พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 3 บทที่ 73 เหล่าไท่ไท่ผู้มีใจลำเอียง

            แม่นมหมิงมาคารวะโม่เสวี่ยถงในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อมองโม่เสวี่ยถงผู้มีดวงตาเหมือนกับฮูหยิน นางก็ร้องไห้คุกเข่าอยู่ที่นั่น

            โม่เสวี่ยถงสั่งให้โม่หลันประคองนางขึ้นมา ไม่ยอมให้คุกเข่า แล้วตนเองก็คารวะต่อนางด้วยความเคารพ เงยหน้าขึ้นเรียกได้แค่คำสั้นๆ ‘แม่นมหมิง’ จากนั้นก็สะอึกสะอื้นอยู่ในลำคอ พูดอะไรไม่ออก

            “คุณหนูอย่าร้องไห้ไปเลย หากวิญญาณของฮูหยินที่อยู่บนสรวงสวรรค์มองเห็นคุณหนูทั้งน่ารักและเฉลียวฉลาดรู้ความถึงเพียงนี้ คงต้องดีใจมากแน่นอน” หมิงมามาเช็ดน้ำตาของตนเอง แล้วยิ้มกล่าวปลอบใจโม่เสวี่ยถง

            “แม่นมหมิง เชิญนั่งเจ้าค่ะ” เมื่อได้ยินหมิงมามากล่าวถึงมารดา โม่เสวี่ยถงก็เม้มปาก ระงับความเจ็บปวดที่อยู่ในส่วนลึกของหัวใจเอาไว้ แล้วจูงหมิงมามาเข้ามานั่งบนตั่งตัวใหญ่ด้วยกัน แต่ให้ตายหมิงมามาก็ไม่ยอมนั่งตีเสมอคุณหนู ในที่สุดโม่หลันจึงคิดหาวิธีที่เป็นกลาง ไปยกเก้าอี้หุ้มแพรมาตั้ง หมิงมามาจึงยอมนั่งลง

            “แม่นมหมิง ยังจำได้หรือไม่ว่าคืนวันที่ท่านแม่จากไปเกิดเรื่องอะไรขึ้น?” โม่เสวี่ยถงเอ่ยถาม นี่เป็นสิ่งที่นางอยากรู้มากที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่คืนนั้น

            โม่อวี้กับโม่หลันดูสถานการณ์แล้วก็พากันถอยออกไป คนหนึ่งนั่งอยู่หน้าห้อง อีกคนไปยืนคุมเหล่าสาวใช้ให้กวาดหิมะอยู่ด้านนอก ได้ยินเพียงเสียงโม่อวี้ออกคำสั่งดังมาเป็นระยะ ภายในสวนเงียบสงบ มีเพียงเสียงโม่อวี้กับเสียงกวาดหิมะเท่านั้น

            “คุณหนูไปได้ยินเรื่องอะไรมาหรือเจ้าคะ?” เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงถามเช่นนี้ หมิงมามาก็หน้าถอดสี กดน้ำเสียงต่ำลงเอ่ยถาม

            “ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ท่านพ่อก็ทิ้งข้าไว้ที่เมืองอวิ๋นเฉิง พาแต่พี่หญิงใหญ่กับน้องหญิงสี่เข้าเมืองหลวง หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวมาถึงข้าเลย แม้ว่าเมื่อก่อนข้าจะทำตัวไม่น่ารักเท่าไร แต่ท่านพ่อกลับรักข้ายิ่ง แล้วเหตุไฉนหลังจากคืนนั้นเป็นต้นมาท่านพ่อจึงหมางเมินเย็นชา จนท้ายที่สุดถึงขั้นทอดทิ้งข้ากันเล่า?” นี่คือสิ่งที่โม่เสวี่ยถงคับข้องใจมาตลอด และทำให้นางรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตลอดทั้งสองชาติภพ

            แม้แต่สาวใช้ประจำกายสองคน โม่เสวี่ยถงก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องราวในใจเช่นวันนี้มาก่อน

            เรื่องในวันนั้นมีพิรุธมากเกินไป แม้ว่าตนเองจะสาดน้ำใส่ฟางอี๋เหนียงได้แล้วอย่างไร เมื่อก่อนท่านพ่อก็ไม่เห็นจะโปรดปรานฟางอี๋เหนียงสักเท่าไร ไฉนเพียงชั่วข้ามคืนทุกอย่างจึงพลิกผันไปหมด ตนเองผู้เป็นบุตรสาวที่ท่านแม่รักดั่งดวงใจกลับเหมือนถูกผลักตกจากเมฆาดิ่งลงมาสู่เหวลึก นี่เป็นเพราะคำให้ร้ายจากฟางอี๋เหนียงเท่านั้นจริงๆ หรือ?

