กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 ลิ้นทองคำของผู้อาวุโสจ้าว

            เมื่อหลี่เฉวียนที่กำลังวิ่งหนีหันกลับมามองข้างหลังก็ต้องตกใจจนแทบจะตกจากหลังม้ารีบก้มตัวลงให้ทั้งตัวแนบไปกับหลังม้าทันที “ฟิ่ว”ลูกศรบินเฉียดศีรษะของเขาไปอย่างฉิวเฉียด!

            “ป๊าบ!”เขาตบลงไปอย่างแรงที่ก้นม้าอีกครั้ง ม้าเกล็ดดำก็พุ่งทะยานเร็วขึ้นไปอีกตรงไปข้างหน้าอย่างเร็ว!

            แต่แล้วลูกศรเหล็กอีกลูกก็พุ่งเข้ามาพร้อมด้วยเสียงแหวกผ่านอากาศ!

            “ฉึก!”คราวนี้ลูกศรเหล็กได้พุ่งปักเข้าไปที่ก้นม้าลึกมากทำให้ม้าเกล็ดดำได้รับบาดเจ็บจากการยิงธนูรอบนี้ แต่ม้ากลับยิ่งวิ่งเร็วขึ้น!

            “ฉึก!”ลูกศรอีกดอกพุ่งเข้ามาราวกับสายฟ้า ปักที่ขาหลังอีกข้างของม้าเกล็ดดำ! “ฮี้!”ม้าเกล็ดดำส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดพุ่งตัวไปข้างหน้าอีกสิบกว่าเมตรก่อนจะล้มลงอย่างแรง หลังจากล้มลงไปแล้วลำตัวม้าที่ใหญ่โตของมันก็ยังไถลไปข้างหน้าเพราะแรงเฉื่อยจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงไปเป็นระยะทางถึงสามสิบกว่าหมี่ก่อนจะมาหยุดอยู่ห่างจากทางขึ้นภูเขาประมาณสามสิบหมี่ลำตัวครึ่งหนึ่งของม้าก็เป็นรอยถลอกจนเห็นเนื้อสีแดงถนนตรงหน้าทางขึ้นภูเขามีรอยเลือดสีแดงเข้มลากเป็นทางยาวเกือบสามสิบหมี่!

            ในขณะที่ม้าเกล็ดดำกำลังจะล้มลงหลี่เฉวียนก็กดฝ่ามือขวาลงทั้งตัวในขณะที่กำลังพุ่งลงไปบนพื้นกลิ้งตัวไปตามพื้นอย่างต่อเนื่อง “ปึก!”ลูกศรเหล็กดอกหนึ่งพุ่งปักเข้าพื้นอย่างแรงจนเหลือแค่เพียงหางลูกศรยาวไม่ถึงห้าชุ่น ส่งเสียงดังก้องไปทั้งยอดเขาหลี่เฉวียนที่หลบได้อย่างหวุดหวิดก็รีบกระโจนขึ้นวิ่งไปยังทางขึ้นภูเขาที่อยู่ห่างออกไปอีกสามสิบหมี่อย่างสุดแรงเกิดพร้อมกับตะโกน “ท่านผู้อาวุโสช่วยข้าด้วย!”

            หลิ่วถังที่ขี่ม้าไล่ตามไปอย่างกระชั้นชิดเมื่อได้ยินเสียงตะโกนของอีกฝ่ายก็ส่งเสียงตะโกนออกไปอย่างโหดเหี้ยม “ร้องเรียกให้ผู้อาวุโสช่วยงั้นหรือ? ต่อให้เจ้าบ้านของเจ้ามาก็ช่วยเจ้าไม่ได้หรอก ตายเสียเถอะ!”

            “ผึง!”ลูกศรเหล็กอีกดอกพุ่งเข้ามาหาราวกับสายรุ้งสีขาวที่พาดผ่านดวงอาทิตย์!

            “ท่านผู้อาวุโส!”หลี่เฉวียนรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจรู้สึกได้ถึงเสียงลูกศรอันแหลมคมซึ่งกำลังพุ่งเข้ามาจากทางด้านหลังชีวิตของข้าจบสิ้นแน่แล้ว!

