวกสาวๆหน่อยก็ไม่เลวเหมือนกัน
สามวันผ่านไปหลังจากตรวจสอบสัมภาระเรียบร้อยก็ถึงเวลารวมตัว ถนนหน้าสมาคมอันแน่นไปด้วยรถม้าหลายสิบคันที่มีกำหนดการณ์เดินทางใกล้เคียงกันกว่าเอเลนจะเดินทางมาถึงก็เสียเวลาไปไม่ใช่น้อย ดวงตาสีทับทิมกวาดสายตามองจนกระทั่งเหลือบไปเห็นรถม้าคันเล็กๆที่จอดเตรียมพร้อมโดยมีลูน่าเป็นคนคอยดูแลพวกม้า
“นายมาสาย”
เซลีนที่โผล่มาจากท้ายรถม้ากล่าวคาดโทษ
“ใครจะรู้ล่ะว่าถนนมันจะแน่นขนาดนี้”
เอเลนยิ้มแห้งก่อนจะถูกเซลีนพาตัวเข้ามาภายในรถม้าที่กว้างกว่าที่เห็นภายนอกมากแถมยังไม่รู้สึกสะเทือนเวลารถม้าเคลื่อนที่ก่อนที่ลูน่าจะตามเข้ามาเป็นคนสุดท้าย เมื่อเวลา 10 โมงตรงขบวนรถม้าก็เดินทางออกจากมหานครลูมินัสของจักรวรรดิ
ขบวนรถม้ามีความยาวมากกว่าหนึ่งกิโลเมตรค่อยๆแยกย้ายกันตาทางแยสู่จุดหมายที่ทางสมาคมได้กำหนดเอาไว้โดยสมาคมจะวิเคราะห์จากความสามารถของสมาชิกในปาร์ตี้ว่าเหมาะสมกับภารกิจในพื้นที่แถบใด
กลุ่มของเอเลนได้รับภารกิจปราบปรามกลุ่มโจรเงาทมิฬที่มีเลเวลเฉลี่ยอยู่ที่ 65 แต่จำนวนและความชำนาญในพื้นที่ป่าเบรูอินนั้นสูงมากเกินความสามารถของนักผจญภัยระดับทองแดงที่เป็นคนท้องถิ่นจนต้องส่งคำขอมาที่สมาคมสาขาลูมินัส
ป่าเบรูอินเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชื่อเดียวกันติดกับเทือกเขาเทียบสวรรค์ทางด้านทิศเหนือของจักรวรรดิ ปกติหมู่บ้านนี้มักจะปลอดภัยอยู่เสมอเพราะหมู่บ้านได้มีการติดต่อค้าขายกับพวกก๊อบลินเผ่าอาชาที่หมู่บ้านตั้งอยู่บนเทือกเขาถึงแม้หน้าตาของพวกเขาจะดูดุร้ายแต่นิสัยนั้นกลับตรงกันข้าม
ทุกอย่างก็ดูสงบสุขดีจนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งสาคมได้รับรายงานมาว่าก็อบลินเผ่าอาชาถูกฆ่าล้างเผ่าพันธ์จนหมดทำให้กลุ่มโจรเงาทมิฬที่ไม่มีใครคอยเป็นไม้กันพวกมันก็เปิดฉากรุกรานหมู่บ้านเบรูอิน กลุ่มโจรเงาทมิฬเป็นกลุ่มมนุษย์ที่อาศัยอยู่นเทือกเขาเทียบสวรรค์ว่ากันว่าพวกมันรู้เรื่องของป่าเบรูอินดีเสียยิ่งกว่าหัวหน้าหมู่บ้านเบรูอินเสียอีก
“ข้อมูลภารกิจเบื้องต้นก็จะประมาณนี้”
เซลีนกล่าวตามรายงานที่ได้รับมาจากสมาคมก่อนออกเดินทาง ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมจำลองภายในรถม้าครู่หนึ่งก่อนที่ลูน่าจะเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“ข้อมูลไม่น้อยเกินไปหน่อยเหรอคะ”
“นักผจญภัยในพื้นที่เสี่ยงตายเอาเรื่องนี้มารายงาน ได้เท่านี้ก็ดีแล้วล่ะ”
เซลีนเอ่ยอย่างปลงๆถึงทีแรกเด็กสาวจะตื่นเต้นกับภารกิจที่เป็นเหมือนกึ่งๆราชโองการจากฝ่าบาท แต่ก็มารู้ทีหลังว่ากลุ่มของพวกเธอถูกกำหนดให้เดินทางไปยังหมู่บ้านเบรูอินที่แสนห่างไกล เด็กสาวถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะหยิบเอกสารอีกชุดออกมา
“โชคดีที่คราวนี้เรามีนักผจญภัยในพื้นที่เป็นกำลังเสริมราวๆ 20 คนแถมหมู่บ้านยังมีทรัพยากรใรการผลิตน้ำยาฟื้นฟูอย่างครบครันเราเลยไม่ต้องกงวลเรื่องเสบียงเท่าไหร่”
เธอแจกข้อมูลของนักผจญภัยหมู่บ้านให้กับทั้งสองคนที่กวาดตามองเพียงรอบเดียวก็ต้องขมวดคิ้ว
“เลเวลเฉลี่ยคือ 24 เอาจริงดิ”
เอเลนผิวปากหวือตลอดการสนทนาเขาไม่มีความเครียดเลยแม้แต่นิดเดียวผิดกับสองสาวเป็นอย่างมาก หากใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในการประเมินถือว่านักผจญภัยระดับทองแดงพวกนี้ถือว่ามีระดับค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับระดับมอนสเตอร์ในป่าเบรูอินหรือเทือกเขาเทียบสวรรค์ที่มีเลเวลมากถึง 80
“เพราะในหมู่บ้านไม่มีนักผจญภัยระดับสูงนานแล้วต่อให้รุมการเก็บเลเวลก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก”
“แม้จะฟังดูใจร้ายไปหน่อยแต่กำลังเสริมพวกนี้มีก็เหมือนไม่มีล่ะนะ”
เซลีนประเมินด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดก่อนจะไล่สายตาดูภารกิจของหมู่บ้านที่เธอของให้สมาคมรวบรวมมาให้พบว่ามีกองเป็นภูเขาก่อนจะเลื่อนส่งให้เอเลนดู
“หืม ภารกิจง่ายๆเยอะขนาดนี้?”
เอเลนเลิกคิ้วสูงก่อนจะพลิกดูภารกิจแต่ละอย่างซึ่งทั้หมดล้วนเป็นภารกิจจับฉ่ายอย่างซ่อมแซมหลังคาบ้าน กำจัดแมลงในไร่รวมไปถึงอื่นๆกวาดตามองเพียบแวบเดียวเอเลนก็รู้ในทันทีว่านักผจญภัยท้องถิ่นมีนิสัยเป็นอย่างไร
“อีโก้เยอะกันน่าดูเลยแฮะ แบบนี้พวกเราลงมือกันเองไม่เร็วกว่าเหรอ”
“ฉันก็อยากจะทำแบบนั้น แต่หัวข้อภารกิจของเราในคราวนี้นอกจากกำจัดกลุ่มโจรเงาทมิฬแล้วยังต้องฟื้นฟูหมู่บ้านนี้ด้วย”
“ขอกันง่ายๆแบบนี้ไม่มักง่ายไปหน่อยเหรอ”
เอเลนเอ่ยด้วยน้ำสียงไม่สบอารมณ์นักจริงอยู่ว่างานี่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นงานของนักผจญภัยทั้งสิ้นไม่ว่างานจะใหญ่จะเล็กแต่งานก็คืองาน กลายเป็นว่าแม้แต่คนในพื้นที่ก็ยังเกี่ยงกันที่จะทำและตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการผลักภาระให้ผู้อื่นเซลีนอ่านสีหน้าของเอเลนอยู่เงียบๆก่อนที่บีบไหลเอเลนเบาๆ
“ฉันรู้ว่านายหัวเสีย ให้ชั้นคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านก่อนแล้วกัน”
“เซลีนพูดถูก ปัญหาใหญ่ของเราตอนนี้คือกลุ่มโจรที่รุ้กซอกทุกมุมของป่าเรามาเริ่มวางแผนกันคร่าวๆดีกว่ามั้ย”
“ชั้นคิดเอาไว้คร่าวๆแล้ว”
เซลีนเอ่ย
“ชั้นจะรับหน้าที่ประสานงานกับหมู่บ้าน ลูน่าจะรับหน้าที่สอดแนมและหาที่ตั้งองค่ายโจรร่วมกับเอเลน ส่วนเอเลนในเวลาว่างชั้นอยากให้นายคอยทำภารกิจพวกนี้”
เอเลนพยักหน้าเบาๆก่อนจะถามขึ้น
“แล้วพวกนักผจญภัยท้องถิ่นละ”
“ชั้นจะจัดการเอง ดูจากลักษณะนิสัยของพวกเขาแล้วเราคงต้องดัดสันดานคนพวกนี้กันหน่อย”
