สายน้ำไหลผ่านโขดหินเรียงรายสูงต่ำ สลับกันไปมาไม่เป็ระเบียบ กระแสลมพัดผ่านใบไม้ร่วงจากกิ่งลงธารน้ำใสที่กำลังไหลอย่างไร้จุดหมายลงสู่พื้นที่ต่ำ เสียงทารกน้อยวัยเดือนเศษในตระกร้าที่ถักสานด้วยหวาย ร้องแข่งกับเสียงน้ำตกที่เพิ่งลอยผ่านมา ร่างหนูน้อยเปียกไปด้วยน้ำที่เย็นะเืแม้จะมีผ้าห่มคลุมร่างมิดชิดก็มิอาจช่วยให้อบอุ่นได้ เสียงร้องด้วยความหนาวและความหิวของหนูน้อยในเวลานี้หวังเพียงใครได้ยินแม้เพียงแว่วเสียง ชีวิตของหนูน้อยก็อาจมีลมหายใจต่อไป.......
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นถี่ๆ บอกเวลาแปดโมงสิบเจ็ดนาที ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือกจากหมอนขึ้นมานั่งกุมใบหน้าที่มีเหงื่อซึมเป็เม็ดบนหน้าผาก แม้ความเย็นจากแอร์ในห้องเล็กๆของหอพักนักศึกษาราคาแพงจะมีตัวเลขบอกยี่สิบสององศาก็ตาม เสียงลมหายใจถี่ๆกับเสียงหัวใจเต้น มันดังจนเขาไม่ได้ยินเสียงใดๆเลยรอบตัว ทุกอย่างเงียบสงัด มารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อประสาทหูทำงานจากการได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ลมหายใจและการเต้นของหัวใจค่อยๆช้าลงๆจนเป็ปกติ ชายหนุ่มสั่นศีรษะไล่ความมึนงงแล้วลุกขึ้น สายตาเหลือบมองไปยังที่มาของเสียงที่ยังดังไม่หยุด วางอยู่บนโต๊ะ แล้วหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่เข้าห้องน้ำ....
ราวชั่วโมง ชายหนุ่มกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากหอพักในชุดนักศึกษาเสื้อเชิทขาวแขนยาวเข้ารูปได้สัดส่วน กางเกงยีนต์สีน้ำเงินเข้มพับชายขาเล็กน้อยเข้ากับบูทหนังสีน้ำตาลอ่อน เส้นผมสีดำน้ำตาลถูกเซ็ทอย่างเรียบง่าย รูปร่างที่สูงโปร่ง สะพายเป้ติดหลัง ในมือ ถือโทรศัพท์ ซึ่งเวลานี้มันยังดังไม่หยุด เสียงเรียกเข้าของใครคนหนึ่งที่เขารู้จักดี เขาปล่อยให้มันดังซ้ำเช่นนี้มาเกือบชั่วโมงโดยไม่ใส่ใจอะไร และเขารู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขารับสาย...แต่ เมื่อสมองสั่งการร่างกายก็มิอาจขืนได้นาน
"ว่าไง"
เสียงรับสายจากเขา ขายังคงก้าวเท้ายาวๆกึ่งวิ่งเพื่อไปให้ถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด
"รุจ เราเตือนแล้วนะเมื่อคืน จะทันสอบมั้ยวะเนี้ย จะเข้าห้องแล้ว"
เสียงบ่นจากต้นสายที่ใครต่างได้ยินคงไม่ต้องสาธยายว่าอารมณ์ของผู้พูดเป็อย่างไร
"ติ๊ด"
เสียงกดวางสายที่แสนเบา แต่เสียงฝีเท้าก้าวออกวิ่งดังขึ้นแทนที่
"ไม่ทันก็ไม่ต้องสอบ"
เสียงหญิงสาวพูดกระแทกอารมณ์ด้วยความหงุดหงิดกับตนเอง เดินสะบัดผมพริ้วยาวที่ปล่อยสยายตามแรงหมุนตัวจนกระทบกับแสงแดดยามสายดูเงางามเหมือนภาพถ่ายในไอจีของเนตไอดอลที่หลายคนกดติดตาม เธอเป็หนึ่งในนั้น ด้วยรูปร่างสูงเอวคอดได้ส่วนสัด ผิวพรรณขาวอมชมพูงามสะอาดตา โครงหน้าเรียวงามเหมือนนางในวรรณคดีหรือไม่ก็นางละครบนภาพจิตรกรรมที่มีราคาแพง หลายคนไม่เพียงแต่ชายชาตรี ทั้งหญิงงามด้วยกันยังต้องกดติดตามเธออยู่เป็หมื่น ทั้งความน่ารัก ยิ้มง่าย ยิ้มสวย คุยเก่งเข้ากับคนง่าย ถือเป็จุดเด่นของเธอ บวกกับฝีมือการถ่ายภาพของรุจแฟนหนุ่มด้วยแล้ว หญิงใดชายใดได้อยู่บนเลนส์กล้องตัวโปรดของเขา เมื่อลั่นชัตเตอร์ครั้งใดเป็สวยเป็งามไปหมด เพราะเช่นนี้เขาถึงเป็ที่้าของเพื่อนๆในรั่วมหาลัย ซึ่งมันทำให้เขาลำคานและเบื่อหน่ายในบางที...
