อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 36 แผนลับ


            ทันทีที่กลืนยาเม็ดสีแดงเข้มลงท้องฉีเยวี่ยก็รู้สึกได้ว่ามีลมหายใจเย็นกลุ่มหนึ่งปรากฏออกมาจากในร่างกาย จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในหว่างคิ้ว

             

             ยานี้มีชื่อว่ายาเสริมวิญญาณ จะเสริมจิตวิญญาณให้แข็งแกร่งขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ แต่มีผลข้างเคียงในภายหลัง หลังจากใช้จิตวิญญาณจะไร้เรี่ยวแรงไประยะหนึ่ง

             

            ถึงอย่างนั้นเวลานี้ฉีเยวี่ยก็ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว

             

            จิตวิญญาณขยายตัว ที่หว่างคิ้วของฉีเยวี่ยมีแสงสว่างคลุมเครือดูคล้ายกับกลายเป็นเงาเสมือน สิ่งนั้นคือจิตวิญญาณนั่นเอง ภายใต้การใช้ฤทธิ์ยาเสริมวิญญาณ จิตวิญญาณของฉีเยวี่ยก็ก้าวเข้าสู่สภาวะลวง

             

            พอจิตวิญญาณก้าวเข้าสู่สภาวะลวงฉีเยวี่ยก็รับรู้ได้ทันทีถึงสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่สังเกตไม่เห็น เขารู้ว่าในน้ำตกอวี้หลิงมีพลังหยกอมตะลอยพุ่งเข้าไปยังทิศทางที่โจวหยวนอยู่อย่างต่อเนื่อง

             

            “เป็นเช่นนี้นี่เอง! เจ้าทนอยู่ในน้ำตกอวี้หลิงได้นานก็เพราะสาเหตุจากจิตวิญญาณ!” ฉีเยวี่ยรูม่านตาหดลง ช่วงเวลานี้เขาพบว่าโจวหยวนกุมความลับเหนือกว่าเขา

             

            “หึ ยังดีที่วันนี้ข้าเตรียมตัวมา ไม่อย่างนั้นคงเกิดปัญหาแน่นอน”

             

            ฉีเยวี่ยใบหน้าเคร่งเครียด ทันใดนั้นที่หว่างคิ้วก็ปรากฏอักขระหยวนขึ้นอย่างช้าๆ อักขระหยวนนี้เรียกว่า ‘อักขระเข็มวิญญาณ’ เป็นอักขระหยวนระดับหนึ่ง เขาขอให้คนช่วยวาดไว้ล่วงหน้า ผลของมันจะทำการร้อยเรียงจิตวิญญาณเป็นรูปเข็ม เข้าสู่รูปแบบโจมตี

             

            โดยปกติแล้วการใช้จิตวิญญาณโจมตีอย่างน้อยต้องก้าวสู่สภาวะลวงระยะกลางถึงจะทำได้ ฉีเยวี่ยในตอนนี้อาศัยยาเสริมวิญญาณจึงฝืนได้ถึงสภาวะลวงระยะต้น ดังนั้นก็จำเป็นต้องอาศัยพลังภายนอกนี้จึงจะใช้จิตวิญญาณโจมตีได้

             

            ในน้ำตกอวี้หลิงฉีเยวี่ยไม่อาจลงมือได้ ดังนั้นจึงเลือกวิธีการใช้จิตวิญญาณโจมตีโดยไม่ให้รู้ตัว

             

            ฟิ้ว!

             

            พอ ‘อักขระเข็มวิญญาณ’ เริ่มใช้ก็แลเห็นหว่างคิ้วฉีเยวี่ยเปล่งประกาย มีเข็มยาวร่างเสมือนที่ก่อตัวจากจิตวิญญาณพุ่งออกมา เข็มจิตวิญญาณทะลุผ่านสายน้ำที่ไหลเชี่ยวมุ่งตรงไปหาโจวหยวน

             

            เมื่อเข็มจิตวิญญาณพุ่งเข้ามาโจวหยวนก็รับรู้ได้ในทันที แววตาพลันจริงจังขึ้น “นี่คือจิตวิญญาณโจมตีหรือ? ทำไมจิตวิญญาณของฉีเยวี่ยถึงได้ร้ายกาจเพียงนี้?!”