            “คุณหนู เรื่องราวตอนนั้นบ่าวเองก็ไม่ทราบ บ่าวเฝ้าอยู่ข้างกายฮูหยินตลอดเวลา ในที่สุดฮูหยินอยากพบนายท่าน บ่าวจึงส่งคนไปตาม แต่คนของฟางอี๋เหนียงไม่ยอมให้สาวใช้เข้าไป อ้างว่าเป็นคำสั่งของนายท่าน ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบทั้งสิ้น ดังนั้นฮูหยินจึงยิ่งเจ็บช้ำน้ำใจจนทรุดหนัก”

            “เป็นเพราะบ่าวไม่ดีเอง ยามนั้นเสียใจมากและโมโหนายท่านที่แล้งน้ำใจ จึงกล่าวกับคุณหนูไปแบบนั้น ทำให้คุณหนูแค้นเคือง ยกน้ำเข้าไปสาดฟางอี๋เหนียงจนเปียกไปทั้งตัว อนุภรรยาผู้นั้นเดิมทีก็เป็นนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์มาแต่ไหนแต่ไร นางจะต้องไปพูดจาใส่ไคล้คุณหนูกับนายท่านแน่นอน” หมิงมามาขมวดคิ้วย้อนนึกถึงความหลัง แล้วแสดงความคิดของตนเอง

            การคาดเดาของนางไม่ต่างกับโม่เสวี่ยถงมากนัก แต่ไม่อาจบอกได้ว่าเหมือนกันทุกอย่าง

            หากเป็นความจริง หลังจากที่บิดาตรวจสอบเรื่องราวกระจ่างชัด ย่อมต้องมีคำอธิบายให้มารดา จากการที่นางเข้าไปใกล้ชิดกับบิดาในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่าเขายังรำลึกถึงมารดาของนางอยู่เสมอ ที่มุมโต๊ะทำงานด้านในมีรูปภาพใบหนึ่งวางอยู่ นั่นเป็นภาพเหมือนของมารดา ภาพวาดนั้นถูกเก็บรักษาอย่างดียิ่ง ไม่มีคราบฝุ่นละอองแม้แต่น้อย ตรงมุมนั้นปรกติแล้วบิดามักจะใช้วางเอกสารสำคัญ นางเคยเห็นยามที่บิดาเอาเอกสารไปวาง มือของเขายังลูบไปบนรูปภาพนั้นอย่างอาลัย ด้วยการแสดงออกของบิดาเช่นนี้ จะเป็นคนเย็นชาแล้งน้ำใจได้อย่างไร

            หากบอกว่าผู้ที่ขวางมิให้สาวใช้เข้าไปในเวลานั้นเป็นคนของบิดา หรือเป็นเจตนาของบิดาที่ให้ฟางอี๋เหนียงขัดขวางมิให้สาวใช้ผู้นั้นเข้าไป ก็อาจพูดไม่ได้เต็มปากนัก

            บิดามีความรักลึกซึ้งเพียงนี้ จะใจไม้ไส้ระกำปล่อยให้มารดาจากไปอย่างเดียวดายได้หรือ เหตุผลใดที่ทำให้บิดายอมถูกปรามาสว่าเป็นคนไร้หัวใจ ยอมให้ตระกูลของท่านยายเข้าใจผิด และด้วยเหตุผลใดที่ทำให้บิดาทอดทิ้งนางไว้บ้านสกุลฉินโดยไม่ฟัง ไม่ถามและไม่อธิบายใดๆ ทั้งสิ้น

            หลากหลายเรื่องราวที่ไร้คำอธิบายกลายเป็นปมแน่นที่รัดรึงอยู่ภายในหัวใจของโม่เสวี่ยถงตลอดมา