"มาครับ"เสียงขานรับแสดงตัวตนของนักศึกษาเอกสังคมศาสตร์ก่อนเดินเข้าห้องสอบไปทีละคนโดยมีอาจารย์ประจำภาควิชาเป็ผู้เรียกชื่อตามใบรายชื่อบนมือ
"เห้ย ไอ้รุจมายังวะ ใกล้จะถึงชื่อมันแล้วด้วย ทำไงดีวะมึง"
น้ำเสียงแสดงความกังวลร้อนรนของชายร่างท้วมผิวขาว ตาชั้นเดียว ยืนยกขวดน้ำเปล่าขึ้นจิบเพื่อกลบเกลือนอาการของตนเอง หันหน้าถามเพื่อนที่ยืนใกล้ๆกัน
"มันกำลังมา มึงจะไปกังวลอะไรกับมันวะตี๋ มึงยังไม่ชินกับมันอีกหรือไง"
ผู้ตอบไม่แสดงอาการใด จากคำถามกึ่งบ่นนั้นเพราะเกิดจากความชินชาในเื่เดิมๆหลายครั้งนับไม่ถ้วน
"แต่ครั้งนี้มันคือสอบไฟนอลนะไอ้เกรียง มันมาไม่ทัน มันได้ตายแน่"
เสียงถอนหายใจยาวตามมาเฮือกใหญ่หลังพูดจบ
"มันไม่ตายเพราะได้เอฟหรอก แต่มันจะตายเพราะอีธามันตบเอานะสิ"
พูดจบก็หัวเราะเบาๆเอามือตบไหล่เพืื่อนตาตี่ ไม่ทันไรเสียงเรียกชื่อก็ดังขึ้นได้ยินชัดเจน
"นายเกรียงไกร ไพรสยบ"
"มาครับอาจารย์"
ชายหนุ่มขานรับในทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก ร่างนักกีฬาที่ดูแข็งแรงบึกบึน ผิวสีทองแดงตัดกับสีเสื้อเชิทนักศึกษาแขนสั้น ผมสั้นทรงทหารเกณฑ์ดูเรียบร้อยสะอาดหมดจด จมูกเป็สันรับใบหน้า ดวงตาคมโตที่หรี่มองไปทางเพื่อนพร้อมลุกขึ้นเดินเข้าห้องสอบ
"กูเข้าห้องก่อนนะมึง"
สิ้นเสียงพูดก็เดินกึ่งวิ่งเข้าห้องสอบไป ทิ้งเพื่อนตี๋มองตาปริบๆตามหลัง
"คอยดูนะ จะเอาให้หนักเลยครั้งนี้"
หญิงสาวยืนกอดอกขมวดคิ้วรอเรียกชื่อ บ่นกับตนเอง
"อีกกี่คนถึงไอ้รุจวะ ธา"
เ้าของชื่อท้ายประโยคคำถาม มองถลึงแทนคำตอบ ทำให้ผู้ถามหน้าเจื่อนลงทันที
"นางสาว ธารณี มีสกุล"
เสียงอาจารย์เรียกชื่อผ่านลำโพงเล็กๆที่อยู่บนโต๊ะหน้าห้องสอบดังขึ้น
"มาค่ะอาจารย์"
"ชั้นบอกเธอก่อนนะธารณี ถ้านายรุจเพื่อนของเธอมาไม่ทันสอบหรือสายแค่นาทีเดียว อย่าหาว่าชั้นใจร้ายนะ"
เสียงอาจารย์พูดขึ้นกับเธอ ก่อนเดินเข้าห้องสอบ แล้วเรียกรายชื่อต่อไป จนเกือบจะเป็ชื่อสุดท้ายในใบรายชื่อ
"นายศรุจ พิทักษ์ศักดิ์"
เสียงเรียกชื่อดังชัดเจนผ่านดอกลำโพง มันดังอยู่เช่นนั้นสองครั้งและกำลังจะเรียกในครั้งที่สามซึ่งเป็ครั้งสุดท้ายของการเรียกชื่อผู้เข้าสอบ
"อาจารย์ ผมปวดท้องครับ"
เสียงพูดที่ดังเหมือนะโจากนิสิตตาตี่ร่างท้วมเดินเอามือกุมท้องแสดงสีหน้าอาการปวดท้องแทบทนไม่ไหว ร้องครวญครางฟังไม่ได้ศัพย์ มาหยุดยืนหน้าอาจารย์ที่กำลังจะเรียกชื่อ
"อะไรของเธอนายพินิต เธออย่ามาลูกเล่นกับชั้น ชั้นรู้ทัน"
"เปล่าครับอาจารย์ ผมปวดท้องจริงๆ"
ผู้พูดเอามือกุมท้องแน่นสีหน้าเหยเกบิดเบี้ยว ปากร้องโอดโอยฟังน่าลำคาน เพื่อนๆที่อยู่ในห้องสอบต่างลุกขึ้นเดินออกมาสอบถามอาการ
"นั่งลงกับที่"
เสียงตวาดดัง กลบเสียงร้องโอดโอยเงียบสนิท นิสิตต่างตาลีตาลานรีบกลับไปนั่งบนเก้าอี้ของตัวเองตามเสียงประกาศิตนั้น
"นายพินิต เธอปวดท้อง?"
