ห้องพักชั้นบนของร้านเหวินซินเงียบกว่าข้างล่าง หลินเย่กวาดตาไปรอบห้อง ห้องโปร่ง ลมเข้าได้สามทิศ หน้าต่างเปิดอยู่ทุกบาน บนโต๊ะไม้หัวเตียงมีโอสถตังกุยขั้นสองเรียงอยู่หกเม็ด ข้างกาน้ำชาที่เย็นชืดจนไม่มีไอลอยขึ้น กลิ่นดินและกลิ่นยาสมุนไพรอบอวลอยู่ในเนื้อผ้าและเนื้อไม้ ซึมอยู่ในห้องมานานพอจะบอกว่าไม่ใช่กลิ่นของวันนี้
อวิ๋นเสวี่ยนอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างซูบผอมใต้ผ้าห่มผืนบาง ลมหายใจของนางแผ่วจนต้องตั้งใจฟังถึงจะได้ยิน อวิ๋นฟงพุ่งเข้ากุมมือภรรยาไว้ทันที พร่ำบอกให้นางอดทนอีกเพียงนิด นางเอื้อมมือที่สั่นระริกขึ้นลูบใบหน้าของสามีช้าๆ ท่าทางของคนที่พยายามจะปลอบโยน ทั้งที่ตัวเองต่างหากที่อ่อนแอกว่า
หลินเย่เดินไปปิดหน้าต่างทั้งสามบานอย่างเงียบเชียบ ห้องมืดลงและอบอ้าวขึ้นในทันที กลิ่นยาเข้มข้นมากขึ้นในอากาศที่ไม่ไหลเวียน เขาหันไปบอกให้อวิ๋นฟงพยุงนางขึ้นนั่งขัดสมาธิบนเตียง อวิ๋นเสวี่ยนั่งขึ้นด้วยความช่วยเหลือของสามี ใบหน้าซีดเผือดมองมาที่หลินเย่ นางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ต้องออกแรงดัน
"สหายน้อย ข้าพอรู้อาการของตัวเองดี หากเจ้ารักษาไม่สำเร็จ โปรดรับสิ่งนี้เป็นของตอบแทน และอย่าได้ถือโทษโกรธตัวเองเลย"
นางยื่นกล่องสี่เหลี่ยมใบหนึ่งออกมา ภายในบรรจุแผ่นยันต์จำนวนมากกว่าที่เคยตกลงกันไว้ หลินเย่มองกล่องนั้น แล้วมองขึ้นไปที่ใบหน้าของนาง
"แม่นางอวิ๋นเสวี่ย ข้าไม่ได้ปรารถนาให้ท่านจากไปเร็วๆ นี้"
ว่าแล้วเขาก็ก้าวขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงด้านหลังของนาง ทาบฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนแผ่นหลังบาง ส่งปราณสายเล็กเข้าไปในร่างของนางเพื่อตรวจสอบก่อน ปราณสัมผัสเส้นชีพจรแรก นิ้วที่ทาบอยู่สั่นระริกเบาๆ แล้วหยุดนิ่ง เส้นชีพจรแห้งกรอบ ฉีกขาดแตกแขนงคล้ายรากไม้ที่แห้งตาย หากปล่อยไว้อีกไม่เกินสามเดือน ร่างจะทลายจากภายใน พลังของโอสถตังกุยที่นางกินมาตลอดหลายปีทำได้เพียงเกาะเกี่ยวเศษซากเหล่านี้ไม่ให้แตกสลายไปเท่านั้น หากปล่อยไว้อีกไม่เกินสามเดือน ร่างของนางจะทลายจากภายใน นางทนมีชีวิตมาด้วยสิ่งที่ยึดอยู่ข้างใน
"ข้าอยากให้ท่านรับปากข้าเรื่องหนึ่ง"
"เรื่องใดหรือ"
"หากแม่นางอวิ๋นเสวี่ยรักษาหายเป็นปลิดทิ้ง ข้าอยากเรียนวิชาเขียนยันต์จากท่าน"
นางเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก รอยยิ้มที่ผสมระหว่างเมตตากับความเจ็บปวดจนดูเจื่อน ก่อนจะกลายเป็นเสียงไอแห้ง
"หากสหายน้อยทำได้จริงดั่งวาจา วิชาลับของตระกูลข้า แม้จะถ่ายทอดสู่โลกภายนอกไม่ได้ แต่ย่อมมีบางเคล็ดวิชาที่ข้าพอจะสั่งสอนเจ้าได้"
"ท่านพร้อมหรือไม่"
อวิ๋นฟงที่นั่งอยู่ข้างเตียงกำมือจนข้อนิ้วขาว แววตากึ่งกล้ากึ่งกลัว แตกต่างจากภรรยาของเขาที่มองตรงมาโดยไม่หลบเลี่ยง
"ข้าพร้อมแล้ว"
ขวดแก้วสีขาวถูกดึงออกมา หลินเย่หยิบโอสถคืนกระแสธารสีแดงเข้มอมดำวางลงบนฝ่ามือของนาง อวิ๋นเสวี่ยไม่รีรอ คว้าเม็ดยากลืนลงคอ
มือสองข้างที่แนบบนแผ่นหลังระเบิดพลังปราณออกไปพร้อมกัน อัดกระแทกเข้าไปช่วยนำทางตัวยาตามเส้นชีพจรที่ยังพอโล่งอยู่ ของเหลวสีแดงของโอสถละลายซึมซาบเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว แปรเปลี่ยนเป็นไอร้อนพุ่งลงสู่ท้องและแทรกซึมเข้ากระแสเลือด เส้นเลือดตามร่างกายของนางปูดโปนขยายตัว เลือดในร่างเริ่มตีกลับและไหลย้อนอย่างรุนแรง
"อึก... แค่ก!"