เซลีนอาสารับหน้าที่ด้วยตนเองซึ่งไม่มีใครคัดค้านอะไรเป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อสนิทว่าเซลีนคือบุตรตรีขุนนางเธอย่อมมีวิธีกำราบคนพวกนี้อยู่แล้วหลังจากนี้เป็นการประชุมรายละเอียดปลีกย่อยที่แต่ละคนจะต้องทำการเดินทางค่อนข้างราบรื่นดีใช้เวลากว่า 24 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพักกว่าจะถึงจุดหมายม้าที่สมาคมให้ยืมมานั้นเป็นม้าชั้นดีที่ใช้ในการเดินทางไกลอยู่แล้ว
ป่าเบรูอินคือป่าดิบชื้นกินพื้นที่ไกลสุดลูกหูลูกตาในตอนนี้คือฤดูใบไม้ผลิใบไม้ของป่าจึงมีสีสันสดใสถัดออกไปไกลๆคือเทือกเขาเทียบสวรรค์ที่สูงทะลุชั้นเมฆสมชื่อเทือกเขาที่สูงที่สุดในจักรวรรดิที่กินพื้นที่หลายอาณาจักรที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นเป็นเพียงแค่หนึ่งในยอดเขาเล็กๆที่อยู่ในเขตแดนจักรวรรดิเท่านั้น
เอเลนเลื่อนสายตาจากยิดเขาสูงตระหง่านกลับมายังหมู่บ้านที่มีสภาพไม่ค่อยสู้ดีนักบ้านเรือนบางหลังชำรุดผ่านการซ่อมแซมแบบปะชุน บางหลังแทนที่จะเรียว่าบ้านเรียกว่าเพิงจะเหมาะกว่าด้วยซ้ำ
“....ไม่ต่างจากที่คิดเอาไว้เท่าไหร่”
เด็กหนุ่มรำพึงก่อนที่คณะเดินทางจะจูงรถม้าผูกเอาไว้หน้าสมาคมนักผจญภัยสาขาหมู่บ้านเบรูอิน โชคดีที่สมาคมทุกสาขาได้งบประมาณที่เพียงพอทำให้มันเป็นหึ่งในอาคารไม่กี่หลังที่ยังคงมีสภาพดีผิดกับอาคารหลังอื่นๆของชาวบ้าน ตลอดทางแน่นอนว่าชาวบ้านมองพวกเขาด้วยความไม่มีความไว้วางใจแม้แต่น้อยบางคนถึงขั้นถลึงตามองพร้อมถืออาวุธเลยด้วยซ้ำเรียกกันว่าอยู่กันแบบบ้านป่าเมืองเถื่อนก็ไม่ผิดนัก
“ต้อนรับกันได้อบอุ่นดีนะคะ....”
คราวนี้เป็นลูน่ามาเรียที่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบผิดกับทุกทีสืบเนื่องจากเมื่อครู่เด็กสาวชาวเอลฟ์สัมผัสได้ถึงสายตาแทะโลมจากชายฉกรรน์บางคนที่มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าโดยเน้นที่หน้าอกอย่างน่าเกลียดความประทับใจแรกของหมู่บ้านเบรูอินถือว่าย่ำแย่มาก
หลังจากเข้าพบผู้ดูแลสมาคมและหัวหน้าหมู่บ้านแล้วรับฟังปัญหาก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากในรายงานนักส่วนใหญ่จะเป็นการแนะนำตัวและสถานที่สำคัญของหมู่บ้านโดยมีสมาคมนักผจญภัยเปรียบดังองบัญชาการเอเลนดูจะสนใจโรงตีเหล็กของหมู่บ้านและหอสมุดแห่งปัญญาเป็นพิเศษ
“นักผจญภัยคนอื่นๆไปไหนกันหมดเหรอคะ”
เซลีนถามขึ้นเพราะตอนที่เข้ามาในหมู่บ้านพวกเขาไม่เห็นใครเลยที่มีวี่แววเหมือนจะเป็นนักผจญภัย ผู้ดูแลสมาคมเมื่อได้ยินคำถามก็พลันมีสีหน้ามืดลง
“พวกเขาออกไปเก็บเลเวลกันตั้งแต่เช้าแล้วครับ เห็นบอกว่าจะออกไปล่าตัววูซู”
“พวกเขายังสติดีกันอยู่รึเปล่า หรือที่หมู่บ้านนี้มีคลาสผู้ใช้เวทย์ที่มีทักษะโจมตีวงกว้าง?”
วูซูคือมอนสเตอร์ที่มีลักษณะเหมือนหนูตัวเล็กๆที่นอกจากฟันแหลมก็มีเลเวลแค่ 25 เท่านั้น ที่น่าหวาดหวั่นคือจำนวน วูซูหนึ่งฝูงจะมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งร้อยตัวหรือมากกว่าเพราะมีอายุไขที่สั้นทำให้พวกมันามารถเพิ่จำนวนได้อย่างรวดเร็ว
“...ลำพังแค่ทักษะเวทมนต์ระดับเริ่มต้นศรเทย์พวกเขาร่ายได้ห้าดอกก็เต็มกลืนแล้วละครับ ความคิดที่จะเพิ่มเลเวลด้วยการล่าวูซูเป็นความคิดของมัลคอมม์”
“คนที่เลเวลเยอะที่สุดในหมู่บ้านน่ะเหรอคะ”
เซลีนที่รู้รายเอียดเยอะที่สุดถามขึ้นด้วยท่าทีหัวเสียหากเป็นการล่าแบบปกติเธอจะไม่บ่นเลยซักนิดแต่หมู่บ้านจะถูกโจมตีเมื่อไหร่ก็ไม่รู้แต่ก็ไม่ทิ้งคนเอาไว้ป้องกันเลยซักคนลูน่าและเอเลนที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน
“ไม่คิดว่าจะยุ่งยากขนาดนี้เลย”
“ชั้นขอเสนอได้มั้ย ตั้งแต่ที่เข้ามาในหมู่บ้านชั้นยังไม่เห็นแม้แต่รั้วเลยถ้ายังไงคุณหัวหน้าหมู่บ้านช่วยประสานงานกับช่างตัดไม้ให้ไปช่วยกันสร้างรั้วหน่อย”
เอเลนเสนอความคิดขึ้นทำเอาหัวหน้าหมู่บ้านที่เงียบมานานต้องถามกลับ
“ล ลำพังแค่รั้วไม้มันจะช่วยป้องกันพวกโจรได้เหรอครับ”
“ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ถ้าวางตำแหน่งรั้วดีๆเราอาจใช้ประโยชน์จากมันได้”
“ชั้นเห็นด้วย จัดการเลยเอเลนส่วนลูน่ามากับชั้นเราต้องเริ่มปรบแผนกัน”
เอเลนพยักหน้าปล่อยให้เซลีนที่ดูท่าจะหัวเสียไม่น้อยอยู่กับลูน่าคงจะเป็นการดีที่สุด เขาเป็นพวกที่ถนัดลงมือทำมากกว่าใช้วามคิดยุ่งยาก
หลังจากนั้นผู้นำหมู่บ้านที่ชื่อมาลรีคก็ไปรวบรวมชาวบ้านชายมาได้ประมาณ 200 คนที่เป็นคนวัยฉกรรน์แต่ละคนดูมีสีหน้าไม่พึงพอใจนักที่ถูกเรียกให้มารวมกันที่นี่
“นี่มันเรื่องอะไรกันมาลรีค ไร่ของชั้นและคนอื่นๆต้องการคนดูแลในช่วงเวลาเพาะปลูกแบบนี้”
ชาวบ้านคนหนึ่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเช่นเดียวกับอีกหลายคนที่ส่งสายตามาราวกับขอคำตอบ มาลรีคเลิ่กลั่กพลางมีสีหน้าลำบากใจก่อนจะเอ่ยขึ้น
“นักผจญภัยจากเหมืองหลวงเขาต้องการลูกมือในการสร้างรั้วรอบๆหมู่บ้าน”
พูดไปแค่นั้นชาวบ้านทั้งหมดพลันหน้าขึ้นสี
“ก็ให้นักผจญภัยมันทำไปสิวะ ที่เราแจ้งเรื่องนี้ไปกับทางการก็เพื่อการนี้ไม่ใช่เหรอ”
ชาวบ้านคนเดิมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวพร้อมกับเสียงขานรับของชาวบ้านคนอื่นๆที่ล้วนเห็นด้วยกับพวกเขา เอเลนที่มองอยู่พลันถอนหายใจก่อนจะก้าวออกมาด้านหน้าแอบผนึกพลังเวทย์ขึ้นอึดหนึ่งก่อนจะเปล่งเสียงออกมาดังกึกก้อง
“เงียบ”
....