เป็ประโยคคำถามที่ไม่้าคำตอบ
"งั้นดีล่ะ ชั้นติดยาแก้ปวดท้องมาด้วย แต่มันแก้ปวดท้องประจำเดือนนะ แต่ใช้ได้เหมือนกัน"
พูดจบอาจารย์เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าถือที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆนั้น หยิบยาขึ้นมาแผงหนึ่ง แล้วพูดขึ้นลอยๆ
"ยามันแรง อาจมีผลทำให้กระเพาะทะลุเืออกตามรูทวาร หนักเสียก็อาจตายได้ แต่มันมีผลช่วยได้ดีกับคนที่มีอาการปวดท้องเช่นนี้"
พูดจบสายตาของอาจารย์ก็จับจ้องมามองผู้ที่ร้องปวดท้องเป็หนักหนา บัดนี้หน้าตาที่บิดเบี้ยวเหยเกอยู่ก่อนหน้า เริ่มปั้นเป็ปกติ ยิ้มเจื่อนๆ เอามือยกขึ้นตบที่ต้นคอตนเอง บ่นพึมพำในลำคอ มีเสียงอ่อยๆรอดริมฝีปากมาเบาๆ
"เหมือนจะดีขึ้นแล้วครับอาจารย์"
"กินซะ กันไว้ก่อนจะได้ไม่ปวดอีก"
เสียงพูดแกมคำสั่งที่ฟังแล้วเหมือนคำประกาศิตของศาลไคฟงที่ท่านเปาตัดสินเช่นใดแล้ว มิอาจเปลี่ยนหรือขัดขืนต่อคำสั่งนั้นได้ เม็ดยาสีชมพูอ่อนบนฝ่ามือของอาจารย์ที่ยื่นออกมาหยุดตรงหน้า
"กินซะ"
เสียงย้ำคำสั่งที่ฟังแล้วเหมือนถูกเครื่องปะาหัวสุนัขฟันฉับไปที่คอขาดออกจากร่าง
"เร็ว"
ย้ำสั้นๆที่เด็ดขาดครั้งนี้ เหมือนิญญากำลังจะหลุดออกจากร่าง นึกถึงหน้าไอ้รุจ ไอ้เพื่อนเลวที่เป็ต้นเหตุในการเสี่ยงชีวิตช่วยให้มันเข้าสอบไฟนอลครั้งนี้
"มึงจะรู้มั้ยว่ากูกำลังจะตายเพราะการมาสายของมึง น่าตบกระบาลแม่งสักฉาด"
เสียงพูดอยู่ในใจที่อยากะโออกมาดังๆแต่ก็ทำไม่ได้ ในที่สุด ก็หยิบเม็ดยาบนฝ่ามือของอาจารย์อันเป็ที่รักยิ่งตรงหน้าขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปาก สะกดเปลือกตาหลับลง ในความรู้สึกนึกคิดเวลานั้น สีหน้าอาจารย์แลดูมีความสุขด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เสียงหัวเราะดังอย่างผู้มีชัย มันดังจนอยากมุดหนีไปอยู่ในรูจมูกของไอ้เกรียง อาศัยขนจมูกและขี้มูกของมันบดบังความอับอายที่เกิดขึ้น
แต่...ไอ้เกรียง มึงและเพื่อนอีกหลายคน กำลังหัวเราะ หัวเราะและหัวเราะ บางคนชี้หน้าแล้วหัวเราะ ตลกขบขันกันอย่างมีความสุขบนความอับอายของกู น้ำตาจะไหลหากต้องมาตายด้วยยาแก้ปวดท้องเมน จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนวะเนี้ย แล้วผลึกความคิดต่างๆก็ดับลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆมาหยุดยืนตรงหน้า
"นายศรุจ พิทักษ์ศักดิ์ มาครับ"
เสียงทุ้มต่ำฟังกังวาลแทรกด้วยเสียงหอบจากลมหายใจหนักๆ
"มาแล้วรึนายศรุจ"
น้ำเสียงประชดประชันกระแทกกระทั้นแต่ผู้ฟังหลบทำหูทวนลม เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเสีย
"นายศรุจ ชั้นหวังว่าเธอจะสอบผ่านให้จบไปในเทอมนี้นะ"
เสียงอาจารย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าก่อนจะใช้ปากกาขีดลงในใบรายชื่อทั้งที่สายตายังจับจ้องมาที่เขา แววตานั้นมันช่างเป็แววตาที่เยาะหยันเสียจริง รอยยิ้มมุมปากแฝงนัยที่เขามองเห็นเพียงชั่วแวบเดียว แต่มันก็สมควรแล้วล่ะ สำหรับการดูถูกดูแคลนเช่นนี้เพราะเขาสอบวิชานี้ทีไร มันทำให้เขารู้สึกปวดหัวทุกครั้งไป สุดท้ายเขาก็ไม่เคยสอบผ่านเลยสักที เขายอมรับกับตัวเองมานานแล้วว่า ไม่ชอบการเรียน ไม่ชอบการสอบ ไม่ชอบมหาลัย ไม่ชอบคนเยอะๆ การถ่ายภาพคือสิ่งเดียวที่เขารู้สึกมีความสุขกับมัน อาจารย์บ่นกับเขาอีกสองสามคำก็บอกให้เขาเข้าห้องสอบไปเตรียมตัว
"อาจารย์เรียกชื่อต่อเลยครับ"
หนุ่มตาชั้นเดียวเ้าปัญหาทักบอกอาจารย์หวังเปลี่ยนเื่ที่เ้าตัวเผชิญอยู่อย่างคับขัน
อาจารย์หันควับมองค้อนจนเขาต้องหลบสายตามองบนเพื่อเอาตัวรอด
"นายพินิต พานิชอนันต์"
เสียงเรียกชื่อดังขึ้นแทบไม่ทันจบประโยค
"มาครับ แห่ะๆ"
หนุ่มตี๋ตาตี่ขานรับ หน้าปนรอยยิ้มที่เกิดขึ้นโดยเ้าตัวไม่ทันรู้ตัว
เพี๊ยะ เสียงดังสนั่นที่ต้นแขนซ้ายของหนุ่มตี๋ โดยที่ไม่ทันระวัง นิ้วมือหญิงสูงอายุผู้เป็อาจารย์คุมสอบกำลังจับเนื้อต้นแขนที่ยังชาจากแรงตีเมื่อตะกี้ หมุนบิดจนเป็เกลียว มันทำให้ผู้ถูกกระทำบิดตัวตามทิศทางของเนื้อที่หมุน
"โอ้ยๆ เจ็บครับอาจารย์"
"สมน้ำหน้า อยากช่วยเพืื่อนดีนัก"
อาจารย์หญิงวัยใกล้เลขหกที่อุดมด้วยไขมัน ใส่แว่นตาหนา ไม่ต้องบอกเล่าถึงความเฮียบ นิสิตทั้งคณะรู้จักกันเป็อย่างดี เธอเป็ผู้คุมสอบเองในครั้งนี้ เสียงบ่นไป นิ้วก็บิดเกลียวเนื้อไป แรงบ้าง เบาบ้างสลับกัน เธอบิดต่อไปอีกพักก็ปล่อยมือออก
"จะโหด จะเฮียบไปไหนเนี้ย"
เสียงคนเจ็บบ่นอุบอิบฟังจับใจความไม่ได้ถนัด เอามือกุมแขนตัวเอง ลูบขึ้นลูบลงหวังบรรเทาความเจ็บ
"บ่นอะไรนายพินิจ จะสอบมั้ย"
เสียงขู่ตรงหน้าทำเอาคนเจ็บเสียงอ่อย
"สอบครับ สอบครับอาจารย์"
ตอบไปมือก็พลางลูบเนื้อต้นแขนของตัวเอง ซึ่งบัดนี้มันเปลี่ยนเป็สีเขียวอมม่วง มันดูชัดเจนเสียกระไรกับรอยช้ำที่อาจารย์สุดโหดฝากไว้เป็ที่ระลึกบนผิวขาวสะอาดตา ปากยังบ่นต่อไปอีกเบาๆแล้วเดินเข้าห้องสอบไปเป็คนสุดท้าย..