            เมื่อมีรักลึกซึ้ง จำเป็นต้องแสดงความเย็นชาไร้น้ำใจเช่นนี้ด้วยหรือ สายตาของบิดาเห็นชัดว่าโปรดปรานนางอย่างยิ่ง แล้วไฉนกลับปฏิบัติต่อตนเองเช่นนั้น

            นิ้วมือกระหวัดถุงหอมใบเล็กจากกระเป๋าสานขึ้นมาผูกกับเสื้อ ทว่ากลับผูกแล้วคลาย... ผูกแล้วคลาย... อยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้ตัว

            “แม่นมหมิง หลังจากที่ท่านพ่อมาแล้วมีสิ่งใดผิดปรกติหรือไม่?” โม่เสวี่ยถงมุ่นคิ้วพลางกดเสียงให้ต่ำลงอีก “ข้าหมายถึงคืนหลังจากที่ท่านแม่จากไปน่ะ”

            คืนนั้นคือหัวใจสำคัญ!

            “คืนนั้นนายท่านไล่พวกบ่าวออกมาทั้งหมด รั้งอยู่ในห้องฮูหยินเพียงลำพัง บ่าวไม่วางใจ จึงเฝ้าใต้ชายคาด้านนอก มีช่วงหนึ่งรู้สึกง่วงจึงเคลิ้มหลับไป แต่ต่อมาก็สะดุ้งตื่นจากเสียงรื้อค้นสิ่งของ แต่เพราะเสียงนั้นดังมาจากในห้อง บ่าวจึงไม่กล้าร้องถาม เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชา[1] เสียงค่อยเงียบลง ต่อมาก็ได้ยินเสียงนายท่านแอบร้องไห้” หมิงมามากล่าวพลางย้อนนึกในความทรงจำ

            ตอนนั้นนางยังขุ่นเคืองนึกตำหนินายท่านอยู่ ดังนั้นเมื่อเขารั้งอยู่ในห้อง นางจึงไม่ไว้วางใจ เนื่องจากช่วงก่อนหน้านั้นตนเองเฝ้าฮูหยินตลอดเวลามิได้พักผ่อน เมื่อหลังพิงกำแพงจึงเผลอหลับไป ไม่รู้ว่านายท่านค้นหาสิ่งใด รื้อข้าวของวุ่นวายอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นคิดไม่ถึงว่าตนเองจะได้ยินร้องไห้ด้วยความขมขื่นของนายท่าน

            อะไรที่ทำให้นายท่านที่ดูสุขุมอยู่เสมอถึงขั้นร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ หมิงมามาตกตะลึงอึ้งค้างอยู่กับที่ ท่ามกลางราตรีอันเงียบงัน แม้เสียงสะอื้นของโม่ฮว่าเหวินจะเบามาก แต่กลับเผยความอ้างว้างโศกเศร้าชัดเจนจนหมิงมามาที่เฝ้าอยู่ด้านนอกพลอยร้องไห้ตามไปด้วย จวบจนฟ้าสาง นายท่านจึงออกมาจากห้องด้วยดวงตาแดงก่ำ

            นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดผิดปรกติ

            หลังจากมารดาเสียชีวิตแล้ว บิดาเข้าไปในห้องค้นหาอะไร โม่เสวี่ยถงเหยียดหลังตรงทันที แววตาวูบวาบคล้ายมีคลื่นซัดสาด

            อะไรที่ทำให้ท่านพ่อต้องเข้าไปค้นหาสิ่งของนอกกายทั้งที่ท่านแม่เพิ่งเสียชีวิต และอะไรทำให้ท่านพ่อต้องแอบร้องไห้ เป็นเพราะการจากไปของท่านแม่หรือ? 

            “แม่นมหมิง สาวใช้คนอื่นๆ ในเรือนของท่านแม่หายไปไหนหมด ไฉนตอนนี้จึงไม่เห็นใครเลยเล่า?” ดวงตาโม่เสวี่ยถงฉายแวววูบไหว สีตาเข้มขึ้น

            “หลังจากสาวใช้รุ่นใหญ่สี่คนล้วนมีอันเป็นไปแบบนั้น ก็มีคนลือว่าในเรือนของฮูหยินมีไออัปมงคล เหล่าสาวใช้ทั้งหัวดำหัวหงอกจึงพากันตีจากเป็นทิวแถว ต่อมาเรือนชั้นในก็ตกอยู่ในมือของฟางอี๋เหนียง คนที่เคยอยู่ที่นั่นต่างกระจายกันไปหมด ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนกันบ้าง” หมิงมามาถอนใจเฮือก แต่ก็ไม่อาจให้คำตอบที่นายหญิงต้องการได้เช่นกัน  