เสียงของเด็กหนุ่มแทรกเข้าไปทุกโสตประสาตของชาวบ้านที่กำลังไม่พอใจทุกคนเว้นแต่มาลรีคคนเดียว เสียงของเอเลนรุนแรงมากพอจะทำให้พวกเขาปวดหัวเป็นเวลาสั้นๆมาลรีคไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆดีชาวบ้านคนอื่นๆจึงปวดหัวพร้อมๆกันเอเลนคลายนึกเวทย์แล้วกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ
“ก่อนอื่นเลยขอพูดให้ชัดเจนก่อนที่เราจะร่วมงานกัน อย่างแรกชั้นไม่ได้มาที่นี่ในฐานะขี้ข้า สองหากอยากจะมีชีวิตรอดการงอมืองอเท้าไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากจะทำให้ตายไวขึ้นและสามทุกคนที่นี่ต้องทำตามคำสั่งชั้นจนกว่าหัวหน้าปาร์ตี้ชั้นจะมีคำสั่งอื่น”
เด็กหนุ่มประกาศจุดยืนของตัวเองด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ชาวบ้านคนที่ปากเก่งจนถึงเมื่อครู่ที่ได้ยินดังนั้นจึงปรี่เข้ามาคว้าคอเสื้อเด็กหนุ่มแทบจะทันที
“อย่ามาอวดดีนักเลยไอ้หนู ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวงที่เด็กๆหัดเป็นนักผจญภัยอย่างแกจะมาทำกร่างได้”
ชาวบ้านคนนั้นไม่รู้ว่าเมื่อครู่เอเลนใช้เล่ห์กลอะไรในการเปล่งเสียงที่ดังขนาดนั้นออกมาได้ แต่เสียงนั่นไม่ได้ทำให้พวกเขาบาดเจ็บก็เท่ากับว่าเจ้าเด็กตรงหน้ามีดีแค่เสียงดังนั้นแถมพวกมันมีกัน 50 คน เขาไม่เชื่อหรอกว่าแค่คนๆเดียวจะมีปัญญารับมือกับคนจำนวนเยอะขนาดนี้ได้
ถ้าเป็นคนธรรมดาละก็นะ
“มารยาททราม”
ไวเท่าความคิดมือขวาพุ่งคว้าข้อมูลของชาวบ้านใจกล้าออกแรงบิดเบาด้วยค่าพละกำลังที่สูงลิบเอเลนต้อระวังอย่างยิ่งไม่ให้การปลดกระดูกกลายเป็นการหักกระดูก เด็กหนุ่มถอยหลังพร้อมออกแรงกระชากเสียงกร๊อบดังลั่นพร้อมกับชายคนเดิมลงไปกองกับพื้นพร้อมแขนที่ห้อยอยู่ข้างตัวพร้อมกับเสียงของโลกที่แจ้งเตือนสภานะผิดปกติ
“อ้ากก แกทำบ้าอะไรกับชั้น”
“หูหนวกรึไง เสียงของโลกก็บอกอยู่”
เอเลนกรอกตาไปมากับคำถามโง่ๆก่อนจะเดินข้ามมันไปโดยไม่สนใจอีก ชาวบ้านที่เห็นเอเลนสามารถพลิกร่างชายฉกรรน์ที่ตัวใหญ่กว่าสองเท่าให้ลงไปนอนง่ายๆก็พากันถอยกรูด
“ชั้นไม่รู้ว่าพวกคุณเป็นใครมาจากไหนและไม่สนใจด้วย ถ้ายังไม่ให้ความร่วมมือกันอีกครั้งต่อไปชั้นจะเริ่มที่การหักแขน”
“อึ๋ย”
สิ้นคำเด็กหนุ่มก็แผ่รังสีคุกคามแบบอ่อนชาวบ้านที่ตอนแรกกร่างมาเต็มสูบก็ถูกเอเลนลดลูกบ้าลงได้ในหนึ่งอึดใจพวกมันในตอนนี้แค่สบกับดวงตาสีทับทิมก็เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกลัวก่อนที่จะมีเสียงหัวเราะดังออกมาจากกลุ่มชาวบ้าน
“ฮ่าๆสมน้ำหน้าไอ้พวกกในกะลาโดนสั่งสอนซะบ้าง”