อวิ๋นเสวี่ยสำลักอย่างรุนแรง ไอโขลกจนเลือดสดทะลักติดริมฝีปาก อวิ๋นฟงหน้าถอดสีถลันจะเข้ามา อวิ๋นเสวี่ยกลับยกมือขึ้นโบกห้ามไว้ หลินเย่หลับตาดิ่งสู่สมาธิ รู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาเป็นตาย มือสองข้างขยับโคจรปราณประคองเส้นเลือดในร่างของนางให้เรียงตัวเป็นระเบียบ ไม่ให้พวกมันพันกันจนเกิดแรงปะทะภายในที่จะทำให้ร่างนางรับไม่ไหว
นางยังคงไอไม่หยุด เลือดสีดำสนิทข้นคลั่กกระเซ็นออกมา กลิ่นคาวรุนแรงจนกัดกร่อนอากาศ ไอทมิฬจางๆ ระเหยขึ้นจากกองเลือดดำ ส่งเสียงซี่ๆ บนผ้าปูสีขาว เปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งผืน หลินเย่ไม่กะพริบตา มือสองข้างร้อนผ่าวราวกับคีมเหล็ก ยึดแผ่นหลังของนางไว้แน่นเพื่อส่งปราณไปพยุงให้เส้นชีพจรที่กำลังถูกสร้างใหม่ไม่แตกกลางคัน
ไม่ใช่เลือดดี หากเป็นเลือดเสียที่คั่งค้างมานานปี ถูกฤทธิ์ยาขับออกมาพร้อมกัน
"อดทนเอาไว้ แม่นาง" หลินเย่ผลักดันพลังปราณหนักหน่วงขึ้นไปอีก
เสียงร้องของนางดังขึ้นและลงสลับกัน เส้นเลือดใหม่กำลังถูกสร้างและถักทอขึ้นมาแทนที่เส้นเดิมที่เสียหาย ดวงตาของนางเบิกโปน สองมือจิกเข่าแน่นจนเล็บหัก เลือดไหลซึมจากมุมปาก
เวลาไหลผ่านอย่างช้าๆ แล้วเสียงร้องก็แผ่วลงเรื่อยๆ เงียบลงเรื่อยๆ จนไม่มีเสียง ร่างของนางพับลงสู่เตียงในกองเลือดเสียสีดำ หลินเย่ชักมือสองข้างกลับมา นั่งขัดสมาธิปรับลมหายใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ ทว่ายังนิ่ง ยังอยู่กับงาน ยังไม่ตัดสินว่าผลออกมาเป็นอย่างไร
"เสร็จแล้วหรือ" เสียงอวิ๋นฟงสั่น ตาค้างมองภรรยาที่แน่นิ่งอยู่บนเตียง
"เสร็จแล้ว" อวิ๋นฟงมองภรรยาที่แน่นิ่งบนเตียง สองสามลมหายใจผ่านไป ชายวัยกลางคนชี้หน้าหลินเย่ด้วยมือสั่น เสียงตะคอกปนสะอื้น
"เจ้าสังหารเมียข้า ไอ้เด็กสารเลว!"
