ผมพยายามรวบรวมเื่ราวที่เกิดขึ้นภายในเรือนจำให้ได้ครอบคลุมที่สุดเพื่อจะได้เป็แนวทางในการคิดให้กับคนที่ประสบเหตุการณ์ที่แตกต่างกันออกไปซึ่งบางเื่จะใช้ได้กับทุกๆ คดี เพราะใช้หลักการเดียวกันหรือคล้ายๆกัน
เหตุการณ์ถ้าส่วนใหญ่เป็เื่จริงที่เกิดขึ้นกับผู้ต้องขัง ไม่ว่าเธอผู้นั้นจะเป็ผู้ผิดหรือถูกเขาก็ได้เข้ามาอยู่ในเรือนจำระยะหนึ่ง พอมีเวลาที่ผมจะได้สอบถามเื่ราวจากเขาได้บางเหตุการณ์ผมต้องสมมติเื่ที่เกิดมาเพื่อใช้เป็ตัวอย่างให้กับท่านผู้อ่านจะได้เกิดความใจในคดีมากขึ้น
ผมชื่อต้น ผมไม่ใช่ทนายหรือจบกฎหมายมาจากมหาวิทยาลัยที่ไหนสถานที่เรียนของผมกลับเป็มหาวิทยาลัยชีวิต ที่คนไม่อยากจะเข้ามาเรียนเท่าไหร่อยากจะรู้กฎหมายเหรอ ลองดูของจริงเลยดีกว่า ผมเองก็ไม่อยากจะเข้ามาหรอกกลับกลัวเหมือนกับคนอื่นๆ ด้วยซ้ำแต่ก็บังเอิญเกิดอุบัติเหตุด้วยความประมาทก็เลยต้องเข้ามา สถานที่นี้เขาเรียกว่า“คุก” ถ้าจะเรียกให้ดูดีหน่อยก็เรียกว่า “เรือนจำ”จากคดีที่ผมต้องเจอกับตัวเองกว่า 30 คดีและพบปะพูดคุยกับคนที่ต้องชะตากรรมเดียวกันอีกเป็ร้อยจึงเกิดคำพูดที่ฝรั่งเขาบัญญัติไว้ว่า “Case Study” ที่สะท้อนให้เห็นความรู้สึกที่สับสนวิธีคิด สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ที่แม้แต่คนดีที่มีอาชีพทนายความก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ ทำใหผมมีความรู้สึกว่า น่าจะทำอะไรขึ้นมาซักอย่างในการบรรเทาทุกข์คนที่ต้องคดีจากการที่ผมอยู่ในนี้ ได้ศึกษาเรียนรู้คดีของตัวเองโดนหลอกมาจะๆ รู้สึกว่าการตัดสินใจของจำเลยว่าคิดแบบนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นแล้วถ้าคิดอีกแบบล่ะ จะทำให้ดีขึ้นหรือไม่ จึงเป็ที่มาของหนังสือเล่มนี้โดยผมจะเล่าจากประสบการณ์ที่ ได้พบ ได้เจอ ได้เห็น ได้อ่าน ได้ศึกษา ได้ฟังมาและรวบรวมออกมาเป็เื่ราว เป็แต่ละ่เวลา คือจะเริ่มั้แ่่เวลาแรก -เริ่มมีคดี ่เวลาที่ 2 – การจัดการคดีความในชั้นศาล ่เวลาที่ 3 –เมื่อต้องติดคุก ่เวลาที่ 4 – สิ่งที่อาจจะตามมาเมื่อออกจากคุกโดยแต่ละส่วนของเนื้อหา จะสอดแทรกมาตราที่เกี่ยวข้องเข้าไปด้วยคงไม่ลืมว่าตอนนี้ผมเป็นักโทษแนวทางการจัดทำหนังสือจึงเน้นไปที่การให้คำปรึกษากับคนที่ตกเป็จำเลยสำหรับคนที่เป็โจทก์ผมก็มีความเห็นใจต่อความเสียหายที่ได้รับแต่ผมก็อยากจะฝากคำสอนของพระพุทธองค์ ไว้ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร”ถ้าท่านได้รับการเยียวยาตามสมควรแล้ว ได้โปรดเห็นใจคนที่ตกเป็จำเลยด้วย ถ้าคนๆนั้นผิดจริงก็จะได้รับโทษตามกฎหมาย อย่าให้ถึงกับเอาให้ตายเลย เพราะผมเชื่อว่ามากกว่า50% ของคนที่กระทำความผิด ทำไปด้วยความประมาททำไปเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้มาจากกมลสันดานที่ชั่วร้าย ดังนั้นหนังสือเล่มนี้ก็จะช่วยให้คนที่เป็โจทก์ได้ทราบถึงวิธีคิดของกระบวนยุติธรรมด้วย
คำเรียกหาที่ควรรู้
“ผู้เสียหาย” หมายถึงผู้ทีได้รับความเสียหายจากการกระทำของบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็การตั้งใจหรือเกิดจากความประมาทหรือเรียกอีกอย่างว่า “เ้าทุกข์”