            ทุกสิ่งล้วนใกล้เคียงกับความคาดหมายของโม่เสวี่ยถง ไม่มีความคืบหน้าใดๆ นอกจากความรู้สึกแคลงใจในตัวบิดา

            หลังจากหมิงมามาจากไปแล้ว โม่เสวี่ยถงก็นั่งเงียบอยู่บนตั่ง ท่าทางกำลังใช้ความคิด คิ้วเรียวมุ่นเล็กน้อย รู้สึกว่าตนเองคล้ายลืมเลือนอะไรไปบางอย่าง เรื่องเหล่านี้เมื่อนำมาเชื่อมโยง วิเคราะห์อย่างละเอียดก็รู้ได้ว่าผิดปรกติมาก เหตุใดท่านพ่อจึงไม่สังเกตเห็น หรือว่าเขารู้ทุกอย่างกระจ่างแจ้ง แต่กลับแสดงท่าทีเพิกเฉย

            เหล่าไท่ไท่มาเยือนถึงจวน แม้ว่าจะไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิดของโม่ฮว่าเหวิน แต่ถึงกระนั้นก็เป็นผู้อาวุโสคนสำคัญ ฐานะแตกต่างจากอนุภรรยาคนอื่นๆ เนื่องจากหมิงมามาเขาพบจึงทำให้เวลาล่าช้า กว่าโม่เสวี่ยถงจะไปกราบคารวะก็สายแล้ว

            เมื่อไปถึงจึงพบว่าไม่เพียงแต่โม่เสวี่ยเยี่ยนอยู่ที่นั่น แม้แต่โม่เสวี่ยหมิ่นและโม่เสวี่ยฉงล้วนอยู่ด้วย

            หลังจากกราบคารวะแล้ว เหล่าไท่ไท่ก็กล่าวเรียบๆ “ไม่ต้องมากพิธี นั่งเถอะ”

            นางเพิ่งจะหย่อนก้นนั่งลง โม่เสวี่ยฉงก็สอดปากขึ้นมาตัดหน้า “วันนี้พี่หญิงสามตื่นเช้าจริงๆ ท่านย่าเพิ่งจะกล่าวถึงว่าทำไมป่านนี้ยังไม่ตื่น ข้าก็บอกไปว่าตั้งแต่ท่านเข้ามาในจวนโม่ก็เป็นแบบนี้ประจำ แต่ไม่ว่าอย่างไรพี่หญิงสามก็นับว่าใหญ่ที่สุดในจวนนี้อยู่แล้ว”

            นี่เป็นการตำหนิว่านางไม่ตื่นเช้ามาคารวะเหล่าไท่ไท่ ทั้งยังเป็นการชี้ทั้งทางตรงและทางอ้อมว่านางไม่เห็นผู้ใหญ่อยู่ในสายตา

            “ขอบคุณท่านย่าที่เป็นห่วง เมื่อครู่ท่านพ่อตามหลานไปพบเพราะมีธุระบางอย่าง จึงเป็นเหตุให้มาล่าช้าเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงคลี่ยิ้ม อธิบายเหตุผลอย่างนุ่มนวล

            “ท่านพ่อทั้งรักและโปรดปรานพี่หญิงสามยิ่งกว่าใคร ขนาดพี่หญิงใหญ่ไม่สบายยังไม่เห็นส่งคนมาถามไถ่ แต่กลับไปเรือนชิงเวยอยู่บ่อยครั้ง นี่แหละน้า... ที่เรียกว่าความแตกต่าง” โม่เสวี่ยฉงกล่าวกระแนะกระแหนด้วยรอยยิ้ม พลางเหลือบตามองโม่เสวี่ยหมิ่นที่นั่งหน้าซีดอยู่ข้างๆ

            “น้องหญิงสามสุขภาพไม่ดี ตลอดมาก็มิได้อยู่ข้างกายท่านพ่อ ยามนี้ได้รับความเอาใจใส่ก็เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว” เมื่อเห็นเรื่องโยงมาถึงตนเอง โม่เสวี่ยหมิ่นก็เงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ

            นับตั้งแต่เกิดเรื่องในวังหลวง นี่เป็นครั้งแรกที่โม่เสวี่ยถงได้พบกับโม่เสวี่ยหมิ่น สีหน้าของนางดูซูบซีดอย่างเห็นได้ชัด ช่วงก่อนหน้านี้นางป่วยหนักทำให้ร่างกายอ่อนแอลงมาก ดวงตาอ่อนโยนมองมาที่โม่เสวี่ยถง เพียงแต่ขณะที่ช้อนตาขึ้นสายตาเผยแววนิ่งลึกออกมาวูบหนึ่ง ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลอ่อนหวาน

            ดูอ่อนโยนยิ่งกว่าตอนพบเจอกันครั้งแรกเสียอีก!

            แต่โม่เสวี่ยถงย่อมกระจ่างใจว่าโม่เสวี่ยหมิ่นที่เป็นเช่นนี้ยิ่งรับมือยากมากขึ้นกว่าเดิม

            เหล่าไท่ไท่ซึ่งพิจารณาสามพี่น้องอยู่เงียบๆ มาตั้งแต่ต้น ยามนี้จึงแค่นเสียงเย็นออกมา วางเตาอุ่นในมือลงก่อนพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “เป็นพี่น้องกัน จะมาทะเลาะเบาะแว้งกันทำไม หากมีเวลาก็ไปศึกษาบัญญัติสตรีให้มากๆ ในจวนนี้ขาดนายหญิงไปคนหนึ่ง แม้แต่เหล่าคุณหนูเจอหน้ากันก็ฟาดคมเขี้ยวใส่กันแล้ว ไร้การอบรมสั่งสอนจริงๆ”

            คำกล่าวของนางเพียงไม่กี่ประโยคตอกหน้าทุกคนจนหงายหลัง ไม่ว่าโม่เสวี่ยหมิ่นหรือโม่เสวี่ยฉง สีหน้าล้วนย่ำแย่

            “ท่านย่า พวกนางเพียงแค่ล้อเล่นกันเท่านั้น หากท่านย่าไม่สบายใจ ก็ช่วยท่านลุงเฟ้นหาสตรีสกุลดีแต่งเข้ามาก็สิ้นเรื่อง ถึงเวลานั้นจะได้มีคนช่วยจัดการเรื่องงานแต่งงานให้พี่หญิงใหญ่ น้องหญิงสาม น้องหญิงสี่ด้วยอย่างไรเล่า” โม่เสวี่ยเยี่ยนซึ่งอ่อนกว่าโม่เสวี่ยหมิ่นเพียงไม่กี่เดือน ยื่นหน้าออกมาจากด้านหลังของเหล่าไท่ไท่ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

            เหล่าไท่ไท่ชอบฟังหลานสาวผู้นี้พูดจาเป็นที่สุด ยื่นมือมาลูบศีรษะนางแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “คงต้องปรึกษาหารือเรื่องนี้กันแล้วจริงๆ เพราะท่านลุงของเจ้ายังไม่แต่งนายหญิงอย่างถูกต้อง ในจวนจึงวุ่นวายไปหมด”

            เหล่าไท่ไท่ย่อมพึงพอใจต่อหลานสาวแท้ๆ ของตนเอง และด้วยยังไม่รู้จักนิสัยใจคอของธิดาสองสามคนในบ้านของบุตรชายคนโต จึงรู้สึกขวางหูขวางตา ตัดสินใจเป็นแม่นมั่นว่าจะต้องช่วยให้บุตรชายคนโตได้แต่งงานกับสตรีที่เกิดจากภรรยาเอกที่มีจิตใจกว้างขวางดีงามและสุภาพอ่อนโยนให้ได้ ตอนนั้นโม่ฮว่าเหวินขัดใจนาง ยืนกรานจะแต่งกับลั่วเสียเพียงผู้เดียวเท่านั้น ยามนี้เมื่อเห็นหน้าโม่เสวี่ยถงที่ดูคล้ายกับลั่วเสียผู้เป็นมารดาอยู่หลายส่วน จึงรู้สึกไม่ถูกชะตา

