ตื่นเช้ามา คิริวเอาแต่เดินหนีภัทรตลอดอย่างกับแมวงอน
“ไม่เอาน่า อย่างอนสิคิริว แค่ไปรับดึกมากไปหน่อยเท่านั้นเอง เอาอย่างนี้ต่อไปจะไม่เถลไถลไปไหนแล้วดีมั้ย”
แต่สักพักสารวัตรคมสันก็โทรมา
“สวัสดีค่ะ พี่คมสัน” ภัทรรับสาย
“พี่ได้ขออนุญาตหัวหน้าของภัทรให้แล้วนะ ที่จะให้ภัทรอยู่เป็นที่ปรึกษาคดีฆาตกรรมในถ้ำให้ต่อ” สารวัตรคมสันกล่าว
“แสดงว่าวันนี้ภัทรต้องไปสระบุรีอีกหรอคะ” ภัทรสงสัย
“ใช่แล้ว รับรองพี่จะไม่พาภัทรเถลไถลอีกแล้วจริงๆ”
“ก็ได้ค่ะ เพื่อสืบคดี แต่รอบนี้เดี๋ยวภัทรนำคิริวไปฝากเพื่อนเองดีกว่า ที่มันดื้ออาจเป็นเพราะมันไม่คุ้นเคยกับพี่โชคก็เป็นได้” ภัทรเห็นสภาพคิริวตอนที่อยู่บ้านพี่โชคก็สงสาร
“ขอบใจมากนะภัทร”
“งั้นไปเจอกันที่สถานตำรวจนะคะ”
“ได้ครับ”
ภัทรจึงพาคิริวไปส่งที่บ้านของรัตน์ แม้คิริวจะไม่อยากให้ภัทรไปกับสารวัตร แต่ตัวเขาเองก็อยากไปดูอาการน้องสาวว่าเป็นอย่างไรบ้างหลังเกิดเรื่องเมื่อวาน
เมื่อภัทรไปถึง เธอก็เห็นรัตน์เดินลงมาจากห้องนอนในสภาพตาบวมจากการร้องไห้อย่างหนัก
ภัทรวางคิริวลง แล้วเข้าไปสวมกอดเพื่อน “เป็นอะไรไปรัตน์ ใครทำอะไรเธอ”
“เปล่า ฉันแค่คิดถึงพ่อกับแม่เท่านั้น” รัตน์แก้ตัว ไม่อยากพูดถึงเรื่องชายคนนั้น
“ในเมื่อเธอไม่สบาย งั้นฉันไปฝากคิริวไว้กับคนอื่นก็ได้”
“ไม่เป็นไร ฉันดูมันได้น่า” รัตน์อยากมีแมวเป็นเพื่อน
“ขอบใจนะ รบกวนเธออยู่เรื่อย” ภัทรรู้สึกเกรงใจ
“กันเองทั้งนั้น”
คิริวที่ยืนมองน้องสาวอยู่ ก็เลยคิดในใจว่า “เอาไว้พี่กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อน พี่จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังเอง”
ภัทรขับรถออกไป รัตน์จึงอุ้มแมวน้อยกะว่าจะพาเข้าไปในห้องนอน สักพักก็เดินสวนกับลุงสุทัศน์
“แมวใครน่ะรัตน์” ลุงสุทัศน์ทัก
“แมวของภัทรค่ะ มันชื่อคิริว” รัตน์กล่าว
“อย่าให้มันออกมาเพ่นพ่านล่ะ ลุงไม่ชอบ”
“รับทราบค่ะคุณลุง”
พอเดินออกห่างจากคุณลุง รัตน์ก็พึมพำว่า “ทำไมพี่ทรรศนัยกับลุงสุทัศน์ถึงมีนิสัยเกลียดแมวได้เหมือนกันมากขนาดนี้นะ”
“เหมียวๆ เหมียวๆ” (ลุงโหดกว่าพี่อีกนะจะบอกให้ เฮ้อ เริ่มสงสารตัวเองเสียแล้วสิ กรรมตามสนองจริงๆ)
รัตน์เทอาหารให้คิริวทาน สักพักก็ว่า “อยากเป็นแมวจัง จะได้ไม่ต้องคิดอะไร”
“เหมียวๆ เหมียวๆ” (อย่าเป็นเลย อึดอัดกว่าที่คิดอีก)
สักพักก็มีเบอร์แปลกๆโทรมาหารัตน์