            ในขณะที่ลูกศรกำลังจะพุ่งเข้าที่แผ่นหลังของหลี่เฉวียนแสงสีเขียวพุ่งแทรกออกมาอย่างรวดเร็ว ผ่านเอวของหลี่เฉวียนไป ‘ซู่’ทันใดนั้นลูกศรเหล็กที่ทำจากเหล็กกล้าก็สลายหายไปราวกับขี้เถ้าเมื่ออยู่ต่อหน้าแสงสีเขียวดังกล่าว!

            แล้วร่างอ้วนท้วนก็เดินออกมาจากศาลาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาตรงหน้าทางขึ้นเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “กล้าไล่ฆ่าคนของข้าอย่างนั้นหรือ? คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ!”

            จากนั้นสะบัดมืออีกข้างหนึ่งแล้วแสงสีเขียวก็พุ่งออกไปราวกับดาวตกนอกโลกที่พุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศลงมา

            ทันทีที่แสงสีเขียวนี้ปรากฏขึ้นท้องฟ้าก็แปรปรวนราวกับจะเปลี่ยนสีได้พลังอันน่าเกรงขามที่แฝงอยู่ในแสงสีเขียวนี้มีปริมาณมหาศาลราวกับพุ่งทะยานขึ้นฟ้าได้!เหล่านักยุทธ์สิบกว่าคนที่อยู่ข้างหลังต่างก็พากันเปลี่ยนสีหน้า “หยุดก่อน!”พร้อมด้วยเสียงตะโกนดังลั่นหลิ่วอิงสะบัดมือฟาดฟันดาบสีแดงเพลิงออกไปด้วยความเร็วอันน่าทึ่งเพื่อสกัดกั้นแสงสีเขียวนั้น

            แต่แสงสีเขียวเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วกว่าแสงดาบสีแดงอย่างเห็นได้ชัดพุ่งผ่านไปภายในชั่วพริบตาเดียวก่อนที่แสงดาบสีแดงจะมาสกัดกั้นได้ทันเวลาในเสี้ยววินาที และหลังจากผ่านไปมันก็พุ่งมาถึงตรงหน้านักยุทธ์ที่ไล่ตามฆ่าหลี่เฉวียนแล้ว!

            หลิ่วถังซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าเกล็ดดำทำตัวโอหังอยู่ข้างหน้า ในเวลานี้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างมากคันธนูยาวในมือถูกยกขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อใช้ต้านรับแสงสีเขียวนั้น!

            “แกร๊ก!”ธนูยาวไม่ต่างอะไรจากเต้าหู้เมื่อปะทะกับแสงสีเขียวนั้นขาดเป็นสองท่อนทันทีเมื่อสัมผัสกับมัน!

            “ฉัวะฉัวะ!” เสียงเบาๆ ดังขึ้นสองครั้งติด!

            ฝ่ามือครึ่งหนึ่งขาดออกจากกันม้าเกล็ดดำวิ่งไปข้างหน้าได้อีกแปดหมี่ก่อนที่ครึ่งหนึ่งของก้นม้ากับขาขวาจะขาดออกจากกันอย่างเงียบเชียบในชั่วขณะต่อมา!ม้าเกล็ดดำก็ล้มลงไปอย่างแรงนอนกองตามรอยเท้าม้าตัวก่อนหน้า!

            หลิ่วถังกลิ้งไปตามพื้นสองตลบก่อนจะลุกขึ้นมาประคองมือขวาที่ขาดไปครึ่งหนึ่งด้วยมือซ้ายใบหน้าแสดงออกถึงความแข็งกร้าวและโหดเหี้ยมดวงตาเย็นยะเยือกก็จับจ้องไปยังร่างอ้วนท้วนที่อยู่ตรงหน้าห่างออกไปหลายร้อยหมี่ราวกับต้องการจดจำรูปร่างของอีกฝ่ายเอาไว้ให้ขึ้นใจ!