             

            จิตวิญญาณโจมตี ต่อให้เป็นโจวหยวนในตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้

             

            โจวหยวนประหลาดใจแต่ไม่กล้าสบประมาท เพราะว่าจิตวิญญาณโจมตีนี้แม้ดูเหมือนไม่มีอันตรายต่อร่างกายสักนิดแต่สำหรับจิตวิญญาณแล้วกลับมีพลังทำลายอย่างรุนแรง

             

            ถ้าจิตวิญญาณเสียหายจะพักฟื้นได้ยากกว่าอาการบาดเจ็บจากกายเนื้อ

             

            ดังนั้นโจวหยวนจึงปล่อยพลังหยกอมตะทิ้งทันที ดึงจิตวิญญาณกลับไปที่หว่างคิ้ว ก่อตัวเป็นแนวตั้งรับหนาแน่น

             

            ฉึก!

             

            เหมือนมีเสียงดังขึ้นเบาๆ พลังจิตวิญญาณแทงเข้ามาในระยะสายตา โจวหยวนเห็นเข็มจิตวิญญาณเล่มหนึ่งแทงออกมาจากสายน้ำพุ่งมาที่หว่างคิ้วของเขา

             

            ฉึก! ฉึก!

             

            หว่างคิ้วโจวหยวนเจ็บปวดเล็กน้อย ใบหน้าเคร่งเครียด เพราะเข็มจิตวิญญาณที่แหลมคมแทงเข้ามาในแนวตั้งรับของเขาอย่างหนักหน่วง

             

            “ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตาย ข้าก็จะจัดให้สาสม!” โจวหยวนแววตาเป็นประกาย ทันใดนั้นมุมปากก็โค้งแสยะยิ้ม หากใช้หมัดเท้าต่อสู้เกรงว่าตอนนี้เขายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉีเยวี่ย แต่หากใช้จิตวิญญาณต่อสู้ ฉีเยวี่ยก็อย่าได้คิดหวัง!

             

            เขาใช้จิตวิญญาณทำลายความแหลมคมของเข็มจิตวิญญาณนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านไปชั่วครู่จิตใจเขาก็สั่นไหว แนวป้องกันก็เริ่มเปิดออก

             

            “สำเร็จแล้ว!”

             

            ฉีเยวี่ยรับรู้ถึงเหตุการณ์นี้ใบหน้าก็ผุดรอยยิ้มหยัน

             

            ตึ้ง!

             

            แต่เมื่อรอยยิ้มหยันปรากฏบนใบหน้าได้ชั่วครู่หูของเขาก็เหมือนมีเสียงระเบิดดังขึ้น จากนั้นภาพด้านหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งร่างกายของเขาแปรเปลี่ยนไปเป็นท้องฟ้ายามมืดมิดที่เต็มไปด้วยดวงดาวซึ่งมีสภาพวุ่นวายไกลสุดลูกหูลูกตา

             

            ตู้ม ตู้ม!

             

            การเปลี่ยนแปลงกะทันหันทำให้ใบหน้าฉีเยวี่ยตกใจ ตามมาด้วยเสียงดังก้อง พอเขาเงยหน้ามองก็เห็นเรื่องน่าประหลาดใจ ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนี้เห็นเพียงแค่เครื่องบดขนาดยักษ์เครื่องหนึ่งปรากฏออกมาอย่างช้าๆ พร้อมเงามืดขนาดใหญ่ปกคุลมเข้ามา จากนั้นเครื่องบดขนาดยักษ์นั่นก็บดขยี้เขา

             

            ในยามนี้เองความหวาดกลัวไร้ขอบเขตก็ถาโถมเข้าสู่จิตใจของฉีเยวี่ย

             

            ภายใต้การบดขยี้ของเครื่องบดยักษ์เขากลับไม่เหลือพื้นที่ใดๆ ให้ตอบโต้ รับรู้ได้ถึงจิตวิญญาณ ของตนที่ในเวลานี้กำลังถูกบดจนแตกสลาย

             

            เพล้ง!