“สวัสดีค่ะ สราญรัตน์พูดค่ะ”
“ผมเองนะ”
“คุณเป็นใครคะ”
“พวกเราเพิ่งเจอกันเมื่อวานไง”
“ไอ้บ้า ไปตายซะ” รัตน์นึกถึงเหตุการณ์ในโรงแรมเมื่อวานนี้ได้
“อย่าแช่งสามีแบบนี้สิ”
“คุณไม่ใช่สามีฉัน”
“ยอมเชื่อแล้วหรอ”
“คุณมันคือไอ้เดนนรกที่ชอบข่มเหงผู้หญิงต่างหาก”
“ที่คุณอิโนเซ้นส์แบบนี้ คงไม่เคยสินะ”
“เลิกพูดได้แล้ว ไอ้ชั่ว” ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด รัตน์ตัดสายด้วยความโกรธ
รัตน์ร้องไห้อีกครั้ง พร้อมกับรีบบล็อกเบอร์โทรล่าสุด
“เหมียวๆ เหมียวๆ” (ไอ้นายหัวบ้าเอ๊ย ดันมาพูดให้เรื่องยุ่งกว่าเดิม)
รัตน์เข้าใจว่าแมวต้องการปลอบ เลยเข้าไปอุ้มคิริว แล้วเอามากอด สักพักก็กล่าวอย่างสะอึกสะอื้นว่า “มีคิริวตัวเดียวที่เข้าใจความรู้สึกของฉัน”
คิริวไปนอนบนเก้าอี้โต๊ะเครื่องแป้งในระหว่างที่น้องสาวร้องไห้จนหลับบนเตียงนุ่ม
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็มีเสียงเคาะประตู
“คุณรัตน์คะ โต๊ะอาหารพร้อมแล้วค่ะ” พอแม่บ้านไม่ได้ยินเสียงตอบรับ เลยเปิดประตูเข้าไปในห้อง แม่บ้านจึงเดินไปดูคุณรัตน์ที่เตียง “อ้าว หลับนี่เอง”
คิริวรู้สึกอึดอัดเลยแอบเดินออกไปจากห้องนอนรัตน์ในระหว่างที่แม่บ้านเปิดประตูทิ้งไว้และเดินเข้าไปดูรัตน์ด้วยความเป็นห่วง
คิริวต้องการไปสูดอากาศในสวนหลังบ้านที่แต่ก่อนเคยเป็นสถานที่ปลูกว่านซับแร่
สักพักแมวน้อยก็ได้ยินเสียงแว่วๆ
“อะนี่ เอาเงินไปกบดานที่เชียงใหม่ซะ และอย่าติดต่อฉันอีก”
“ขอบคุณครับนาย”
คิริวเดินไปดูตามบทสนทนานั้นก็ตาค้างเมื่อเห็นคุณลุงสุทัศน์ยื่นถุงปึกเงินให้กับนายเทิด คนที่เป็นฆาตกรฆ่าพ่อแม่ของเขา และแล้วคำถามในหัวก็เกิดขึ้นมากมาย “นี่คุณลุงเป็นผู้บงการฆ่าพ่อแม่ผมงั้นหรอครับ ทำไมคุณลุงถึงเลวแบบนี้”
นายเทิดรับเงินแล้วรีบขับรถออกจากบ้านอาจองค์ดำรงธรรมทันที ในขณะที่ลุงสุทัศน์ก็หันซ้ายหันขวาก่อนเดินกลับเข้าไปในห้องนอนตัวเอง
ด้วยความโกรธแค้น คิริวตั้งสติได้ก็รีบวิ่งตามคุณลุงหมายจะตามไปกัดเพื่อสนองแค้น
คิริววิ่งเร็วสุดชีวิต และกำลังจะถึงห้องคุณลุงอยู่แล้ว แต่ทว่าคุณลุงดันปิดประตูใส่หน้าแมวจนแมวหัวโน สักพักคุณลุงก็เปิดประตูออกมาดู
“มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมแมวถึงอยู่ที่นี่” ลุงสุทัศน์กล่าวอย่างเอาเรื่อง