"นักศึกษามีเวลาทำข้อสอบสองชั่วโมงครึ่ง และสามารถออกจากห้องสอบได้หลังจากเริ่มทำข้อสอบสามสิบนาทีเท่านั้น หากมีการทุจริต อาจารย์ปรับตกให้เอฟทุกวิชา ขอให้นักศึกษาตั้งใจทำสอบให้ดีที่สุด เริ่มทำข้อสอบได้"
จบคำกล่าวของอาจารย์คุมสอบสุดเฮียบ ทุกอย่างก็เงียบสนิทลง มีเพียงเสียงฝนกระดาษคำตอบด้วยดินสอสองบีดังเบาๆ เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาที่แขวนบอกเวลาบนผนังหน้าห้องเดินเป็จังหวะสม่ำเสมอ เสียงของมันดังน้อยกว่าเสียงพลิกแผ่นกระดาษข้อสอบกับเสียงพัดลมติดฝาผนังที่หมุนซ้ายทีขวาทีก็ตาม แต่ที่สุดแล้วเสียงลมหายใจของเขาก็ดังกว่าทุกเสียงที่ได้ยิน...
นานเท่าใดไม่ทราบได้ ความเงียบที่แสนธรรมดาเริ่มสงัดวังเวง แสงในห้องและนอกห้องสอบค่อยๆมืดสลัวลง ทุกอย่างนิ่งสนิท ในความเงียบ มีเสียงบางอย่างดังแ่เบาแต่ได้ยินชัดเจน มันเป็การเคลื่อนไหวแบบคืบคลานและแช่มช้าของอะไรบางสิ่งที่มีชีวิต หยุดแล้วเคลื่อนที่สลับกันไป ขาเก้าอี้ขูดพื้นห้องดัง เอี๊ยด อ๊าดจากการเคลื่อนตัวของมันกลิ่นสาปสางของซากเน่าลอยมาปะทะโสตประสาทของนิสิตหนุ่มผู้ที่เกือบมาไม่ทันสอบ ก่อนที่เขาจะทันรู้สึกตัว วินาทีนั้นเองอะไรบางอย่างม้วนตลบเข้าที่ลำตัวนิสิตหนุ่มอย่างรวดเร็ว ส่วนหางยาวตวัดรัดซอกแขนใต้ราวนม หมุนวนน่าขยะแขยง ขยับเลื่อยขึ้นบนลำคอ เกล็ดของมันสีดำสนิทเป็เงาวาว ลำตัวใหญ่เกือบเท่าต้นสักย่อมๆ ยิ่งเขาดิ้นขยับตัว แรงบีบรัดของตัวมีเกล็ดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ลมหายใจเริ่มติดขัดจากการถูกรัดที่ลำคอ เขาพยายามขยับตัวเพื่อหาอากาศหายใจ แต่แรงรัดก็ยิ่งมากขึ้นๆ เสียงลั่นของกระดูก่แขนและซี่โครงเริ่มหักดังในหัว เืซึมผุดจากปากและจมูกไหลลงเป็ทางนองเต็มพื้น มือและแขนขาบัดนี้ไร้เรี่ยวแรงขยับ มีเพียงเสียงหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่ให้ได้ยิน ร่างกายของเขาถูกบีบแน่นจนแทบะเิออกและลมหายใจสุดท้ายก็กำลังจะหมดลงในวินาทีนี้....
ดวงตาเริ่มขุ่นมัวด้วยเืที่ไหลซึมออกมา เปลือกตาของนิสิตหนุ่มค่อยๆปิดลงช้าๆ..