            หลังจากจ้าวเหวินจัวปล่อยแสงสีเขียวออกมาตัวเขาก็ไม่ได้สนใจผลลัพธ์อีกต่อไปขมวดคิ้วมองหลี่เฉวียนที่วิ่งเข้ามาหาเขาด้วยความตื่นกลัวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เป็นถึงนักยุทธ์ก็ควรจะมีศักดิ์ศรีบ้างไม่ใช่ตะโกนขอความช่วยเหลือเสียงดังเช่นนี้ สมควรแล้วหรือ?”

            หลี่เฉวียนเองก็รู้สึกละอายใจที่ตนเองแสดงความขี้ขลาดออกมาเมื่อสักครู่จึงกล่าวด้วยใบหน้าแดงก่ำ “เหล่าผู้อาวุโสจากจวนเจิ้งอ๋องกับจวนหลิ่วโหวทั้งหกตระกูลมากันแล้วขะ... ข้ารีบร้อนมาแจ้งท่านขอรับ”

            “เฮ้อการแจ้งข่าวของเจ้าค่อนข้างไม่เหมือนใครจริงๆ!” จ้าวเหวินจัวไม่อยากพูดอะไรมากจึงโบกมือ “เอาเถอะ หลังจากนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเอง หึเจ้าพวกนี้มากันเร็วเสียจริง!”

            มาเร็วงั้นหรือ? หลี่เฉวียนที่เดินไปหลบอยู่ด้านหลังจ้าวเหวินจัวพลันตกใจขึ้นมาทันที

            “ท่านผู้อาวุโสทะ... ท่านรู้อยู่ก่อนแล้วหรือว่าพวกเขาจะมาที่นี่?”

            “ข้าเพิ่งได้รับการติดต่อจากผู้อาวุโสชิวและนายน้อยของเจ้าว่าเจ้าพวกนี้กำลังเดินทางมากันแล้ว เพียงแต่ค่อนข้างไวกว่าที่คาดนิดหน่อย!”ใบหน้าอ้วนของจ้าวเหวินจัวเผยรอยยิ้มที่ล้ำลึกยากจะคาดเดาได้ออกมา “เจ้าหนุ่มหลิงอวิ๋นคงจัดการกับทั้งหกตระกูลใหญ่ที่อยู่บนเขาเรียบร้อยแล้วคนพวกนี้จึงรีบพากันมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น และรีบลงนามตกลงชดใช้ค่าเสียหายเจรจาสงบศึก”

            ลงนามข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายเจรจาสงบศึกงั้นหรือ? หลี่เฉวียนอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ!

            แม้แต่คุณชายรองคุณชายสาม คุณหนูห้า และท่านเจ้าบ้านต่างก็อับจนหนทางแต่พอเป็นนายน้อยลงมือเองแล้ว ไม่เพียงแต่จะจัดการได้เท่านั้นยังทำให้ตระกูลเจิ้งอ๋องและหกตระกูลใหญ่ต้องก้มหัวขอเจรจาเพื่อสันติภาพอีกด้วย? นี่ไม่ใช่ความฝันใช่หรือไม่!

            คุณชายคุณชายเก่งเกินไปแล้ว!

            …

            “กุบกับกุบกับ...” ม้าเกล็ดดำสามสิบถึงสี่สิบตัววิ่งมาถึงพร้อมๆกันแล้วหยุดลงที่หน้าทางขึ้นเขา ห่างจากทางขึ้นประมาณห้าสิบเมตร!

            ในระหว่างนั้นก็มีคนมารับตัวหลิ่วถังไปพร้อมกับพันผ้าที่ฝ่ามือให้!

            เจิ้งอวิ๋นหลงจากจวนเจิ้งอ๋องกับหลิ่วอิงจากจวนหลิ่วก็ขี่ม้าขึ้นมาด้านหน้า!