             

            โจวหยวนได้ยินเสียงแก้วแตกดังออกมาจากหว่างคิ้ว รู้ว่าเข็มจิตวิญญาณของฉีเยวี่ยแตกสลายก็ยิ้มหยันทันที ในหว่างคิ้วของเขามีรอยประทับจิตสับสนที่ชางยวนถ่ายทอดให้ ดังนั้นสำหรับจิตวิญญาณโจมตีเหล่านี้โจวหยวนย่อมไม่หวาดกลัว จิตวิญญาณใดๆ ก็ตามที่เข้ามา ขอแค่ได้เห็นเครื่องบดจิตสับสนย่อมต้องถูกบดละเอียดจนสะอาด

             

            อ๊าก!

             

            เมื่อเข็มจิตวิญญาณนั้นแตกละเอียด ไม่ไกลออกไปก็มีเสียงโอดครวญด้วยความเจ็บปวดดังออกมา

             

            เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นดึงความสนใจของทุกคนบริเวณน้ำตกอวี้หลิง จากนั้นพวกเขาก็ตกตะลึง เงาร่างของฉีเยวี่ยสั่นเทิ้มอยู่ด้านใน สุดท้ายสายน้ำที่ไหลเชี่ยวก็ซัดเขาตกลงมาในทะเลสาบอันหนาวเย็น

             

            “เป็นไปได้อย่างไร?!” สวีหงตื่นตกใจทันที เขามองดูฉีเยวี่ยที่ตกลงมาในทะเลสาบด้วยสีหน้าโกรธแค้น ทั่วทั้งร่างสั่นเทา

             

            หลิ่วซีที่อยู่ด้านข้างก็อ้าปากค้างด้วยใบหน้าคาดไม่ถึง

             

            ศิษย์สำนักอี่คนอื่นใบหน้าซีดขาว สั่นสะท้านจนพูดไม่ออก

             

            แน่นอนว่าไม่ใช่แค่พวกเขา ต่อให้เป็นฉู่เทียนหยาง ซูโย่วเวย และศิษย์สำนักเจี่ยคนอื่นๆ ก็ตกตะลึง ผลลัพธ์เช่นนี้เกินกว่าความคาดหมายของพวกเขาทุกคน

             

            ทั่วด้านนอกน้ำตกอวี้หลิงต่างเงียบงัน ทุกคนต่างมีท่าทีเหมือนเห็นภูตผี

             

            ท่ามกลางความเงียบของทุกคน ในน้ำตกอวี้หลิงก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏออกมา ปลายเท้าสะกิดเหนือผิวน้ำดีดร่างขึ้นสู่ริมฝั่งอย่างสง่างาม ท่วงท่ายืนตรง เจ้าของเงาร่างนั้นนอกจากโจวหยวนแล้วยังจะเป็นผู้ใดได้อีก

             

            เขาจ้องมองสวีหง หลิ่วซี และคนอื่นๆ ที่มีสีหน้าบึ้งตึงแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “ผู้ชนะได้ส่วนแบ่ง พวกเจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”

             

            ด้านข้างมีศิษย์กำลังลากฉีเยวี่ยออกจากทะเลสาบ เห็นเขามีสีหน้าซีดขาว แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ร่างที่ตกอับสั่นเทิ้ม

             

            สิ่งนี้ทำให้ทุกคนงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมีสภาพเช่นนี้

             

            “นี่มัน...จิตวิญญาณได้รับความเสียหายรึ?” สวีหงเห็นท่าทางของเขาใบหน้าก็ตกใจทันที

             

            พอหลิ่วซีที่อยู่ด้านข้างได้ยินก็ชี้นิ้วด่าทอใส่โจวหยวนในฉับพลัน “เจ้าใช้กลลวง! สารเลว!”