            เมื่อไม่มีใครพูดอะไรแล้ว เหล่าไท่ไท่ก็โบกมือไล่พวกนางกลับ รั้งเพียงโม่เสวี่ยเยี่ยนไว้คุยต่อ

            ทั้งสามคนต่างถอยออกไปเดินเรียงกันตามลำดับ

            ขณะที่โม่เสวี่ยถงยกเท้ากำลังจะก้าวเท้าออกจากประตูเรือน โม่เสวี่ยฉงซึ่งเดิมทีเดินอยู่หลังสุด จู่ๆ ก็เดินเบียดเข้ามาด้านข้างของโม่เสวี่ยถง นางไม่ทันระวังตัว คิดจะชักเท้ากลับ แต่เหมือนขาสะดุดอะไรบางอย่าง จึงเสียหลักล้มชนขอบประตูอย่างแรง โม่เยี่ยซึ่งอยู่ด้านข้างเห็นท่าไม่ดี จึงเอื้อมมือไปคว้าตัวนางไว้ แต่ศีรษะของนางก็โขกกับประตูไปแล้ว

            “คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” โม่อวี้กับโม่เยี่ยปรี่เข้ามาประคองอย่างร้อนใจ หากโม่เยี่ยมิได้รั้งตัวนางไว้ เมื่อครู่โม่เสวี่ยถงคงล้มหน้าฟาดพื้นไปแล้ว

            “พี่สาม ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระ จึงรีบเดินไปหน่อย” โม่เสวี่ยฉงยืนปัดเสื้อผ้าอย่างสบายใจอยู่ด้านข้าง ไหนเลยจะรู้สึกผิดสักครึ่งส่วน

            โม่อวี้อารมณ์ขึ้นอ้าปากเตรียมถามเอาเหตุผลกับโม่เสวี่ยฉง แต่ถูกโม่เสวี่ยถงยื่นมือมาปรามไว้

            “ไม่เป็นไร หากเจ้ารีบก็ไปเถอะ” นางกล่าวเรียบๆ ขณะหยิบผ้าแพรขึ้นมาปิดหน้าผาก รู้ได้ว่าตรงจุดนั้นบวมปูดออกมาชัดเจน

            เดิมทีโม่เสวี่ยฉงเตรียมตั้งท่าจะหาเรื่องอยู่แล้ว รอให้โม่เสวี่ยถงระบายโทสะออกมาก่อน ยามนี้เห็นนางนิ่งเฉย ไม่ตอบโต้หรือว่ากล่าว ก็รู้สึกเหมือนชกไปบนปุยนุ่นเสียแรงเปล่า พานให้หมดอารมณ์ นางเหวี่ยงสายตาใส่โม่เสวี่ยถงก่อนพาสาวใช้ออกไป ไม่แม้แต่จะกล่าวคำอำลา

            “น้องสาม ศีรษะที่ถูกกระแทกเป็นอย่างไรบ้าง? ที่เรือนของข้ามียาทาขวดหนึ่ง เดี๋ยวข้าจะให้สาวใช้ไปเอามาให้เจ้านะ” โม่เสวี่ยหมิ่นซ่อนยิ้มกระหยิ่มใจไว้ภายใต้เบื้องลึกของดวงตา เดินเข้ามาแสร้งกล่าวด้วยความห่วงใย

            “ศีรษะไม่แตกไม่เป็นอะไรมาก เพียงแค่เจ็บเล็กน้อยเท่านั้น เดี๋ยวก็หาย พี่หญิงใหญ่เก็บยาไว้ใช้เองเถอะเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงหน้าซีดเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวด นางฝืนยิ้ม ทว่าไม่มีอารมณ์จะคุยต่อ จึงกล่าวขออภัยโม่เสวี่ยหมิ่นก่อน แล้วเกาะแขนโม่เยี่ยเดินจากไป

            “โม่ซิ่ว คุณหนูสามได้รับบาดเจ็บไม่เบา เดี๋ยวให้คนไปหยิบยาทาแล้วเอาไปมอบให้คุณหนูสามด้วย” โม่เสวี่ยหมิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            “เจ้าค่ะ”







    ………...……………………………………………………………………………………………............

            คำอธิบายเพิ่มเติม

            [1] เวลาหนึ่งถ้วยชา ประมาณ 10-15 นาที

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577