            สีหน้าของหลิ่วอิงซีดเผือด!นอกจากหลิ่วถังจะถูกอีกฝ่ายตัดฝ่ามือไปครึ่งหนึ่งแล้วทางด้านซ้ายก็ยังมีศพคนที่เป็นคนของตระกูลหลิ่วอยู่เกลื่อนกลาดเมื่อเจิ้งอวิ๋นหลงเห็นว่าหลิ่วอิงไม่พูดอะไรจึงทำมือคารวะจ้าวเหวินจัวด้วยมือทั้งสองข้างจากบนหลังม้า แล้วก็ถามด้วยเสียงอันดังว่า“ขอถามหน่อยว่าท่านมาจากสำนักใด?”

            จ้าวเหวินจัวยิ้มเยาะ“เดี๋ยวนี้เหล่าคนจากตระกูลทางโลกต่างก็เย่อหยิ่งอวดดีกันทั้งนั้นเลยหรืออย่างไร? เมื่อครั้งผู้อาวุโสคนนี้ไปที่พระราชวังจักรพรรดิมู่อวิ๋นของพวกเจ้าตาเฒ่ามู่อวิ๋นฉียังต้องลงจากบัลลังก์มาคารวะข้าแล้วเรียกข้าว่าท่านผู้อาวุโสจ้าวเลยนะ จุ๊ๆๆไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดตระกูลเจิ้งอ๋องและตระกูลหลิ่วโหวของพวกเจ้าถึงได้ใจกล้าหน้าด้านมาแย่งภูเขาของคนอื่นไปเช่นนี้”

            หลังจากที่จ้าวเหวินจัวพูดจบทั้งสองคนยังคงนั่งอยู่บนหลังม้าไม่ไหวติง!

            จักรพรรดิมู่อวิ๋นฉีคือจักรพรรดิแห่งแคว้นมู่อวิ๋นคนปัจจุบัน!

            หากจักรพรรดิพบกับชายอ้วนคนนี้ยังต้องลงจากบัลลังก์มังกรมาคารวะแล้วเรียกอีกฝ่ายว่าผู้อาวุโสแต่ทั้งคู่ไม่ได้มีสถานะยิ่งใหญ่ถึงระดับนั้น!ที่สำคัญที่สุดคือชายอ้วนคนนี้ยังได้พูดคำหนึ่งออกมาก่อนหน้า นั่นก็คือคำว่า‘ทางโลก’ ซึ่งเป็นคำที่เหล่าคนในสำนักต่างๆ ใช้เรียกแคว้นทั้งเล็กใหญ่ในอาณาจักรซินโยว!ชายอ้วนคนนี้ไม่เพียงแต่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจักรพรรดิแต่ยังเป็นคนของสำนักยุทธ์ใดสักแห่งอีกด้วย!

            เจิ้งอวิ๋นหลงจึงรีบลงมาจากม้าในขณะที่สีหน้าของหลิ่วอิงที่อยู่ข้างๆ มืดดำลงเล็กน้อย แล้วก็ลงจากม้าตาม!

            ขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรซินโยวก็คือสำนักผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งที่สุดก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนในสำนักทั้งสิ้นด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เหล่านักยุทธ์หรือแม้แต่ผู้ใช้พลังวิญญาณทางโลกเมื่อได้พบกับคนในสำนักก็จะรู้สึกถึงความต่ำต้อยกว่าในเรื่องของสถานะจึงมักใช้คำที่สุภาพหรืออาจกล่าวได้ว่าคนในสำนักล้วนเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนภายนอกแต่แน่นอนว่าเมื่อได้รับความนับถือก็ต้องมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบด้วยเหล่าสัตว์อสูรและปีศาจต่างเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งในอาณาจักรซินโยวล้วนเป็นหน้าที่ของเหล่าคนในสำนักเหล่านี้ในการกำจัดปีศาจและขับไล่พวกต่างแดนออกไป!

            ช่วงหลายหมื่นปีที่ผ่านมาเกิดสงครามครั้งใหญ่กับปีศาจและพวกต่างแดนถึงสิบกว่าครั้งส่วนสงครามยิบย่อยนั้นเรียกได้ว่านับไม่ถ้วน

            หลายหมื่นปีที่ผ่านมานี้มีคนในสำนักที่เสียชีวิตในสงครามน้อยใหญ่เพราะน้ำมือของปีศาจและพวกต่างแดนเหล่านี้ไม่น้อยกว่าหนึ่งพันล้านคนอาจกล่าวได้ว่าสถานะของคนในสำนักที่ได้รับการเคารพนับถือจากคนทางโลกนั้นเกิดจากการสละเลือดและเนื้อของเหล่าผู้อาวุโสในรุ่นก่อนๆ สหายร่วมสำนักและเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายของพวกเขานั่นเอง!