“โจทก์” หมายถึงผู้เสียหายที่นำเื่ขึ้นฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งอาจจะหมายถึงเ้าพนักงงานอัยการหรือผู้เสียหายก็ได้แต่ถ้ามีทั้งสองฝ่าย ตั้วผู้เสียหายเราจะเรียกว่า “โจทก์ร่วม”
“ผู้ต้องหา”หมายถึง ผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็ผู้กระทำให้เกิดความเสียหายซึ่งจะมี 1 คน หรือหลายๆคนก็ได้
“จำเลย” หมายถึงผู้ต้องหาที่ถูกนำขึ้นฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งสามารถมีได้หลายคนโดยจะเรียกเป็ลำดับเช่น จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็ต้น
“พนักงานอัยการ”หมายถึง ผู้ที่มีหน้าที่นำเื่จากตำรวจขึ้นฟ้องร้องต่อศาลโดยอัยการจะเป็ผู้กลั่นกรองข้อมูลที่ได้รัยจากตำรวจว่าข้อกล่าวหามีมูลพอที่จะฟ้องร้องต่อศาลหรือไม่หากอัยการเห้นว่าข้อมูลที่ได้รับยังไม่เพียงพอจะสามารถร้องขอข้อมูลพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากตำรวจหรือสั่งไม่ฟ้องได้
“ศาล” หมายถึงสถานที่นำคดีไปฟ้องร้องซึ่งอาจจะมีคำต่อท้าย เช่น ศาลแขวง ศาลอาญา ศาลแพ่งศาลอุทรณ์ ศาลฎีกา เป็ต้น ในขณะเดียวกันคำว่า “ศาล” คำเดียวจะให้แทนคำเรียกของผู้พิพากษาก็ได้
“คำร้อง”หมายถึงเอกสารในรูปแบบของศาลเพื่อใช้ในการแถลงเป็เอกสารต่อศาล
“หมายเรียก”หมายถึงเอกสารที่เรียกตัวผู้ต้องหาหรือพยานให้เข้าพบผู้เรียกตามสถานที่และเวลาที่ระบุอาจจะออกโดยเ้าหน้าที่ตำรวจหรือศาลก็ได้
“หมายจับ”หมายถึง เอกสารระบุให้จับผู้ต้องหาหรือจำเลย ที่สงสัยว่าจะหลบหนี จะออกโดยศาลนั้น
“หมายขัง”หมายถึง เอกสารที่ระบุให้ขังจำเลยในระหว่างการพิพากษาคดี
“หมายจำคุก”หมายถึง เอกสารที่ระบุให้จำคุกจำเลยในฐานความผิดที่ถูกกล่าวหาและได้รับการตัดสินจากศาลชั้นต้นแล้ว
“หมายกักขัง”หมายถึง เอกสารที่ระบุให้กักขังจำเลย แทนค่าปรับหรือศาลสั่งให้กักขังแทนโทษจำคุก
“ที่รโหฐาน” หมายถึงสถานที่ที่ไม่ใช่เป็ที่สาธารณะ
“คู่ความ”หมายถึง โจทก์หรือจำเลย
“พนักงานคุมประพฤติ”หมายถึงเ้าหน้าที่ที่สังกัดกองคุมประพฤติทำหน้าที่ช่วยศาลในการตรวจสอบสืบเสาะหรือคุมประพฤติของจำเลย
“คู่คดี”หมายถึง จำเลยร่วม เมื่อมีจำเลยมากกว่า 1 คน ต่างคนต่างเป็คู่คดีซึ่งกันและกัน
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะทำออกมาเป็แนววิชาการแต่กลับทำออกมาในแนวการเล่าถึงประสบการณ์ เพื่อทำให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจได้ง่ายๆสนุกกับการที่ได้ง่าย ทั้งยังได้รับความร้ทางกฎหมายอีกด้วยกระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาของศาลในคดีต่างๆนั้นยังเป็แนวทางในการไกล่เกลี่ยในคดีที่ยอมความกันได้
ผมอยากจะขอขอบคุณพี่สาวที่ร่วมต่อสู้กับผมมาตลอดพี่น้องคนอื่นๆ และเพื่อนๆ ที่ยังมีน้ำใจช่วยเหลือเื่เงิน และการดูแลหลานทนายความของผมที่ให้คำแนะนำรวมถึงต่อสู้คดีร่วมกับผม เ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ หรือที่เราเรียกว่า“ผู้คุม” ที่ให้คำแนะนำที่มีค่ามาก ท่านผู้พิพากษาที่มีความเมตตา โจทก์ทุกคนที่ให้โอกาสผมแก้ตัวรวมถึงต้องขอโทษทุกๆ คนที่ผมทำให้เดือดร้อนผมขอให้ช่วยอโหสิกรรมให้กับผมในทุกเื่ที่ทำผิดไปสุดท้ายนี้ผมขอระลึกคุณความดีของพ่อ – แม่ที่ได้สร้างความเป็ตัวตนของผมและเตือนเรามาตลอดต่อไปนี้ผมจะระลึกคำสอนของท่านอยู่เสมอ