             

            ศิษย์ทุกคนก็มองไปทางโจวหยวนอย่างประหลาดใจ

             

            “กลลวงรึ?” โจวหยวนแสยะยิ้มชี้ไปที่หว่างคิ้วของฉีเยวี่ย ตรงนั้นยังมีแสงอักขระที่หลงเหลืออยู่กำลังเลือนหายไปอย่างช้าๆ “หากข้าดูไม่ผิด นี่คงจะเป็น ‘อักขระเข็มวิญญาณ’ อักขระหยวนระดับหนึ่งสินะ?”

             

            “หากก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ใช้เข็มวิญญาณโจมตีใส่ข้าก็คงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้”

             

            ทันทีที่ถ้อยคำถูกเอ่ยออกไปทุกคนก็ร้องฮือขึ้นทันที สายตาจ้องมองไปที่หว่างคิ้วฉีเยวี่ย เห็นอักขระหยวนยังหายไปไม่หมด ทว่าคนที่ชำนาญในอักขระหยวนก็รีบวิเคราะห์ว่าเป็นอักขระหยวนอะไร


            “ฉีเยวี่ยพละกำลังแข็งแกร่งกว่าองค์ชายโจวหยวนอย่างเห็นได้ชัด ยังใช้วิธีสกปรกเช่นนี้!” ศิษย์ทุกคนกระซิบกระซาบ สายตาที่มองไปยังฉีเยวี่ยล้วนแฝงไว้ด้วยความดูแคลนสายหนึ่ง

             

            รับรู้ถึงสายตาเหล่านั้นหลิ่วซีก็สีหน้าโกรธขึ้ง ดวงตามีเปลวไฟปะทุขึ้นมาแต่กลับไม่พูดอะไรสักคำ เพราะความจริงเบื้องหน้านี้ได้ถูกเปิดโปงออกมาแล้ว หากฉีเยวี่ยไม่ได้ลงมือแล้ว ‘อักขระเข็มวิญญาณ’ ตัวนี้จะใช้ทำอะไรได้อีก?

             

            หากนางยังโต้แย้ง เกรงว่ากระทั่งนางก็คงจมน้ำลายคนอื่นไปด้วย

             

            ท่ามกลางเสียงของทุกคน ศิษย์สำนักอี่ต่างมองตากันเลิ่กลั่ก สีหน้าเคร่งเครียด สายตาที่เหลือบมองไปทางฉีเยวี่ยก็ไร้ซึ่งความยำเกรงเหมือนเช่นแต่ก่อน กลับกันยังมีความตำหนิอยู่ด้วยเล็กน้อย

             

            ฉีเยวี่ยแพ้การเดิมพันนี้ สำนักอี่ของพวกเขาก็ต้องยอมเสียเวลาการฝึกในน้ำตกอวี้หลิงไปหนึ่งชั่วยามครึ่ง พูดได้ว่า หลังจากนี้พวกเขาเหลือเวลาในการฝึกเพียงแค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น...

             

            สำหรับสำนักอี่ของพวกเขาแล้วถือว่าเสียหายอย่างใหญ่หลวง

             

            “ไม่มั่นใจแล้วยังไปท้าคนอื่นอีก ตอนนี้เป็นเช่นไรเล่า แพ้ราบคาบ” มีคนทนไม่ไหวบ่นออกมา

             

            หลิ่วซีได้ยินก็กวาดสายตามองด้วยความโกรธแค้นทันที แต่กลับหาเจ้าของเสียงไม่เจอ จึงทำได้แค่กระทบฟันด้วยความโกรธ

             

            “ฮ่ะฮ่า เจ้าสำนักสวี เวลาการฝึกหนึ่งชั่วยามครึ่งในน้ำตกอวี้หลิงของสำนักอี่ พวกเราสำนักเจี่ยก็ขอรับเอาไว้แล้ว” ขณะนี้ฉู่เทียนหยางหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี จ้องมองสวีหงที่มีสีหน้าบึ้งตึง