สิ้นเสียงร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามก็โผล่ออกมาจากกลุ่มคนมองปราดเดียวเอเลนก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือดรอฟ์วเผ่าพันธ์ที่เชี่ยวชาญงานตีเหล็ก เขาเป็นชายที่สูงประมาณไหล่ของเอเลนและมีหนวดเคราเต็มใบหน้าแต่มวลกล้ามเนื้อกับแผ่ออกมามากกว่าชายคนที่เอเลนเพิ่งจับถอดกระดูกไปซะอีก
“ข้าชอบความเถรตรงของเอ็ง ข้าเรกิลจะให้ความร่วมมือกับเอ็งอย่างดีแน่นอน”
เด็กหนุ่มยิ้มก่อนจะยื่นมือไปจับ
“ขอบคุณ ถ้ายังงั้นผมขอแรงคุณเรกิลในการเป็นคนประสานงานก็แล้วกัน”
“ยินดีเลยไอ้หนู”
เรกิลหัวเราะเขาเป็นคนตรงๆที่เข้ากับคนง่ายแต่กลับไม่เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านนักสิ่งเดียวที่เชื่อมต่อเขากับหมู่บ้านนี้เอาไว้คือภรรยาที่เสียไปแล้วอย่างสงบเมื่อหลายปีก่อน หากไม่ใช่เพราะเขามีตำแหน่งเป็นช่างตีเหล็กคนเดียวภายในหมู่บ้านพวกชาวบ้านก็แทบจะไม่อยากสุงสิงกับเรกิลเท่าไหร่นัก
“ก แกจะปล่อยให้ไอ้เด็กที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้านี่มาชี้นิ้วสั่งเรอะ”
ชาวบ้านที่แขนขวาห้อยต่องแต่งพยายามกล่าวขึ้นด้วยความยากลำบากแม้จะไม่มีค่าความเสียหายแต่การถอดกระดูกก็ถือเป็นอะไรที่เจ็บสุด
“ก็ดีกว่าปล่อยให้บ้านเขาเราลุกเป็นกองไฟโดยไม่ทำอะไร”
เรกิลตอบทันควัน
“ฟังนะ พวกเราก็แก่ๆกันแล้วจะไปหวังพึ่งแต่เด็กๆมันไม่ใช่อะไรที่เท่ห์นักหรอกนะ ดูอย่างหัวหน้ามาลรีคให้ดีสิเขาเองก็พยายามอย่างหนักเหมือนกันแค่ช่วยเด็กมันทำรั้วนิดๆหน่อยมันจะไปเสียหายอะไร”
เรกิลพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจทำให้พวกชาวบ้านนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่พวกเขาจะเริ่มพยักหน้าคล้อยตามได้ในที่สุด ที่พวกเขาพาลหงุดหงิดส่วนหนึ่งก็มาจากหัวเสียที่พวกตนทำอะไรเพื่อหมู่บ้านไม่ได้มากประจวบเหมาะกับที่เอเลนที่เป็นคนนอกโผล่มาให้ระบายพอดี
หลังจากความวุ่นวายเล็กๆจบลงเรกิลที่รู้จักทุกคนดีกว่าจึงอาสาแบ่งชาวบ้านออกเป็นกลุ่มๆส่วนมาลรีคก็วกกลับไปช่วยเซลีนแทน เอเลนี่เห็นดังนั้นก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจที่ตนเองมาไม่ถึงวันก็ดูเหมือนจะได้เริ่มงานเสียที
“ขอบคุณคุณเรกิลมาก ถ้าไม่ได้คุณผมคงต้องใช้ไม้แข็งกว่านี้”
เอเลนกล่าวพลางหัวเราะร่าร่วมไปกับเรกิล
“ทำดีแบบเอ็งก็ต้องส่งเสริมสิวะ ถ้าเอ็งมาหยอมๆแหยมๆข้าก็ไม่อยากจะช่วยนักหรอก”
พูดจบก็หัวเราะเสียงดังก่อนจะฟาดหลังเอเลนดังป้าบๆไปอีกหลายทีเอเลนยิ้มเพราะรู้สึกถูกชะตากับเรกิลอย่างบอกไม่ถูกแม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงชั่วโมงเลยก็ตาม