            หลังลงมาจากหลังม้าแล้วเจิ้งอวิ๋นหลงก็ทำมือคารวะแล้วถามด้วยความเคารพว่า “ขอล่วงเกินถามท่านหน่อยท่านปรมาจารย์มาจากสำนักใดหรือ?”

            จ้าวเหวินจัวตอบอย่างทระนง“สำนักวิญญาณเมฆา!”

            ซื้ด!

            เมื่อได้ยินคำนี้ทุกคนต่างก็พากันสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง! ในอาณาจักรซินโยวอันแสนกว้างใหญ่นี้แคว้นมู่อวิ๋นตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเขตตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาจักรซินโยวนี้ก็มีสำนักใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ของอาณาจักรซินโยว นั่นก็คือสำนักวิญญาณเมฆาที่ก่อตั้งขึ้นบนภูเขาเจี้ยนหลิงมาเป็นเวลาเกือบหมื่นปีแล้ว!

            “ถึงแม้ท่านปรมาจารย์จะเป็นคนจากสำนักวิญญาณเมฆาแต่ท่านก็น่าจะรู้ว่าคนในสำนักไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงเรื่องทางโลกได้ท่านปรมาจารย์กลับออกมาปกป้องตระกูลเซียวโหวและฆ่าคนของตระกูลหลิ่วโหวอย่างเปิดเผยเช่นนี้จะไม่เป็นการล่วงละเมิดข้อห้ามของสำนักหรอกหรือ? เรื่องนี้ท่านปรมาจารย์ควรให้เหตุผลที่สมเหตุสมผลแก่พวกเราใช่หรือไม่?”ไม่มีใครคาดคิดว่าหลังจากรู้ว่าชายอ้วนตรงหน้าเป็นคนจากสำนักวิญญาณเมฆาซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสำนักอันดับต้นๆ แล้ว หลิ่วอิงยังกล้าซักถามต่อหน้าธารกำนัลอีก!

            “เหตุผล? เจ้าถามหาเหตุผลจากข้า? คนจากตระกูลหลิ่วโหวช่างบังอาจมากจริงๆเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ข้าจะขอพูดอะไรสักเล็กน้อยเรื่องการห้ามแทรกแซงเรื่องทางโลกที่เป็นข้อห้ามของสำนักนั้นข้าย่อมรู้เรื่องนี้ดีกว่าเจ้า และไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนกฎด้วยที่ข้าทำก็แค่คอยคุ้มกันคนเท่านั้น ส่วนเรื่องที่เจ้าบอกว่าข้าปกป้องคนของตระกูลเซียวนั่นต้องขอโทษด้วยน้องชายคนนี้เป็นเพื่อนร่วมเดินทางของข้าที่ได้รับคำสั่งจากสองผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักหลักวิญญาณเมฆาให้มาที่นี่เป็นพวกเจ้าเองต่างหากที่ไม่แยกแยะดีชั่ว ลงมืออย่างโหดเหี้ยมกับสหายร่วมทางของข้าในเมื่อมีคนต้องการเอาชีวิตเขาข้าจะปล่อยให้เพื่อนร่วมเดินทางของข้าถูกธนูยิงตายโดยไม่สนใจไยดีอย่างนั้นหรือ?ส่วนเรื่องที่ข้าฆ่าคนของตระกูลหลิ่วโหวอย่างเปิดเผยนั้นเจ้าเหยี่ยวหัวโล้นอย่างเจ้า เอาตาข้างไหนมองถึงมากล่าวหาว่าข้าเป็นคนสังหารคนของตระกูลหลิ่วโหวของพวกเจ้ากัน?” ปากของผู้อาวุโสเจ้าเล่ห์คนนี้ทั้งฉะฉานและร้ายกาจยิ่งนัก