             

            เกรงว่าเจ้าสวีหงคงไม่นึกฝัน เดิมทีต้องการสร้างปัญหาให้สำนักเจี่ย สุดท้ายสำนักอี่กลับต้องชดใช้จนเกลี้ยงเสียเอง

             

            สวีหงโมโหเดือดดาลแต่ไม่ทำอะไร เพียงเผยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้มออกมา มองฉู่เทียนหยางและโจวหยวนแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “พวกเจ้าก็อย่ารีบได้ใจเกินไป การสอบวัดระดับสำนักเหลืออีกไม่นาน ถึงตอนนั้นพวกเราสำนักอี่จะชนะได้ที่หนึ่งอีกครั้ง สิ่งที่พวกเจ้าเอาไปได้ตอนนี้ ถึงตอนนั้นต้องชดใช้เป็นสองเท่า!”

             

            สิ้นคำเขาก็ไม่อยู่ต่อ สะบัดชายเสื้อแล้วหันหลังเดินจากไปทันที

             

            หลิ่วซีและศิษย์สำนักอี่ก็เดินตามอย่างอับอายสุดขีด

             

            พอพวกเขาเดินจากไปสำนักเจี่ยก็ส่งเสียงร้องเฮดังลั่น เข้ามาห้อมล้อมไว้คิดอยากที่จะโยนโจวหยวนลอยขึ้นไป

             

            โจวหยวนห้ามปรามความครื้นเครงของพวกเขา ยิ้มให้ศิษย์สำนักอื่นรอบข้างแล้วพูดว่า “สำนักเจี่ยของเราได้เวลาหนึ่งชั่วยามครึ่งจากการชนะ ในครึ่งชั่วยามนี้จะแบ่งให้ทั้งสามสำนัก ถือว่าเป็นการแสดงความขอบคุณที่มาร่วมสนุกในวันนี้”

             

            พอถ้อยคำเอ่ยออก ศิษย์ทั้งสามสำนักก็ผงะ เผยท่าทางละอายใจทันที ก็เพราะพวกเขาทั้งสามสำนักอันที่จริงวันนี้ควรจะโดนซ้ำเดิม คิดอยากขอส่วนแบ่งจากสำนักเจี่ย แต่ไหนเลยจะคิดว่าโจวหยวนไม่เพียงไม่คิดแค้น กลับยังแบ่งเวลาครึ่งชั่วยามให้พวกเขา บุญคุณตอบแทนความแค้นนี้ทำให้พวกเขาละอายใจและยิ่งนับถือ

             

            “ขอบพระทัยองค์ชายเป็นอย่างมากขอรับ!” ศิษย์ทั้งหลายต่างยกกำปั้นคารวะโจวหยวนด้วยท่าทางตื้นตัน

             

            ฉู่เทียนหยางที่อยู่ด้านข้างเห็นเช่นนี้  แววตาชื่นชมก็ผุดขึ้นมาไม่รู้ตัว การกระทำของโจวหยวนเรียกว่าทำได้อย่างงดงามยิ่งนัก ซื้อใจคนได้หมดจด นับแต่นี้ไป เกรงว่าชื่อเสียงของโจวหยวนในจวนต้าโจวจะเหนือว่าฉีเยวี่ยแล้ว

             

            ยิ่งกว่านั้นพอรับผลประโยชน์ครั้งนี้จากโจวหยวน หลังจากนี้สำนักอี่ก็คงไม่มีใครคิดจะมาก่อกวนอีก

             

            ฉินเซียวและเจ้าสำนักคนอื่นก็มองโจวหยวนแวบหนึ่งด้วยสีหน้าสับสน ในใจก็แอบสะพรึงกลัว ในเวลานี้ พวกเขารับรู้ว่าองค์ชายของพวกเขาไม่ธรรมดาอีกต่อไป ดูท่าภายหลังจะล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด...



    คล้ายกับเรื่องอภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน