ตลาดขายของโบราณ
เสียงไก่ขันในตอนเช้า ปลุกหลินเฉินให้ตื่นขึ้นมา เขาลุกขึ้นมานั่งบนเตียงนอนที่เก่ามากของเขา หาวเล็กน้อย ขยี้ตาสลัดความง่วงเหงาในตอนตื่นใหม่ๆ
เมื่อคืนหลังจากกลับออกมาจากมุกมิติ เขาก็เข้ามานอนในห้องนอนที่เคยเป็นของเขา ไม่สิ แม้กระทั่งตอนนี้มันก็ยังเป็นของเขาอยู่ แม้ว่าเขาจะไม่อยู่หลายปี แต่แม่ของเขาก็ทำความสะอาดห้องไว้อย่างดี
เขาฟังจากแม่ของเขาว่ามู่อิงเสวี่ยนอนอยู่ในห้องนี้กับหลิงหลิงลูกสาวของเขาจนกระทั่งเมื่อปีก่อนที่เธอถูกพากลับตระกูลมู่ไป
หลินเฉินลุกจากเตียงนอน ออกไปอาบน้ำ จากนั้นสวมใส่เสื้อผ้า เสื้อผ้าของเขาเมื่อหกปีก่อน ยังดีที่ตอนนี้มันใส่ได้
“ตื่นแล้วเหรอเสี่ยวเฉิน มากินข้าวเร็ว แม่ของลูกทำไว้ให้แล้ว” พอออกมานอกห้อง พ่อของเขาหลินไคก็กวักมือเรียกให้มากินข้าว เขากวาดสายตามองภายในบ้านครั้งหนึ่ง เพื่อมองหาแม่ของเขาและลูกสาวของเขา
“ไม่ต้องมองหาแล้ว แม่ลูกพาหลิงหลิงไปโรงเรียน”
หลินเฉินพยักหน้าครั้งหนึ่ง ก็สมควรเป็นแบบนี้ ลูกสาวของเขาอายุห้าขวบกว่า ตอนนี้ก็น่าจะเข้าเริ่มเรียนที่โรงเรียนอนุบาลแล้ว เขาร่วมกินข้าวกับพ่อของเขา ก่อนจะขอตัวออกไปเดินเล่น
แต่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะออกมาเดินเล่นจริงๆ เขาเดินไปยังตลาดขายของโบราณ
ตลาดขายของโบราณในเขตตงฝู แม้จะไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก แต่ผู้คนก็พลุกพล่านทุกวัน ส่วนมากจะเป็นผู้คนที่มาแสวงหาโชคลาภ คิดว่าไม่แน่อาจจะซื้อของโบราณที่เป็นของแท้กลับไป จะได้กำไรมหาศาล
หลินเฉินใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าที่จะเดินมาถึงตลาดขายของโบราณ
ระยะทางที่ใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมงกว่าที่จะมาถึง ย่อมเป็นระยะทางที่ไกลระดับหนึ่ง แต่หลินเฉินไม่มีปัญหาเลยสักนิด เขาเองก็อยากที่จะเดินดูความเปลี่ยนแปลงว่าหกปีที่ผ่านมาทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด
จากการมองผ่านๆ ทำให้เขารู้ว่าหกปีมานี้ เขตตงฝูเปลี่ยนไปมาก มันเจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตา แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง แต่ก็อย่างว่าล่ะ เวลาเปลี่ยน อะไรๆ ก็เปลี่ยนเป็นธรรมดา
ทางเข้าตลาดขายของโบราณ มีคนจำนวนมากเดินเข้าออกไม่ขาดสาย อากาศวันนี้ดีอย่างยิ่ง ไม่มีแดดเลยสักนิด ท้องฟ้าเองก็ปลอดโปร่ง มีก้อนเมฆสีขาวจำนวนมาก สายลมเย็นๆ ได้พัดผ่านมาทำให้รู้สึกสดชื่น
หลินเฉินยื่นสำรวจมองรอบด้านทางเข้าตลาดขายของโบราณเล็กน้อย ก่อนย่างเท้าเดินเข้าไป
สมัยก่อน เขาเคยมาอยู่สองสามครั้ง พอที่จะมีคนรู้จักอยู่สองสามคน หนึ่งในนั้นคือตาเฒ่าขายยันต์ปลอม เขาคิดว่าถ้าตาเฒ่าคนนี้ยังขายยันต์ปลอมอยู่ที่นี่ จะขอพื้นที่อาศัยขายยันต์สักหน่อย ถ้าไม่อยู่ เขาคงได้แต่ยืนขายแล้ว
หลินเฉินเดินชมดูแผงขายของโบราณต่างๆ อย่างไม่รีบร้อน สายตาเขากวาดมองไปทุกทิศทาง แต่เขาก็ต้องส่ายหน้าไปมา แม้ในของโบราณที่ขายอยู่ที่นี่ จะมีของแท้ปะปนอยู่บ้าง มันก็ไม่ได้มีราคามากมายอะไร เพียงพอให้ได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านั้น
“ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด” หลินเฉินส่ายหน้าอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายเขาได้เดินมาถึงแผงขายยันต์ปลอมของตาเฒ่าที่เขารู้จัก
ตาเฒ่าคนนี้ยังขายยันต์ปลอมอยู่ที่นี่ ไม่ได้ไปไหน รูปร่างของเขาผอมบาง ใบหน้าเหี่ยวย่นแก่ชราอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าแววตาก็สว่างไสว เต็มไปด้วยความกลอกกลิ้ง ไม่บอกก็รู้ว่าชายชราคนนี้เป็นนักต้มตุ๋นมืออาชีพ
ด้านหน้าแผงของชายชรามีคนอยู่สองสามคน ชายชราแนะนำยันต์ปลอมด้วยความกระตือรืนร้นว่ามันดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ พูดจนน้ำลายแตกฟอง
พระเจ้าอาจจะเห็นในความพยายามของชายชราจึงทำให้เขาขายยันต์ได้สามใบ ใบล่ะสิบหยวน ต้นทุนไม่ถึงหนึ่งหยวน ทำให้เขาได้กำไรจนยิ้มหน้าบาน
เมื่อคนที่อยู่หน้าแผงของชายชราได้จากไปหมด หลินเฉินก็เดินเข้ามา “พ่อหนุ่ม อยากได้ยันต์ชนิดไหน ที่ร้านฉันมีขายหมด ไม่ว่าจะเป็นยันต์กันผีร้าย ยันต์สุขภาพดี หรือว่าแม้แต่ยันต์มหาเสน่ห์สาวรักสาวหลง จนลืมผัวที่บ้านก็มี!” ชายชราแนะนำอย่างออกรส
หลินเฉินอ้าปากค้างเล็กน้อย เขาพบว่าชายชราคนนี้ยังมีสกิลปากแพรวพราวเหมือนเดิมไม่มีผิด
“เหล่าไช่ อย่าเสียเวลาเลย ฉันไม่ซื้อ”
“หือ?” เหล่าไช่หรี่ตาลงเพ่งมองหลินเฉินอย่างละเอียด ทันใดนั้นก็ร้องออกมา “ไอ๊หยา นี่ไม่ใช่เด็กน้อยหลินหรือไง ไม่ซื้อก็อย่ามาเกะกะหน้าร้าน”
แม้จะร้องออกมาแบบนี้ แต่ภายในใจของเหล่าไช่ก็มีความตกใจอยู่ เขาไม่เห็นหลินเฉินมาหกปีกว่าแล้ว ทำไมวันนี้ถึงมาปรากฏตัวได้ จุดนี้เองที่ทำให้เขาตกใจและประหลาดใจในคราวเดียวกัน
หลินเฉินยิ้มเล็กน้อย “เหล่าไช่ ไม่เจอกันหกปี นี่คือคำพูดแรกของคุณรึไง?”