            “ท่าน!เมื่อครู่นี้ทุกคนก็สามารถเป็นพยานได้ ท่านเกือบฆ่าหลิ่วถังไปแล้วคนจำนวนมากต่างก็เห็นด้วยตาตัวเอง ยังจะกล้าปฏิเสธออีกอย่างนั้นหรือ?” หลิ่วอิงหันไปชี้หลิ่วถังที่อยู่ด้านหลัง พันผ้าสีขาวที่มือขวาเอาไว้แล้วตวาดด้วยเสียงอันดัง

            “อ้อพูดถึงเจ้าหนูนั่นน่ะหรือ เจ้าหนูนั่นวิ่งขึ้นหน้ามาเฉยๆโดยไม่ปองร้ายใครอย่างนั้นรึ? การที่ข้าตัดฝ่ามือเขาไปครึ่งเดียวถือเป็นการเตือนและลงโทษที่เขาไล่ตามสหายร่วมทางของข้า เจ้าเหยี่ยวหัวโล้นการลงโทษเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ใช่การฆ่าหรือ? หากข้าต้องการฆ่าเจ้าหนูนั่นจริงๆข้าจะตัดแค่ฝ่ามือของเขาไปครึ่งเดียวเพื่ออะไร? หรือเจ้าคิดว่าเจ้าหนูนั่นสามารถหลบหลีกการโจมตีด้วย‘ขลุ่ยหยกเขียว’ ของข้าได้จริงๆ? ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาพนันกันดีหรือไม่หากข้าฆ่าเจ้าหนูนั่นไม่ได้ด้วยกระบวนท่าเดียวข้าจะให้เจ้าตัดหัวเอาไปนั่งแทนเก้าอี้เลย ว่าอย่างไรล่ะ?”

            “ท่าน...”หลิ่วอิงโกรธจนพูดไม่ออก

            “ท่านปรมาจารย์โปรดระงับโทสะพี่หลิ่วเองก็ใจเย็นลงก่อนเถอะ คำอธิบายของท่านปรมาจารย์พวกเราทุกคนรับทราบหมดแล้ว นี่น่าจะเป็นแค่ความเข้าใจผิดกันเท่านั้น!”

            เมื่อเจิ้งอวิ๋นหลงเห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงรีบออกมาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยทันที!

            “ใช่แล้วๆคำอธิบายของท่านปรมาจารย์สมเหตุสมผลยิ่งนักท่านปรมาจารย์เป็นคนของสำนักใหญ่เช่นนี้ จะกล้าละเมิดกฎของสำนักได้อย่างไรย่อมไม่แทรกแซงเรื่องทางโลกแน่นอน และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะลงมือฆ่าคนเช่นนี้!”เมื่อเจิ้งอวิ๋นหลงพูดจบ ผู้นำตระกูลหลิว ตระกูลหวัง ตระกูลเจียง และตระกูลอื่นๆต่างก็พูดเออออห่อหมกทันที ทำเหมือนเชื่อในที่จ้าวเหวินจัวกล่าว!

            คนที่สามารถขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลของหลายๆตระกูลได้นั้น จะไม่ใช่คนฉลาดหลักแหลมอย่างไรได้? หากไม่รู้ว่าเมื่อใดควรจะหันหลังกลับหรือควรจะลู่ตามลมหรือไม่รู้ว่าจะทำตามความต้องการของผู้แข็งแกร่งดีหรือไม่นั่นก็หมายความว่าหัวหน้าตระกูลนั้นช่างโง่เขลาและไร้ความสามารถอย่างยิ่งไม่รู้จักดีชั่ว ยังจะเอาคนไร้ความสามารถเช่นนี้มาเป็นผู้นำตระกูลได้อย่างไร!

            เมื่อหลิ่วอิงได้ยินว่าทุกคนต่างก็สนับสนุนชายอ้วนตรงหน้าเขาก็โกรธจนแทบจะกระอักเลือดออกมา

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】 ที่คุณอ่าน