รัตน์ที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอคิริวเลยออกตามหาเสียทั่วบ้าน เมื่อเธอเห็นแมวอยู่หน้าห้องคุณลุงผู้เกลียดแมวอีกคน เธอจึงรีบวิ่งไปอุ้มคิริวทันที
“ลุงบอกแล้วใช่มั้ย ว่าอย่าปล่อยมันมาเพ่นพ่านแบบนี้”
“รัตน์ขอโทษค่ะ เอ่อ คือ รัตน์เผลอหลับไปหน่อย”
“แล้วบอกภัทรให้รีบมารับแมวตัวนี้ล่ะ”
“รับทราบค่ะคุณลุง”
ในขณะที่คิริวยังคงดิ้นเพราะอยากกัดฆาตกรผู้บงการคนนี้ แต่รัตน์กอดเขาแน่นมาก
พอลุงสุทัศน์ปิดประตู รัตน์ก็เลยพาไปที่ห้องครัวเพื่อทานข้าว แต่ก็ไม่ลืมเทอาหารเม็ดให้คิริวทาน
พอคิริวทานน้ำเสร็จ มันจึงทำให้คิริวอารมณ์เย็นลง และนึกขึ้นได้ว่า “ตอนนี้ผมเป็นแมว คงทำอะไรลุงสุทัศน์ไม่ได้หรอก เอาไว้ให้ผมคืนสภาพเดิมได้เมื่อไหร่ จะหาหลักฐานเอาผิดลุงให้จงได้”
และแล้วก็ถึงเวลาสามทุ่ม รัตน์เห็นคิริวกระวนกระวายเดินไปเดินมาเหมือนแมวเป็นห่วงเจ้าของ และมันคงสงสัยว่าทำไมป่านนี้ภัทรถึงยังไม่กลับมารับมันกลับอพาร์ทเม้นท์
รัตน์สงสารแมวเลยโทรไปถามภัทร
“ถึงไหนแล้วภัทร” รัตน์เป็นห่วง
“เอ่อ รัตน์ ต้องขอโทษด้วย อยู่ดีๆรถสารวัตรก็เสีย เลยยังอยู่ที่สระบุรี”
“แสดงว่าเธอจะค้างที่นั่นงั้นหรอ” รัตน์ตกใจและสงสารเมื่อหันไปดูคิริว
“รบกวนฝากคิริวไว้กับเธอก่อนนะ”
พอคิริวได้ยินว่าภัทรจะค้างที่สระบุรี มันก็เลยเข้าแผน ร้องเหมียวๆ เสียงดัง อีกทั้งยังกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างกระวนกระวายหนักกว่าเดิม
“เสียงอะไรน่ะรัตน์” ภัทรสงสัย
“คิริวคงคิดถึงเธอ เลยอาละวาดที่เธอไม่มารับมันเสียที” รัตน์คาดเดา
“โธ่ ลูกแม่”
“งั้นเอาอย่างนี้ จำได้มั้ยว่าพวกเรามีนก ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทอีกคนที่อยู่สระบุรี รบกวนให้เขามาส่งก็ได้นี่”
“จริงด้วย งั้นเดี๋ยวจะลองติดต่อนกเดี๋ยวนี้ล่ะ” ภัทรนึกได้
“ได้ความยังไง โทรมาบอกด้วยนะจ้ะ อย่าให้คิริวเป็นห่วง” รัตน์กำชับ
“จ้า เพื่อนรัก”
พอวางสาย คิริวก็กลับมานั่งนิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แหม เมื่อกี้คงจะอ้อนภัทรล่ะสิ คิริว” รัตน์กล่าวอย่างรู้ทัน
ผ่านไปสิบนาที ภัทรก็โทรมา
“เป็นไงบ้างเพื่อน” รัตน์รีบถาม
“นกยอมขับไปส่ง โชคดีที่นกมีอบรมที่กรุงเทพฯพอดี” ภัทรรายงาน
“เจอกันจ้า”
พอรัตน์วางสายและหันไปมองคิริว เธอก็ตกใจที่เห็นคิริวยิ้มมุมปาก
รัตน์ขยี้ตาและพึมพำว่า “นี่ฉันตาฝาดหรือเปล่า นี่คิริวดีใจที่เจ้านายไม่ได้ค้างงั้นหรอ”