หลินเย่ลุกขึ้นจากเตียง ก้าวเดินเข้าหาอวิ๋นฟงช้าๆ บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในพริบตาโดยไม่มีผู้ใดประกาศ กระแสที่ไหลออกมาจากตัวหลินเย่นั้นไม่ใช่ปราณที่โคจรระหว่างหลอมยาหรือระหว่างรักษา มันเป็นบางอย่างที่เงียบกว่านั้น เย็นกว่านั้น ออกมาจากส่วนที่ไม่ได้สั่ง แววตาเยือกเย็นลงอย่างไม่เป็นมิตร แรงกดที่ไม่มีชื่อเรียกแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวอวิ๋นฟงหนักขึ้น
อวิ๋นฟงผู้ผ่านโลกมามากอ่านออกในฉับพลันนั้นว่า เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่ศิษย์สายรองธรรมดา หากมีกลิ่นอายของคนที่ผ่านความเป็นตายมานับไม่ถ้วน แผ่นยันต์ที่คว้าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวหนักอึ้งราวก้อนหินอยู่ในมือ ไม่กล้าแม้แต่จะพลิกข้อมือ เขาสะดุ้งสุดตัว ถอยหลังไปสองก้าว
หลินเย่เดินผ่านร่างอวิ๋นฟงไปอย่างเยือกเย็น ไม่แม้แต่จะหยุดมอง เขาเอื้อมมือเปิดหน้าต่างออกบานหนึ่ง ลมรุ่งสางที่เย็นเยียบพุ่งกระแทกเข้าสู่ห้อง กวาดเอาอากาศอบอ้าวและกลิ่นคาวของเลือดสีดำออกไปพร้อมกัน แสงแรกของเช้าทอดเข้ามาเป็นแถบบางๆ
หลินเย่หันกลับมา สายตาไม่ได้มองอวิ๋นฟง เขามองข้ามผ่านไปยังเตียง
"ท่านเป็นเช่นไรบ้าง"
อวิ๋นฟงหันตามทันที ร่างของอวิ๋นเสวี่ยขยับ ค่อยๆ พยุงกายขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ยังมีเสียงไอแห้งอยู่บ้าง เบาบางลงมาก เลือดสีดำเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า ใบหน้าที่เคยซีดเผือดราวกับคนที่ชีวิตกำลังจะดับ บัดนี้กลับมีเลือดฝาดขึ้นมา ขาวผุดผ่องมีชีวิตชีวาในแสงแรกของเช้า
อวิ๋นฟงถลันเข้าไปกอดภรรยา ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างชายที่อดกลั้นมานานปี อวิ๋นเสวี่ยหันมาคารวะหลินเย่จากบนเตียง น้ำเสียงยังแผ่ว มีเรี่ยวแรงอย่างที่ไม่มีเมื่อคืนวาน
"สหายน้อย ข้าขอขอบใจเจ้า"
หลินเย่พยักหน้ารับ แล้วหันไปมองออกนอกหน้าต่าง ห่างออกไปสามสี่คูหา บนหลังคาเรือนโบราณ ร่างของสตรีชุดคลุมดำยืนอยู่ตรงนั้น ลมเช้ากรรโชกจนชายเสื้อปลิวไสว ดวงตาของนางคมกริบจ้องตรงมาที่ตำแหน่งที่เขายืน
หลินเย่เดาออก ต่อให้เขาใช้ยันต์สะบั้นปราณหลบซ่อนตัวเมื่อคืน ความเคลื่อนไหวผิดปกติสองครั้งซ้อนก็ย่อมทำให้ยอดฝีมือระดับนางแกะรอยมาถึงร้านเหวินซินจนได้ ที่น่าแปลกคือนางนิ่งเฉย แม้มีจิตสังหารอยู่ในแววตา ก็ยังไม่ลงมือ เหมือนกำลังรอดูบางอย่างให้ชัดก่อน
เขาปิดหน้าต่างลง ย่อตัวนั่งกับพื้นด้านล่างหน้าต่าง สองสามีภรรยาหยุดร้องไห้หันมามอง
"ท่านอวิ๋นฟง เรื่องที่ข้าสั่งไว้เมื่อวาน ท่านทำเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่"
ห้องเงียบลง อวิ๋นฟงสูดหายใจลึก พยักหน้า
"ข้าติดตั้งมันไว้ให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว"
อวิ๋นเสวี่ยทำหน้าสงสัย นางไม่รู้เรื่องข้อตกลงนี้
"สหายน้อย หมายความว่าอย่างไรหรือ"
"ข้าถูกยอดฝีมือติดตาม หมายเอาชีวิต"
นางตื่นตระหนก คว้ากล่องยันต์บนโต๊ะยัดใส่มือหลินเย่
