ตอนที่ 89
ไม่รู้กาลเทศะ
วานรโลกันตร์ถูกจื่อเจียงปล่อยให้เล็ดลอดเข้ามายังค่ายกลแปดทิศทีละตัวเพื่อให้ง่ายต่อการกำจัด ทำให้เวลาผ่านไปเพียงแค่ครึ่งชั่วยามวานรโลกันตร์ก็ตกตายไปเกินกว่าครึ่ง และเพราะวิธีการนี้ทำให้ฝั่งของจื่อเจียงและก้านลู่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเหน็ดเหนื่อยหรือได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
ส่วนเสวี่ยหมิงที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้ดินหลังจากที่กินโอสถฟื้นปราณและโอสถฟื้นพลังเข้าไปแล้ว อาการบาดเจ็บก็ทุเลาลงจนเกือบจะหายดีแล้ว แต่ที่เสวี่ยหมิงยังไม่เผยตัวหลบหนีก็เพราะว่าแผนการของเสวี่ยหมิงนั้นไม่ได้มีเพียงแค่วานรโลกันตร์ เสวี่ยหมิงกำลังรอไม้เด็ดสุดท้ายที่หวังเอาไว้
"ศิษย์พี่ทำไมจู่ ๆ เจ้าพวกลิงโง่นั่นมันถึงไม่บุกกันเข้ามาเช่นเดิมอีก" จื่อเจียงเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
"ข้าว่าพวกมันคงรู้แล้วว่าการเข้ามาจู่โจมพวกเราทั้งสองล้วนเป็นการรนหาที่ตายเท่านั้น" ก้านลู่ที่สองแขนอาบไปด้วยโลหิตของวานรโลกันตร์เอ่ยพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน
"แต่ข้าว่ามันแปลก ๆ นะ เพราะจากที่ข้าสังเกตก่อนหน้านี้แม้พวกมันจะเข้ามายังค่ายแปดทิศของข้าได้ทีละตัว แต่พวกที่อยู่ด้านนอกก็จะแสดงอาการคลุ้มคลั่งป่าเถื่อน แต่ตอนนี้มัน..." จื่อเจียงพยายามครุ่นคิดหาเหตุผลอย่างหนัก
ก้านลู่มองดูฝูงวานรโลกันตร์ที่จู่ ๆ ก็กลับกลายเป็นนิ่งงันราวกับกำลังรอคอยบางสิ่งอยู่ "จริงของเจ้าน่าแปลกนัก"
เจี๊ยกกกกก !!!!!
เสียงร้องที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณแหลมแสบแก้วพุ่งกระแทกเข้าใส่ม่านป้องกันของค่ายจนเกิดบรรยากาศสั่นไหวที่ด้านใน
"เวรแล้ว"จื่อเจียงอุทานขึ้นมาก่อน เพราะมันรู้แล้วว่าสิ่งที่กำลังพุ่งตรงมาคือสัตว์อสูรซึ่งเป็นหัวหน้าของเหล่าวานรโลกันตร์ทั้งหลาย
"อย่าบอกนะว่า...จ้าววานรเพลิงงงง...ผลาญ" ก้านลู่เอ่ยพร้อมเงยหน้ามองเงาดำขนาดใหญ่ที่กระโจนลงมาจากเบื้องบน
ตูม !!!
สองกำปั้นที่มัดประสานกันฟาดหวดลงมาจนค่ายแปดทิศของจื่อเจียงแตกสลายไปในพริบตา เพราะจ้าววานรเพลิงผลาญที่ก้านลู่เอ่ยถึงนั้น คือวานรเพลิงที่ดูดซับลมปราณธรรมชาติเกินกว่า 300 ปี จนร่างกายแปรเปลี่ยนจากวานรโลกันตร์ให้มีขนาดใหญ่โตขึ้นกว่าสองเท่า และแปรเปลี่ยนจากพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 กลายเป็นลมปราณแรกธรรมชาติขั้นกลาง
"สัตว์อสูรลมปราณแรกธรรมชาติขั้นกลาง !!!" จื่อฮุยไม่เสียดายของวิเศษช่วยชีวิตแม้แต่น้อยมันหยิบหยกวิหคเหินขึ้นมาหักทำลายในทันที ก่อนจะหันหลังเร่งทะยานหลบหนีไปอย่างสุดชีวิต
"ศิษย์น้อง!!!...รอข้าด้วย" แม้ก้านลู่จะมีวิชาท่าร่างที่สูงส่งกว่า แต่ด้วยพลังของหยกวิหคเหินที่จะทำให้ผู้ใช้งานได้รับพลังแห่งวิหคและสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาชั่วอึดใจ ทำให้เพียงชั่วพริบตาจื่อเจียงก็ทิ้งห่างก้านลู่เอาไว้เบื้องหลังนับสิบวา