แต่แล้วก็ต้องลืมตาโพลงอีกครั้ง เมื่อมองเห็นเด็กชายในชุดนักเรียนยืนขวางอยู่หน้าประตูห้องสอบ มือกำลังยกกล้องถ่ายรูปขึ้นหันมาทางเขา ใบหน้าของเด็กคนนั้นมีรอยยิ้มแปลกๆแลดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก แววตาที่ดุดันแข็งกระด้างจ้องมองมาที่เขาก่อนจะลั่นชัตเตอร์ให้แสงเฟลซสะท้อนเข้านัยตา
โคลม!! เสียงโต๊ะล้มลงกับพื้นไถลไปด้านหน้าจากแรงสะดุ้งสุดตัว เหมือนตกจากที่สูง มันวูบจนใจหาย
"เธอเป็อะไรนายศรุจ"
อาจารย์คุมสอบรีบเข้ามาถาม เพื่อนในห้องต่างลุกฮือด้วยความใจากเสียงที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ห้องเดียวเท่านั้น อาจารย์จากห้องข้างๆก็เดินมาดู มาซักถาม
"ปล่ะ เปล่าครับ"
เสียงตอบที่ไม่เป็ปกติ เหงื่อผุดเต็มใบหน้า หน้าซีดขาวแทบไม่มีสีเื มองสำรวจตัวเองที่ขณะนี้อยู่ในท่านั่งก้นจั่มเบ้ากับพื้น แขนสองข้างเท้าพื้นข้างลำตัว โต๊ะเรียนกระจัดกระจายไม่เป็ระเบียบ ตรงหน้าโต๊ะสอบของเขาล้มลงอยู่ห่างไปเล็กน้อย เงยหน้ามองรอบห้องและเพิ่งรู้สึกตัวว่าเพื่อนๆยืนมุงดูอยู่ใกล้ๆจนรู้สึกอึดอัด
"เป็ไรวะไอ้รุจ อยู่ๆมึงก็ถีบโต๊ะล้มซะอย่างงั้น"
เพื่อนหุ่นนักกีฬาอกสามศอกป้อนคำถามเร็ว จับแขนช่วยพยุงตัวคนนั่งให้ลุกขึ้น
"กูปวดหัวว่ะ"
คำตอบสั้นๆของผู้ที่กำลังสะบัดหัวไปมาในขณะนี้
"พาไปห้องพยาบาลก่อน ส่วนคนอื่นนั่งทำข้อสอบไป เหลือเวลาอีกไม่มากนะพวกเธอ"
พูดจบอาจารย์คุมสอบก็สั่งให้นายเกรียงไกรกับนายพินิตเพื่อนสนิทช่วยกันพยุงตัวพาไปห้องพยาบาลโดยด่วน อาจารย์คุมสอบจอมโหดสังเกตุเห็นบางอย่างบนพื้นห้อง ก่อนจะก้มลงเก็บ มันคือกระดาษคำตอบที่ตกอยู่
นายศรุจ พิทักษ์ศักดิ์ชื่อบนกระดาษที่เขียนด้วยลายมือที่อ่านง่ายไม่บรรจงนัก มันฝนคำตอบไปเพียงไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ แต่ที่น่าแปลกใจ บนกระดาษกลับมีรอยหยดสีแดงคล้ายเือยู่เป็จุดเล็กๆสองสามจุด เมื่อหยิบขึ้นมาพลิกดูด้านหลังก็พบข้อความประหลาดที่เขียนด้วยสิ่งที่คล้ายเืเช่นกัน
"นายศรุจ เธอเขียนอะไรแบบนี้ เธอกำลังคิดจะทำอะไรนะ"
เธอพูดในใจกับตัวเองสีหน้าครุ่นคิดแสดงออกถึงความไม่สบายใจ สองมือถือกระดาษคำตอบใบนั้นแน่น วินาทีนั้นเอง ลมแรงจากภายนอกห้องพัดวูบเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันพัดแรงจนกระดาษที่อยู่ในมือสะบัดจนหลุดลอยละลิ่วไปติดอยู่บนกระดานไวท์บอร์ดหน้าห้อง แรงลมพัดกระดาษปลิวมาติดบนกระดานทำให้เห็นข้อความที่เขียนไว้ด้านหลังชัดเจน โชคดีที่ไม่มีนักศึกษาคนใดสนใจกับสิ่งๆนี้ ทุกคนมุ่งสนใจกับการทำข้อสอบมากกว่า ต่างก้มหน้าก้มตาฝนคำตอบโดยไม่ใส่ใจอะไรที่เกิดขึ้นเวลานี้ เพียงไม่กี่วินาที กระดาษใบนั้นก็ค่อยๆเลื่อนตกลงมาที่พื้นใต้โต๊ะของนิสิตสาวที่เวลานี้กังวลใจในอาการของแฟนหนุ่มจนอ่านข้อสอบไม่รู้เื่ นั่งเอามือกุมขมับขยับตัวไปมาสายตาเหลือบมองเห็นกระดาษใบนั้นอย่างไม่ตั้งใจ
"ฆ่า"
ข้อความบนกระดาษที่ขณะนี้วางแนบนิ่งอยู่กับพื้นใกล้เก้าอี้ของเธอ......
"มึงนอนพักก่อนละกันรุจ เดี๋ยวกูสองคนจะไปสอบต่อ"
เสียงจากเกรียงไกรเพื่อนสนิทหุ่นนักกีฬาพลางเอามือตบแขนเบาๆผู้ที่นอนอยู่บนเตียงห้องพยาบาล
"ขอบใจมากนะพวกมึง ถ้าดีขึ้นเดี๋ยวกูตามไป"
"เห้ย ไม่ต้องรีบไอรุจ นอนไปเลยยาวๆทางอาจารย์กูจัดการเอง"
เ้าอ้วนตาตี่จอมกระล่อนพูดพร้อมหัวเราะหันหน้าไปพูดนัดแนะกับเกรียงเพื่อนสนิทสองสามคำแล้วเดินกอดคอออกจากห้องไป