"เช่นนั้นเจ้าจงนำสิ่งนี้ติดตัวไว้"
หลินเย่รับมา แล้วคารวะ
"ขอบคุณแม่นางอวิ๋นเสวี่ย และท่านอวิ๋นฟง" เขาหยุดไปอึดใจหนึ่ง "หลังจากนี้พวกท่านจะทำเช่นไร"
สองสามีภรรยามองหน้ากัน อวิ๋นเสวี่ยเป็นคนตอบ น้ำเสียงแน่วแน่เกินกว่าคนที่เพิ่งผ่านความเป็นตายมาหมาดๆ
"พวกข้าจะย้ายออกจากฟางหรง" อวิ๋นเสวี่ยเอ่ย น้ำเสียงยังแผ่ว "ข้อตกลงเรื่องวิชายันต์ ข้าไม่ลืม"
"พวกท่านทั้งสองจะย้ายไปอยู่ที่ใด"
"หมู่บ้านกุยเยี่ยน" อวิ๋นฟงพูดขึ้น น้ำเสียงเงียบกว่าปกติ "ตั้งอยู่ตรงส่วนโค้งของลำน้ำสายย่อยในแถบหรงซิ่ว ยามมองจากเนินเขาด้านบน จะเห็นกลุ่มบ้านเรือนหลังคาดินเผาสีอิฐเก่าๆ ปลูกสร้างลดหลั่นกันไปตามแนวตลิ่ง พวกข้าวางแผนจะไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่นั่น"
"ข้าจะจดจำไว้" หลินเย่คารวะอีกครั้ง กำลังจะก้าวเดินออกจากห้อง
"สหายน้อย" อวิ๋นเสวี่ยเรียกให้หยุด
นางฝืนกายลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้ไม้ชั้นใน มือคลายอาคมยันต์ที่ซ่อนอยู่ออก ยันต์ที่แนบเนียนจนแม้แต่หลินเย่ผู้ช่างสังเกตมาตั้งแต่ต้นก็ไม่เคยจับได้มาก่อน
นางหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กออกมาเปิด ข้างในมีตำราโบราณเล่มเก่าคร่ำครึ
"นี่คือวิชาลับประจำตระกูลเหวินของข้า" นางยื่นออกมาให้
หลินเย่รับมา กวาดตามองชื่อบนปก
"เคล็ดวิชาอักษรโลหิตเก้าดารา"
กลิ่นอายโบราณที่แผ่ออกมาจากหน้าปกนั้นไม่ใช่กลิ่นของกระดาษเก่า มันเป็นกลิ่นของสิ่งที่ซึมอยู่ในเนื้อตำรามาเนิ่นนาน เมื่อนิ้วมือสัมผัสโดนตัวอักษรบนหน้าปก ปราณสีชาดในตันเถียนสั่นสะท้านตอบรับเบาๆ ราวกับมันรับรู้ถึงกลิ่นอายโลหิตเข้มข้นที่ถูกผนึกไว้ในเนื้อกระดาษมานานนับร้อยปี นี่ไม่ใช่ตำรายันต์ดาดๆ เขายืนนิ่งอยู่กับมันครู่หนึ่ง
"ให้ของล้ำค่าเช่นนี้แก่ข้า จะดีหรือ"
"ไม่ต้องเกรงใจ ชะตาของพวกเรามีวาสนาต่อกัน หากสถานการณ์ไม่จวนตัว ข้าคงสอนบางบทให้เจ้าด้วยมือตัวเอง" นางพูดต่อ "ทว่ายามนี้เป็นเวลาคับขัน นี่คงเป็นสิ่งตอบแทนที่สมเหตุสมผลที่สุด หากวันใดเจ้าไม่เข้าใจเคล็ดวิชาในบทใด จงไปหาพวกข้าที่หมู่บ้านกุยเยี่ยน"
หลินเย่พยักหน้า เก็บตำราโบราณเข้าสู่แหวนมิติที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้ออย่างระมัดระวัง
"เช่นนั้น ข้าขอขอบคุณท่านทั้งสอง โปรดรักษาตัวด้วย"
"เจ้าก็เช่นกัน ระวังตัวด้วยนะ สหายน้อย"
เสียงของอวิ๋นเสวี่ยลอยตามหลังมาแผ่วเบา เมื่อเขาก้าวเท้าพ้นประตูร้านเหวินซิน แสงเช้าของฟางหรงทอดลงมาบนหินปูถนน อากาศยามเช้าตรู่สะอาดและเย็น หลินเย่ยืนอยู่หน้าร้านสักครู่ สตรีชุดดำยังอยู่บนหลังคาเดิมห่างออกไปสามสี่คูหา จ้องลงมา ลมเช้าพัดชายเสื้อของนาง
หลินเย่มองตรงไปที่นางโดยไม่หลบ จิตสังหารนั้นยังไม่จางหาย กล่องยันต์ของอวิ๋นเสวี่ยอยู่ในมือ แหวนมิติอยู่ที่คอ ตำราอยู่ในแหวน ทุกอย่างที่ต้องเก็บไว้ได้เก็บเรียบร้อยแล้ว เขาก้าวเดินออกไปในถนน ก้าวแรก ก้าวสอง ก้าวสาม ไม่รีบ ไม่ช้า สตรีชุดดำบนหลังคายังไม่เริ่มขยับ