สัตว์อสูรเผ่าพันธุ์วานรนั้นขึ้นชื่อเรื่องความว่องไวอยู่แล้ว แม้ก้านลู่และจื่อเจียงจะออกตัวหลบหนีไปก่อน แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นไปจากจ้าววานรเพลิงผลาญไปได้
"เมื่อไม่อาจหนีก็คงต้องลองต่อสู้ดูสักตั้ง" ก้านลู่เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อมันทั้งสองถูกจ้าววานรเพลิงผลาญปิดเส้นทางเบื้องหน้าเอาไว้ ส่วนที่ด้านหลังก็ตามติดมาด้วยฝูงวานรโลกันตร์อีกแปดตัว "ศิษย์น้องจื่อเจียงเจ้าจัดการฝูงวานรที่ด้านหลังส่วนข้าจะหาทางรับมือจ้าววานรเพลิงผลาญเอง"
(สัตว์อสูรทั่วไปที่ระดับแรกธรรมชาติเมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนที่ระดับพลังเท่ากันแล้วจะด้อยกว่า ซึ่งแตกต่างจากในระดับพลังพื้นฐานลมปราณ เพราะผู้ฝึกตนจะเริ่มได้เปรียบสัตว์อสูรเมื่อได้ฝึกฝนทักษะยุทธ์)
จื่อเจียงพยักหน้ารับก่อนจะทะยานเข้าใส่ฝูงวานรโลกันตร์พร้อมของวิเศษในมือที่พร้อมใจกันใช้ออกเพื่อสังหารเหล่าวานรโลกันตร์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
.
.
...ฮ่า ฮ่า ฮ่า ช่างสะใจยิ่งนักข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าทั้งสองจะเอาตัวรอดจากเจ้าลิงยักษ์นั่นได้ยังไงกัน
เสวี่ยหมิงที่ตอนนี้ฟื้นฟูลมปราณและรักษาอาการบาดเจ็บจนหายดีแล้ว ทะยานร่างทะลุชั้นดินที่กลบฝังตัวเองอยู่ออกมา แม้จะขึ้นมาสู่ผิวดินแล้ว แต่เสวี่ยหมิงก็ยังคงใช้เคล็ดวิชาเร้นจิตปกปิดตัวตนของตัวเอง หลังจากนั้นเสวี่ยหมิงก็สูดหายใจเข้าปอดไปเฮือกใหญ่ ๆ ก่อนที่จะใช้ท่าร่างบันไดเมฆาทะยานขึ้นสู่ยอดไม้สูงเพื่อหาจุดชมดูการต่อสู้ที่อยู่ห่างออกไป
.
.
จื่อเจียงใช้เวลาไม่ถึงชั่วก้านธูปก็สามารถกำจัดวานรโลกันตร์ทั้งแปดตัวได้สำเร็จ แม้ผลของการปะทะนั้นจะเลิศเลอเพียงใดแต่สีหน้าของจื่อเจียงกลับไม่มีเค้ารางแห่งความยินดีแม้แต่น้อยเพราะของวิเศษทั้งหลายที่มันใช้ออกไปนั้นมีมูลค่ารวมกันเกินกว่าครึ่งล้านเหรียญทองเสียอีก แม้อารมณ์จะขุ่นมัวแต่ดูเหมือนว่าจื่อเจียงจะไม่มีเวลาให้หัวเสียมากนัก เพราะทันทีที่วานรโลกันตร์ถูกสงหารจนหมดสิ้น จ้าววานรเพลิงผลาญก็โกรธเกรี้ยวยิ่งกว่าเดิม มันจึงเบนเป้าหมายจากก้านลู่เปลี่ยนไปจู่โจมที่จื่อเจียงแทน และแน่นอนว่าขนาดระดับฝีมือของก้านลู่ที่เหนือกว่าจื่อเจียงอยู่ช่วงใหญ่ ๆ ยังได้รับบาดเจ็บจากการฝืนต่อสู้หลายแห่ง ทำให้เมื่อจ้าววานรเพลิงผลาญเลือกที่จะโจมตีจื่อเจียงเพียงคราแรกก็สามารถเรียกโลหิตจากแขนที่ยกขึ้นปัดป้องท่าโจมตีของจื่อเจียงได้แล้ว ก่อนที่จะถูกฝ่ามืออันใหญ่โตตบฟาดเข้าที่กลางลำตัวอีกครา แต่ยังนับว่าโชคดีที่จื่อเจียงนั้นสวมเกราะวิเศษระดับมนุษย์ขั้นสูงเอาไว้ภายใน ไม่อย่างนั้นตอนนี้มันคงได้รับบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว
ทุกการกระทำที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะเข้าทางแผนการของเสวี่ยหมิงไปเสียทั้งหมด จวบจนกระทั่งแขกผู้ที่ไม่ได้รับเชิญปรากฏกายขึ้น...ทุกสิ่งที่วางแผนเอาไว้ก็พังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี
"ศิษย์พี่ทั้งสองข้ามาช่วยแล้ว!!!" เด็กสาวอัจฉริยะผู้ที่ไม่เคยย่างกายออกไปผจญภัยยังโลกภายนอกมาก่อน ทะยานเข้าจู่โจมจ้าววานรเพลิงผลาญอย่างไม่มีความเกรงกลัว "ถ้าพวกเราสามคนช่วยกันต้านรับรองว่าเจ้าลิงยักษ์นี่ต้องเสร็จพวกเราแน่" เสียงกระตือรือร้นแฝงความสนุกสนานของจิวซินทำเอาเสวี่ยหมิงที่แอบสังเกตการณ์อยู่ใบหน้าเหยเก ก่อนจะยกสองมือขึ้นกุมศีรษะตัวเอง
...ยัยผู้หญิงงี่เง่าเอ๊ย ไม่รู้จักกาลเทศะเอาซะเลย แล้วทีนี้จะเอายังไงดีละเสวี่ยหมิง
"อา...ขอบใจศิษย์น้องจิวซินยิ่งนัก"รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของก้านลู่และจื่อเจียงพร้อม ๆ กันโดยมิมีการปิดบัง
"ไม่เป็นไรศิษย์พี่ แต่ยังนับว่าพวกท่านโชคดีนะที่ข้าได้ยินเสียงคำรามของเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ จึงได้เร่งฝีเท้ามาชมดู เมื่อพบว่าผู้ที่กำลังต่อสู้อยู่คือพวกท่านข้าจึงได้..."
ไม่ทันที่จิวซินจะเอ่ยจนจบประโยคก้านลู่ก็ทะยานหลบออกไปก่อน ตามมาด้วยจื่อเจียงที่หลบหนีออกไปอีกทิศทางหนึ่ง
"ขอบใจศิษย์น้องจิวซินมากที่ช่วยถ่วงเวลาให้พวกข้าหลบหนี" เสียงแว่วดังสะท้อนตามหลังของจื่อเจียง ทำเอาจิวซินมึนงงไปชั่วขณะก่อนจะตามติดมาด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุด แต่เพราะมีจ้าววานรเพลิงผลาญขวางหน้าอยู่จึงมิอาจทำอย่างไรได้
"โอ๊ย..." แม้จิวซินจะมีฝีมือที่อ่อนด้อยกว่าก้านลู่ แต่ทักษะยุทธ์มายาของนางเน้นการหลอกล่อฉกฉวยโอกาส มิได้เน้นปะทะโดยตรง บวกกับท่าร่างไร้ลักษณ์อันพิสดารของนางจึงยังพอเอาตัวรอดไปได้อย่างฉิวเฉียด "ไอ้พวกสารเลว นี่ข้ามาช่วยพวกเจ้านะ !!!!" แม้ยามรับมือกับจ้าววานรเพลิงผลาญจิวซินก็ยังคงคำรามก่นด่าด้วยความโกรธแค้นไม่ขาดปาก แม้ยามนี้นางอยากที่จะตามติดไปหาเรื่องกับคนทั้งสอง แต่เพียงแค่กระพริบตายังกระทำได้อย่างยากลำบากและสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นท่าร่างของไร้ลักษณ์ของจิวซินแม้จะช่วยให้นางสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของจ้าววานรเพลิงผลาญได้ แต่นั่นก็นับเป็นขีดขั้นอันสูงสุดแล้วที่จิวซินทำได้แล้ว และถือเป็นขีดขั้นที่สิ้นเปลืองพลังลมปราณและสมาธิเป็นอย่ายิ่ง ดังนั้นหากการต่อสู้ยังยืดเยื้อออกไปอีกคาดว่าชะตากรรมของนางคงไม่พ้นถูกสังหารเป็นแน่
...เสวี่ยหมิงเอ่ย เสวี่ยหมิงเจ้านี่ช่างใจอ่อนต่อสตรีทุกทีไปสินะ คิดซะว่าเจ้าเคยติดค้างค่าอาหารนางหนึ่งมื้ออีกทั้งนางยังเป็นสหายกับเฟยเซียงอีก ดังนั้นเจ้าก็ควรที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
ความคิดเกิดขึ้นฉับพลันพร้อมร่างที่ทะยานออกไปกลางอากาศของเสวี่ยหมิง สองขาเหยียบย่างอากาศธาตุมุ่งตรงไปยังจ้าววานรเพลิงผลาญและจิวซินที่กำลังต่อสู้กันอยู่