“เหอเหอ เด็กน้อยหลินฉันไม่รู้หรอกนะว่านายหายไปไหนมาหกปี แต่ถ้าไม่ซื้ออย่ามาเกะกะหน้าร้านฉัน” เหล่าไช่หัวเราะเบาๆ ขับไล่หลินเฉินอย่างไม่รู้สึกอะไร
หลินเฉินชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด เดิมทีเขาจะมาขออาศัยแผงร้านขายยันต์ของเหล่าไช่ขายยันต์เสียหน่อย แต่มาเจอแบบนี้ เขาก็หัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้ เหล่าไช่คนนี้ ช่างไม้ไว้ไมตรีในความสัมพันธ์ครั้งเก่าเสียเลย
‘อย่านั้นก็อย่าได้โทษกันล่ะตาเฒ่าไช่’ หลินเฉินคิดในใจ พลางขยับนิ้วเล็กน้อยอย่างไม่เป็นที่สังเกต คลื่นพลังปราณสีฟ้ากระจายใส เส้นเล็กๆ ได้พุ่งเข้าไปในท้องของเหล่าไช่
สีหน้าของเหล่าไช่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนไป เกิดความบิดเบี้ยวขึ้นมาบนใบหน้า ขยับสองมือไปกุมที่ก้นอย่างช่วยไม่ได้ ทันใดนั้นก็เร่งรีบวิ่งออกไปสุดกำลัง แต่ก็ไม่ลืมที่จะบอกให้หลินเฉินเฝ้าร้านให้
“ดะ...เด็กน้อยหลิน ฝากร้านแป๊ป ข้าศึกบุกชิดประตูเมืองแล้ว ฉันต้องรีบนำทัพไปจัดการ!”
หลินเฉินหัวเราะเบาๆ มองเงาหลังของเหล่าไช่ที่วิ่งเร็วจี๋จากไปทางทิศทางที่มีห้องน้ำสาธารณะอยู่
เมื่อทำให้เหล่าไช่ไปแล้ว หลินเฉินก็เดินอ้อมแผง เข้ามายืนที่ที่เหล่าไช่อยู่ก่อนหน้านี้ เขาไม่สนใจกล่องเก็บยันต์ของเหล่าไช่ นำยันต์ป้องกันและยันต์รักษาออกมาอย่างละสองแผ่นที่เขานำติดตัวมาด้วยออกมาวางไว้ที่แผงตรงหน้า จากนั้นเพียงยืนนิ่ง รอให้คนมาถามราคา
ราคาที่จะขาย เขาแน่นอนว่าจะไม่ขายถูก ต้องรู้ก่อนนะว่ายันต์ทั้งสี่แผ่นตัวเขาเป็นคนเขียนเอง แม้ว่าจะเป็นยันต์ระดับต่ำสุด แต่ก็เป็นยันต์ที่นิรันดร์กาลผู้หนึ่งเขียนขึ้นมา ถ้าเป็นที่โลกอมตะ เกรงว่าราคาของยันต์ทั้งสี่แผ่นคงจะสูงลิ่ว จนไม่อาจที่จะประเมินราคาได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ซึ่งราคาที่หลินเฉินคิดไว้คือห้าหมื่นหยวน ถ้าขายได้ทั้งสี่แผ่น เขาก็จะได้รับเงินมาสองแสนหยวน แต่ถ้าหากว่าขายไม่ได้ หลินเฉินก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ไว้ค่อยหาวิธีหาเงินอื่นก็ได้
สำหรับเขาการหาเงินก่อนที่จะถูกพาไปยังโลกอมตะอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ว่าไม่ใช่สำหรับเขาตอนนี้แน่ เขามีวิธีหาเงินอีกหลายร้อยวิธีในหัว
มองไปยังที่ผู้ที่เดินผ่านไปมา ทันใดนั้น หลินเฉินก็เห็นว่าชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งได้เดินเข้ามาใกล้แผงขายยันต์ สุดท้ายก็หยุดลงที่ด้านหน้าแผง ใช้สายตามองยันต์ที่วางอยู่สี่แผ่น
ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาดู ก่อนจะถามราคา ดวงตาต้องเป็นประกายขึ้นมา “ยันต์นี่ราคาเท่าไหร่?”
จบบทที่ 7