หลังจากเพื่อนทั้งสองเดินออกไป รุจลุกขึ้นนั่งบนเตียงมองสำรวจร่างกายไปทีละส่วนจากขาทั้งสองข้างมาที่มือแขนและศีรษะตามลำดับ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ลองขยับทุกส่วนก็ปกติดี ความฝันนั้นที่เขานึกมันยังทรมานและอึดอัดใจอยู่ไม่หาย มันทรมานเสียยิ่งกว่าตกนรกเสียอีก ร่างที่กำลังถูกบีบรัดจนแทบจะะเิแหลกเหลว มันไม่เพียงแต่ร่างกายที่ทรมาน จิตใจก็ทรมานไม่น้อยกว่ากันเลย มันทรมานมานานนับสิบปีจากความฝันซ้ำๆเช่นนี้ ความจริงแล้วเขาน่าจะชินชากับมันได้แล้ว เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรก เขาฝันแบบนี้มาั้แ่มัธยม จำได้ว่าครั้งแรกมันทรมานจิตใจเขาจนแทบเป็บ้า ไม่กินไม่นอนไม่ไปเรียนจากที่เคยสดใสร่าเริงกลับกลายเป็เงียบขรึมเก็บตัว ถึงขนาดต้องไปปรึกษาจิตแพทย์อยู่นานทีเดียว สุดท้ายมันก็ไม่ช่วยอะไรเขาเลย มันทำให้เขาทุกข์ทรมานจากความฝันแบบเดิมๆจนถึงทุกวันนี้ และที่แปลกมากขึ้นคือ เมื่อใดที่เขาตื่นจากความฝัน ร่างกายจะมีอาการเ็ปทรมานโดยที่ไม่มีรอยแผลหรือรอยช้ำใดๆให้เห็น แรกเริ่มเดิมทีจากไม่เคยเ็ปใดๆเลย หลังๆมันเริ่มเ็ปทรมานเพิ่มมากขึ้นและนานขึ้นทุกที และเวลานี้เขาเริ่มรู้สึกถึงร่างกายที่กำลังร้อนขึ้น ผิวกายร้อนผ่าวดั่งไฟ กระดูกส่วนต่างๆเหมือนจะลั่นหักแตกละเอียดไปทีละชิ้น ปวดไปหมดทั้งตัวเหมือนร่างกายจะปริแตกเป็เสี่ยงหลุดกระเด็นออกจากกัน มันปวดแสบปวดร้อนตามร่างกายไปหมดทุกส่วน เขาเอามือกุมขมับทั้งสองข้างสะกดวามเ็ปด้วยการทำจิตสมาธิให้แข็งแกร่งตามที่หลวงตาเคยสอนไว้ั้แ่เด็ก เขาทำเหมือนทุกครั้ง แล้วล้มตัวลงนอน พยายามอดทนกับความเ็ปนั้น ปิดเปลือกตาลง สมองแว่วเสียงคำพูดของหลวงตาที่เลี้ยงเขามาไกลๆ
"มันเป็กรรม คงมิอาจหลีกหนีได้"
แล้วภาพทุกอย่างก็ดำมืดพร้อมเปลือกตาที่ค่อยๆปิดลง
"ฆ่า"
ตัวอักษรสีแดงเืที่ถูกเขียนขึ้นจากใครคนหนึ่งบนกระดาษคำตอบ บัดนี้มันวางนิ่งสนิทอยู่บนพื้น สายตาของธาเน็ตไอดอลจำเป็ จ้องเขม็งกับเ้าสิ่งที่ตกอยู่ใกล้เก้าอี้เธอ ตัวอักษรตวัดเขียนด้วยนิ้วมือแบบลวกๆขมวดหัวก่อนขยักเป็คอระฆังลากลงมาเป็เส้นตามแบบตัวอักษรไทย วินาทีนั้นเอง มันค่อยๆขยับเคลื่อนตัวเหมือนมีชีวิต เธอเอามือขยี้ตาแล้วเพ่งมองอีกครั้ง ส่วนหัวของตัวหนังสือกำลังขยับเคลื่อนตัวออกมาทางซ้ายของกระดาษ การเคลื่อนไหวคล้ายการคืบคลานของสัตว์เลื้อยคลานที่เรียกว่างู โดยมีส่วนหัวคือคอละฆัง เส้นมันขยับส่ายเลื้อยไปมาและตอนนี้มันกำลังจะเลื่อยออกมาจากกระดาษที่วางอยู่
"อุ้ย"เสียงอุทานดังลั่นออกมาความใ ทำเอาเพื่อนที่นั่งสอบใกล้กันต่างใตามไปด้วย
"เป็อะไรยัยธา"
เพื่อนที่นั่งด้านหลังซักถามมาเร็วแต่เธอยังไม่ทันตอบอะไร เพราะไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองเห็น
"เปล่าๆชั้นตาฝาดไป"
ตาของเธอจับจ้องกระดาษแผ่นนั้นไม่กระพริบเวลานี้ มันกลับไม่มีตัวอักษรใดในนั้นแล้ว มันเป็กระดาษคำตอบสีเทาอ่อนที่สะอาดไร้รอยขีดเขียนใดนอกจากรอยการใช้ดินสอฝนคำตอบของแฟนหนุ่มผู้ฝันร้าย
"เป็อะไรอีก ธารณี"
เสียงอาจารย์ถามมาจากด้านหลังของเธอ
"เปล่าค่ะอาจารย์ หนูเผลอหลับไปค่ะ"
เธอตอบไปอย่างงั้นเพื่อตัดบทตัดคำถามอื่นที่จะตามมา เธอเอื้อมมือลงไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นข้างเก้าอี้ แต่แล้วก็มีใครคนนึงหยิบมันขึ้นมาก่อนที่มือเธอจะเอื้อมถึง
"กระดาษคำตอบของนายศรุจเพื่อนเธอ"
คำพูดและอาการเงียบขรึมผิดปกติของอาจารย์สุดโหดที่กำลังพลิกกระดาษกลับไปกลับมาเหมือนค้นหาอะไรบางอย่างในนั้น
"แปลก ทำไมตัวหนังสือมันหายไป"
เสียงพูดดังในใจแล้วถือกระดาษใบนั้นกลับมานั่งโต๊ะคุมสอบตามเดิม สีหน้าครุ่นคิดแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มือยังคงพลิกกระดาษไปมาเพื่อหาเหตุผลมาตอบคำถามในใจขณะนี้ ก่อนมองไปจุดที่กระดาษตกพื้นอย่างไร้เหตุผล
"เหลือเวลาอีก5นาทีสำหรับการสอบ"
นาฬิกาแขวนผนังหน้าห้องสอบบอกเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาห้าสิบสี่นาที หญิงสาวที่ยังงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่เหลือบขึ้นดูเวลาแล้วก้มหน้าฝนคำตอบที่เหลืออยู่อีกไม่กี่ข้อ สมองยังคิดทบทวนในใจกับสิ่งที่ตาตัวเองเห็นเมื่อไม่กี่อึดใจที่ผ่านมา
"ธารณี ส่งข้อสอบแล้วไปหาชั้นที่ห้องด้วยนะ"
เสียงคำสั่งอาจารย์คุมสอบที่ได้ยินชัดเจน..
