ผีเสื้อลายมังกร

    ภาค 2-บทที่ 1 โกวเนี้ยซุกซน

    เย่วชิงมีความสามารถสามอย่างที่ภูมิใจนักหนา


                หนึ่งนั้นคือความดื้อดึงยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล กล่าวได้ว่าเป็นนางมารร้ายในสายตาผู้อื่นชอบเอาหูทวนลมใครแนะนำทางสว่าง กลับชอบเดินสวนเข้าถ้ำมืด


                สองคือสามารถตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จได้อย่างหน้าตายท่านปู่ได้แต่ปวดเศียร เวียนเกล้า จับไม่ได้ ไล่ไม่ทันเสียที


                และความสามารถลำดับสุดท้ายคือดื่มสุราไม่รู้จักเมามาย อายุเพียงสิบสี่ก็ชิมสุรารสเลิศไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่


                คนอื่นบอกว่าไม่ใช่คุณสมบัติไม่ใช่ความสามารถ เป็นเรื่องน่าละอาย แต่นางเหมาเอาว่าเป็นคำชม


                หากแต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้านี้รู้สึกโคลงศีรษะไปมา มวนท้อง ไม่อยากขยับตัวเลย


                นางเมา ช่างน่าละอายนัก


                โอยปีศาจสุราเสียท่าให้กับสุราพื้นเมืองไม่กี่กระปุก ยิ่งคิดยิ่งน่าเจ็บใจหรือว่าโดนคนเถื่อนพวกนั้นลอบใส่ยาสลบ


                เย่วชิงลุกขึ้นนั่งหมวกขอทานยังคลุมบนศีรษะ ลูบตามเนื้อตัวทุกอย่างยังดูปกติคนพวกนั้นเป็นแค่นักพนันนิสัยหยาบช้า ดื่มสุราดั่งน้ำเปล่า ไหนเลยจะมาสนใจคนหน้าตามอมแมมรูปร่างบอบบางชนิดโดนลมทีเดียวพัดปลิว แต่ก็นั่นแหละ มองคนอย่ามองหน้าตาถึงเพลี่ยงพล้ำในเชิงสุราบ้าง แต่เรื่องทอดลูกเต๋ามีหรือจะพลาด


                นางเอามือล้วงลงไปในเสื้อแล้วแทบจะกระโดดผลุงถุงเงินหาย เงินที่ชนะพนันลูกเต๋าลอยหายไปกับสายลมเสียแล้ว


                หรือจะเป็นผู้ชายคนนั้นที่แต่งตัวมอซอ หุ้มกายด้วยหนังสัตว์ รัดเอวด้วยเชือกมันนั่งอยู่ใกล้ตลอดเวลาระหว่างพนัน พอเลิกพนันก็ตามติดไม่ห่างรินสุราให้จอกแล้วจอกเล่า แถมยังร้องเพลงให้ฟังอีกด้วย


                เหนือฟ้ายังมีฟ้าท่านปู่ว่าไว้ไม่ผิดเลย


                เย่วชิงแหงนมองไปรอบตัวตกใจไปยิ่งกว่าเดิม นางไม่ได้หลับอยู่ริมถนนแถมได้ยินเสียงฝีพายกระทบน้ำ กลิ่นหอมอวลบางอย่างเตะจมูกอาการโคลงศีรษะไม่ใช่เพราะความเมานั่นหรอก เป็นเพราะไม่ได้อยู่บนพื้นดินต่างหาก


                มานอนอยู่บนเรือได้อย่างไรกันแล้วเรือลำนี้จะล่องไปไหนกันแน่ ซวยซ้ำซวยซ้อนอะไรอย่างนี้


                เย่วชิงเห็นคนพายเรือสวมหมวกปีกกว้างจึงตะโกนถาม


                “ท่านลุงข้ามานอนอยู่ในเรือลำนี้ได้อย่างไร”


                คนฟังถอนหายใจไม่ได้ตอบอะไร


                เย่วชิงสังเกตเห็นเจ้าของเรือมีร่างสูงโปร่งแผ่นหลังตั้งตรง แม้ไม่อาจเห็นใบหน้าได้ แต่คะเนอายุคงไม่เกินสามสิบที่เรียกว่าลุงคงเกินไปหน่อย


                “บอกข้าทีเถิดท่านน้าทำไมข้าถึงมาอยู่ในเรือของท่านได้”


                เจ้าของเรือหันมามองเห็นเพียงรอยยิ้มบางใต้หมวกปีกกว้าง


                “ข้าต่างหากควรถามเจ้าว่าทำไมถึงได้มานอนอยู่ในเรือของข้าปลุกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น”


                เย่วชิงอ้าปากค้างยอมจำนนกับคำพูดนั้นความเมานั่นแหละเป็นเหตุทำให้จำเรื่องราวอะไรไม่ได้ หลังออกมาจากบ่อนพนันนางคงเดินเรื่อยเปื่อยมาถึงท่าเรือแล้วทิ้งตัวลงในเรือลำนี้นั่นเอง