เสียงกริ่งจากลำโพงตามตึกของมหาลัยดังบอกเวลาเที่ยงตรงเหมือนทุกวัน แต่วันนี้มันไม่ได้บอกแค่เวลาพักกลางวันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันบอกเวลาสอบอีกด้วยว่าขณะนี้หมดเวลาสอบแล้ว เสียงพูดคุยซักถามระงมเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์จากนิสิตนักศึกษาที่กำลังเดินออกจากห้องสอบมันช่างดูวุ่นวายกันไปหมด ธารนีออกจากห้องสอบเดินตรงไปห้องพักของอาจารย์ตามคำสั่งที่นัดหมายไว้ก่อนหมดเวลาสอบ ลูกบิดประตูห้องยังคงล็อคอยู่ อาจารย์ของเธอคงกำลังนำข้อสอบลงไปมอบให้ฝ่ายตรวจด้านล่างของตึก ไม่นานคงขึ้นมา เธอตัดสินใจยืนรอหน้าห้องหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์แชทส่งไลน์ไปถามอาการแฟนหนุ่ม
"เป็ไงบ้าง"
แฟนของเธอยังไม่อ่าน เธอแชทต่อไปอีก
"อาจารย์นุชนาถให้เรามาพบที่ห้อง เดี๋ยวเสร็จแล้วเราจะไปหารุจที่ห้องพยาบาลนะ"
ข้อความแชทครั้งที่สองส่งไปแต่แฟนหนุ่มของเธอก็ยังคงไม่อ่านเช่นเดิม ธารนีเริ่มมีสีหน้ากังวลเล็กน้อยแล้วเอามือถือใส่กระเป๋าไว้ตามเดิม ไม่นานนัก อาจารย์ร่างท่วมใส่แว่นเดินบังเงาแสงแดดให้เห็นมาแต่ไกลกำลังเดินมาทางที่เธอยืนรออยู่
"เข้ามาก่อนสิ ธารนี"
เสียงอาจารย์กล่าวพร้อมเปิดประตูห้องให้เธอเข้ามา เขาชี้ให้เธอนั่งเก้าอี้ ตัวที่เตรียมไว้ให้นิสิตเวลาเข้ามาซักถามเื่การเรียน ส่วนตัวเขาค่อยๆเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามกับเธอ แล้วหยิบกระดาษคำตอบของรุจขึ้นมาวางบนโต๊ะ
"ธารนี เธอเห็นอะไรในกระดาษแผ่นนี้"
คำถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
"อาจารย์หมายถึงอะไรคะ"
"ชั้นคิดว่าเธอเห็นสิ่งที่เขียนบนกระดาษแผ่นนี้เหมือนชั้น"
น้ำเสียงเริ่มผิดปกติ ห้วนและแข็งกระด้างขึ้น
"หมายถึงอะไรคะ หนูงงไปหมดแล้ว?"
ธารนีตอบคำถามละล่ำละลักแฝงด้วยอาการตื่นกลัวจนสังเกตุเห็นได้
"คำว่า ฆ่า บนกระดาษมันหายไปไหน เธอเห็นคำนี้มั้ย"
คำถามนี้มันดังผ่านหูของเธอเข้าไปถึงหัวใจที่กำลังเต้นเร็วไม่เป็จังหวะ
"หนู หนูไม่เห็นค่ะ"
คำตอบด้วยเสียงสั่นเทาฟังแทบไม่เป็คำ
"ชั้นเห็นเธอใอุทานออกมาลั่นห้อง เธอใอะไร?"
น้ำเสียงเริ่มอ่อนโยนลง แววตายังส่อความกังวลสงสัยอยู่
"หนูเผลอหลับแล้วฝันร้ายสะดุ้งตื่นค่ะอาจารย์"
เธอพยายามสะกดกลั้นความตื่นกลัวที่มีในใจแล้วตอบคำถามด้วยน้ำเสียงให้เป็ปกติที่สุด
"งั้นเธอไปพักได้ แวะไปดูอาการนายศรุจเพื่อนเธอด้วยว่าจะสอบบ่ายไหวหรือเปล่า"
"ค่ะอาจารย์"
พูดจบเธอก็รีบเดินออกจากห้องไป
เสียงถอนหายใจยาวตามหลังที่เธอไม่ทันได้ยิน
อาจารย์นุชนาถ ดรุณตระ ชื่อและนามสกุลจริงของอาจารย์สุดโหดที่นิสิตนักศึกษาทั้งคณะต่างให้ความเคารพเกรงกลัวเพราะขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดเื่สอบเื่การให้คะแนน ถึงแม้เธอจะเพิ่งเข้ามาสอนที่มหาลัยนี้ได้ไม่นานนัก นักศึกษาก็รู้จักกันทั่วถึงกิตติศัพท์ความเฮียบแบบสุดติ่งของเธอ เงาสะท้อนจากกระจกห้องน้ำภายในห้องพักอาจารย์ มือข้างหนึ่งยกขึ้นถอดแว่นลงวางข้างอ่างล้างหน้า ตามองตัวเองที่สะท้อนกระจก เห็นริ้วรอยยับย่นบนผิวหน้า มันดูแก่น่าเกลียดเสียกะไร เธอเอามือทั้งสองข้างค่อยๆรองน้ำจากก๊อกทีละน้อยขึ้นมาลูบที่ใบหน้าสองสามครั้ง บัดนี้หน้าที่มีริ้วรอยย่นเหี่ยวนั้น มันกับเต่งตึงสดใสราวใบหน้าของสาวแรกรุ่น ผิวหน้าสว่างขาว แก้มสีชมพูอ่อนไร้ริ้วรอยหมองคล้ำให้สะดุดตา เธอจ้องมองเงาตัวเองที่สะท้อนในกระจก สีหน้าแววตาแสดงความกังวลใจ ถอนหายใจยาวพูดกับตัวเอง