                “ข้ามีธุระต้องออกเรือพอดีเสียด้วยไว้เจอฝั่งข้าจะแวะส่งเจ้าขึ้นแล้วกัน”


                เย่วชิงพยักหน้ารับรู้ทันใดนั้นเสียงโครกครากในท้องก็ดังลั่น มาได้ผิดที่ผิดเวลายิ่งนัก


                “เจ้าคงหิวในเรือมีชารสดี ขนมเปี๊ยะกินรองท้องได้ ทำตัวตามสบายเถอะ”


                นางยิ้มกว้างอย่างน้อยแผนปลอมตัวจากโก้วเนี้ยเป็นบุรุษก็นับได้ว่าสัมฤทธิ์ผลเบื่อความเป็นอิสตรีของตัวเองมานานแล้ว


                “ข้าชื่ออาเฟย”นางแนะนำตัวด้วยชื่อปลอม


                เจ้าของเรือพยักหน้ารับรู้


                เย่วชิงนั่งลงรินชาสูดกลิ่นหอมระรวย เมื่อลิ้นสัมผัสกลิ่นชารู้สึกรสชาติกลมกล่อมน่าจะเป็นชาเหวินซานได้ทั้งกลิ่นหอมเข้มข้นจากชาแดง แต่มีรสชาเขียวที่ให้ความชุ่มลิ้น ส่วนขนมเปี๊ยะก็ถูกปากกินกับชาเหวินซานเหมาะยิ่งนัก


                น่าแปลกก็คือเจ้าของเรือใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบแต่กลับมีรสนิยมไม่ธรรมดา ใกล้กันกับกาน้ำชาเห็นกระปุกเหล้าตั้งเรียงอยู่ เย่วชิงหยิบกระปุกสุราหนึ่งมาจ่อตรงปลายจมูกแล้วถึงกับเบิกตากว้างเซียนสุราอย่างนางเพียงได้กลิ่นก็มั่นใจว่าเป็นเหล้าไผ่เขียวอันลือลั่น ไม่ผิดแน่นอน


                “ยังเช้าเกินกว่าจะดื่มสุรากระมัง”


                นางแอบสะดุ้งขนาดพายเรืออยู่ทางด้านนอกยังรู้ไปหมด พฤติกรรมเจ้าของเรือช่างประหลาดนักแล้วนี่จะล่องเรือไปจุดหมายใดกันแน่


                ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าสงสัย


            ไม่เอาละจะปล่อยให้ขึ้นฝั่งแล้วจบแค่นั้นหรือ มีเรื่องสนุกรออยู่ข้างหน้าอีกแล้วแกล้งนอนหลับไปเรื่อยดีกว่า ดูสิท่านน้าเจ้าของเรือจะทำอะไรได้ หรือไม่ก็แกล้งร้องโอดโอยว่าปวดท้อง เดินไปไหนไม่ไหว


            แต่ยังไม่ทันได้งีบหลับตบตาท่านน้าอย่างที่คิดเลยเย่วชิงก็ได้ยินเสียงหวีดหวิวของขลุ่ยลอยวนมาฟังคล้ายต้นไผ่เสียดสีกันท่อนแรกให้ความคึกคัก อารมณ์ชื่นบาน แล้วพลิกผันเป็นเศร้าสร้อยสลับกันอยู่อย่างนั้น น่าแปลกใจนักใครกันช่างอารมณ์สุนทรีมาเล่นดนตรีกลางแม่น้ำเช่นนี้ แต่ในขณะที่เคลิบเคลิ้มกับเสียงขลุ่ยอยู่นั้นเสียงพายกระทบผิวน้ำของท่านน้าก็พลันหยุดลง ขลุ่ยเงียบลงด้วยเช่นกัน


            นางได้ยินนกบินโฉบอยู่เหนือหลังคาครั้งหนึ่งรู้สึกเหมือนเรือพลันโยกไหวชั่วขณะแล้วทุกอย่างกลับคืนสู่ปกติ


            เย่วชิงคลานไปจนถึงหัวเรือเห็นเรือสีขาวจอดนิ่งอยู่คนผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วยท่าทีปลอดโปร่ง


                ท่านน้านั่งลงในมือเพิ่มคันเบ็ดตกปลา


                นางยืดเท้าขึ้น เอามือขยี้ตาอีกครั้ง มองข้ามไหล่ของเจ้าของเรือเห็นเป็นบุรุษผู้หนึ่งถือขลุ่ย ใส่ชุดขาว ผมรวบไว้เป็นระเบียบ


                “นั่งลง อยู่นิ่งๆ”


                เย่วชิงย่นจมูกใส่คนพูด หันไปสนใจบุรุษในเรือสีขาว แม้มองเห็นไม่ชัดแต่ทั้งหน้าตา อาภรณ์ที่สวมใส่น่าจะเป็นกงจื้อสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง


                คนหนึ่งหยุดพายเรือหันมานั่งตกปลาแทน ส่วนกงจื้อแปลกหน้าจอดเรือแล้วบรรเลงเพลงขลุ่ย


                มีอะไรไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน


                ยังไม่ทันเอ่ยปากถาม ก็เห็นคนบนเรืออีกลำวางขลุ่ยไว้ข้างกาย ในมือกุมป้านสุราเหล้าเอาไว้แล้วเทลงจอก


                “ไปเอาเหล้ามา”


                ท่านน้าหันมาบอก เย่วชิงเดินกลับไปหยิบสุราไผ่เขียวออกมากระปุกนึงพร้อมจอกสุรามาวางข้างกายเจ้าของเรือ


                “คุณชายหลี่ ไม่เจอกันนาน บังเอิญเสียจริง”บุรุษอาภรณ์ขาวส่งเสียงเป็นครั้งแรก


                ใครกันคุณชายหลี่ นางนึกในใจ


                ท่านน้าวางเบ็ดตกปลาพลางเทสุราลงจอกแล้วยกขึ้นดื่มเป็นครั้งแรกที่หญิงสาวสงสัยใคร่รู้ความเป็นมาของเจ้าของเรืออย่างยิ่ง หรือว่าท่านน้าจะไม่ใช่แค่คนพายเรือธรรมดา


                กงจื้อสูงศักดิ์แหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง แล้วใช้นิ้วดีดเบาๆ ป้านสุราลอยคว้างอยู่กลางอากาศยังไม่ทันที่นางจะได้ออกเสียงชื่นชมท่านน้าพลันพลิ้วจากหัวเรือลอยตัวเหนือแม่น้ำแล้วตีลังการอบหนึ่งกลับมานั่งที่เดิมสุราของชายชุดขาวถูกเทลงจอกแล้วยกขึ้นดื่มจนหมด


                เย่วชิงอ้าปากค้าง ช่างมีฝีมืออันน่าสะเทือนขวัญนัก


                “หวังว่ารสสุราคงถูกใจ เหล้านารีแดงขอมอบแด่คุณชายหลี่ถือเป็นสุรามงคลที่คงไม่มีโอกาสดื่ม”


                “ขอบคุณในน้ำใจท่านขุนพล”


                หญิงสาวเบิกตากว้าง คนหนึ่งคือคุณชายหลี่ ส่วนอีกคนเป็นท่านขุนพล โอ้โฮช่างน่าสนใจยิ่ง ท่านปู่บอกว่าอาณาจักรแห่งนี้เต็มไปด้วยภยันตรายผู้คนแสนกลอกกลิ้ง เจอคนดีก็ดีไป แต่คนชั่วร้ายมีอยู่ไม่น้อย


                แล้วระหว่างสองคนตรงหน้านี่เล่า ใครกันผู้ดี แล้วใครกันผู้ร้าย


                “เอาเถอะคุณชาย บังเอิญผ่านมาเจอ ข้าเลยหยุดทักทาย เอาไว้พบกันใหม่คราวหน้า”บุรุษชุดขาวกล่าวพลางหันหลังให้


                “เชิญท่านขุนพล”


                “อ้อ” แล้วกงจื๊อสูงศักดิ์ก็หันมองกลับมา ยิ้มน้อยๆ“คนรับใช้ของท่านท่าทางจะเป็นคนรักดนตรี ชอบฟังเสียงขลุ่ยกระมัง”


                เย่วชิงหูผึ่ง นี่นางตกอยู่ในเป้าสายตาของกงจื๊อรูปงามตั้งแต่เมื่อไหร่กัน


                “รับไว้”


                ได้ยินเสียงดังขวับ เห็นขลุ่ยในมือของท่านขุนพลอะไรนั่นพุ่งตรงมาหาถึงเวลาจะแสดงฝีมือสักท่าสองท่าแล้วสิ เย่วชิงกระโดดลอยตัวขึ้นพลางยื่นมือออกไปกลางอากาศ


                “หลบไป อย่าแตะขลุ่ย”


                ท่านน้าแผดเสียงดัง แต่ช้าไปเสียแล้ว นางกุมขลุ่ยไม้ไผ่ไว้แน่นแล้วคุยโวตอบกลับไปว่า


                “อย่าห่วงเลย”


                แต่แล้วเย่วชิงรู้สึกสิ้นเรี่ยวแรงจนต้องปล่อยขลุ่ยหลุดจากมือตกลงพื้นเกิดอาการเหมือนจะหน้ามืดขึ้นมา


                “ขลุ่ยนั้นฉาบพิษไว้”


                นางได้ยินเสียงนั้นดังแผ่ว แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลงไปทันที

    คล้ายกับเรื่องผีเสื้อลายมังกร ที่คุณอ่าน