"ขอให้เวลานั้นยังมาไม่ถึงเถอะนะ"
เสียงน้ำไหลผ่านโขดหินดังแ่เบา แว่วสำเนียงเสียงสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตกลางไพรส่งเสียงร้องรับไปมาอยู่ไกลๆ กระแสลมพัดเย็นต้นไม้ไหวเอนเบาๆใบไม้ร่วงหล่นเต็มพื้นที่เป็กรวดหินก้อนเล็กๆในบริเวณใกล้ลำธาร ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนตัวลับขอบฟ้า มุมทิวเขาใหญ่ค่อยๆบดบังแสงให้มืดลง มันเป็ธรรมชาติกลางป่าลึกที่งดงามดั่งภาพวาด ระหว่างที่แสงตะวันกำลังหมดลง เสียงเพลงจากธรรมชาติที่กำลังบรรเลงกลางพงไพรใหญ่กลับเงียบสงัดวังเวง ทุกอย่างเหมือนถูกสะกดให้นิ่งสนิทด้วยเวทมนต์ เด็กน้อยในชุดนักเรียนประถม หมอบหลบอยู่ใต้รากต้นไม้ใหญ่อาศัยเป็ที่ซ่อนตัว ในมือถือกล้องตัวโปรดกำลังยกขึ้นปรับโฟกัสไปที่อะไรบางอย่างตรงหน้าห่างออกไปไม่เกินสิบเมตร ตา
มองเข้าไปที่ช่องจับภาพ มือหมุนปรับโฟกัสให้ชัดเจนขึ้น เหงื่อที่ผุดซึมบนหน้าค่อยๆไหลลงมาเป็ทาง เขาพยายามบังคับลมหายใจให้เงียบและเบาที่สุด สะกดการเคลื่อนไหวให้นิ่งอยู่กับที่เหมือนก้อนหิน มีแต่เสียงเต้นของหัวใจที่ดังให้ได้ยิน สิ่งที่เห็นมันค่อยๆชัดขึ้น ขนาดตัวสูงใหญ่เกือบเท่าช้าง มีมัดกล้ามเนื้อดูแข็งแรงคล้ายสัตว์จำพวกกระทิงหรือควายป่า ิัเป็เกล็ดดำสนิทวาววับยามกระทบกับแสง ส่วนหางของมันเคลื่อนไหวไปมาได้ดั่งงูแต่มีขนาดใหญ่กว่า ปลายหางเป็หงอนจงอยสีเงินเงาและคมเหมือนใบมีด ส่วนบนถูกเงาต้นไม้ใหญ่บังแสงให้มืดสนิท มองเห็นแต่ดวงตาสีแดงวาวสะท้อนแสง และดูเหมือนมันจะรู้ตัวแล้วว่ามีใครกำลังจ้องมันอยู่ขณะนี้
วินาทีนั้น หัวใจแทบหยุดเต้น
ภาพที่เห็นตรงหน้าใกล้แทบหายใจรดกัน มันเหมือนสาปให้เด็กน้อยนิ่งสนิทเป็หินไปชั่วขณะ อะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอย่างช้าๆยกลำตัวที่ยาวใหญ่ขึ้นเหนือศีรษะของเขา เขี้ยวทั้งสองข้างที่ยาวโค้งออกมานอกปาก ลิ้นสองแฉกแลบแปลบๆตวัดไปมา ใต้ลำตัวเป็ปล้องๆสีขาวตัดกับเกล็ดบนตัวที่เป็สีดำสนิท ส่วนหางที่ยาวของมันตวัดรัดไปรอบๆตัว มันค่อยๆออกแรงรัดทีละนิดๆเด็กน้อยพยายามดิ้นขยับตัวสุดชีวิตเพื่อหนีความตายที่อยู่ตรงหน้าอย่างทุรนทุราย เ้าสัตว์ตระกูลเลื้อยคลานตัวยาวขยับส่วนหัวอ้าปากเห็นเขี้ยวโค้งพร้อมฆ่าชีวิตเขาในวินาทีนี้ เด็กน้อยขยับดิ้นสุดชีวิต แต่ยิ่งดิ้นเท่าไหร่ แรงรัดก็ยิ่งเพิ่มมากเป็ทวีคูน มันรัดจนกระดูกในร่างเขาแหลกละเอียดแทบจะป่นเป็ทราย มันเ็ปทรมานจนเนื้อร่างกายแทบจะฉีกขาดออกจากกัน เสี้ยววินาทีนั้นเอง สัตว์ตระกูลเลื้อยคลานก็ยกหัวพุ่งเอาปากงับโดยแรงที่หัวของเขา ทุกอย่างมันรวดเร็วจนเขาแทบไม่รู้ตัว ลมหายใจที่กำลังจะหยุดเรี่ยวแรงหมดสิ้น หมดกำลังที่จะขัดขืนหนีความตาย กล้องตัวโปรดหลุดออกจากมือหล่นลงกระแทกพื้นพร้อมเสียงชัตเตอร์และแสงกระพริบสว่างวูบจากเฟลซ
ทำให้ทุกอย่างมืดสนิทลงอีกครั้ง...
เงามืดของใครคนนึงจ้องมองร่างที่นอนอยู่บนเตียง บัดนี้ร่างนั้นกระตุกและสะบัดตัวดิ้นไปมาอย่างทรมานในห้องพยาบาลแล้วแน่นิ่งไป
"ใกล้ถึงเวลาแล้วสินะ เ้าเพื่อนยาก"