สายตาของเขาเบนลงไปมองที่ผลึกสีน้ำเงินที่ใต้เท้า จากนั้นเขาก็สะดุ้งโหยงพร้อมกับเอามือปิดปากเพื่อไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกมา
สิ่งที่นายทหารผู้นี้เห็นก็คือทหารหลายร้อยนายที่ถูกผนึกไว้ที่ใต้ผลึกสีน้ำเงิน โดยสีหน้าสุดท้ายก่อนตายของทหารทุกคนนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว
‘ทหารพวกนี้ถูกท่านเมดิสฆ่า!’
ไม่ใช่แค่นายทหารผู้นี้ที่เห็นเหล่าผู้เสียชีวิตที่ใต้ผลึกสีน้ำเงิน อีกหลายคนก็สังเกตเห็นเช่นกันแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาเพราะกลัวที่จะกลายเป็นหนึ่งในคนที่ถูกผนึกในผลึกสีน้ำเงินทั้งเป็น
มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่กล้าพูดออกไป
“ฮ่าๆๆ เจ้าฆ่าทหารของตัวเอง? ช่างทำตัวไม่สมกับเป็นแม่ทัพจริงๆ”ดองเต้หัวเราะเยาะ อันที่จริงแล้วเขาก็เป็นอีกคนที่ขึ้นชื่อเรื่องชอบสังหารคนของตนเองเช่นกัน แต่ดองเต้ก็เลือกจะหยิบเรื่องนี้มาแขวะเมดิสอยู่ดี
เมดิสกัดฟันแน่น คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นดวงตาเรืองแสงวูบวาบพร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ
“เจ้าคงอยากจะสู้กับข้ามากสินะ”เมดิสเอ่ยเสียงขรึม ทว่าดองเต้กลับส่ายหน้า
“ไม่ ไม่ ไม่! ข้าไม่อยากสู้กับเจ้า แต่อยากจะฆ่าเจ้ามากกว่า!”สิ้นคำปากของดองเต้ก็ขยายกว้าง ฟันที่แหลมคมเหมือนฟันสัตว์ร้ายส่งกลิ่นอายกระหายเลือดออกมา
ทหารทุกคนที่อยู่รอบๆหวาดกลัวจนแทบลืมหายใจ พวกเขาไม่รู้ถึงเบื้องหลังความเกลียดชังของแม่ทัพทั้งสอง แต่ดูแล้วมันคงไม่ใช่เรื่องเล่นๆแน่ๆ
แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะลงมือเข่นฆ่ากัน เหนือศีรษะของพวกเขาก็บังเกิดแสงสีเขียวมรกตสว่างจ้าขึ้นชั่ววินาทีหนึ่ง จากนั้นก็เกิดเสียงดังสนั่นลั่นไปทั่วผืนฟ้า!
ครืนนนน!
ทุกชีวิตที่ยืนอยู่บนดินแดนกิ่งไม้รับรู้ถึงการสั่นสะเทือนที่ใต้เท้า เปลือกไม้ที่มีความหนาพอๆกับแผ่นกระเบื้องห้าแผ่นวางซ้อนกันเกิดรอยแตกเป็นทางยาวมองดูเหมือนรอยแยกแผ่นดินที่เกิดจากแผ่นดินไหว
ความมืดเลื่อนผ่านดินแดนกิ่งไม้ไปวูบหนึ่ง ซึ่งความจริงมันเกิดจากการที่มีกิ่งไม้ยักษ์กิ่งหนึ่งที่ล่วงหล่นลงมาบดบังพระอาทิตย์!
กิ่งไม้ยักษ์พุ่งลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว และเฉียดกิ่งที่สองแม่ทัพยืนอยู่ไปแค่นิดเดียว
เหล่าทหารที่กำลังตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดหันไปมองกิ่งไม้ยักษ์ที่กำลังร่วงหล่นโดยไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่อยู่บนกิ่งไม้ยักษ์นั้นทำให้ทุกคนหน้าซีดเผือด เพราะบนกิ่งไม้ยักษ์นั้นเต็มไปด้วยซากศพกองพะเนินที่ถูกเสียบไว้บนเสาไม้สูงใหญ่
หนึ่งในศพเหล่านั้นหากวาสได้มาเห็นเขาก็จะบอกได้ทันทีว่าเธอนั้นเป็นราชินีมนุษย์แมงมุมคู่ค้าเก่าของเขา!
ทว่าในขณะที่ทหารทุกคนกำลังให้ความสนใจกับกิ่งไม้ยักษ์ที่ล่วงหล่นลงมานั้น เมดิสกับดองเต้กลับไม่ได้แม้แต่จะเบนสายตาหันไปมองเลยสักนิด ความสนใจของเขาถูกดึงดูดขึ้นไปข้างบนที่ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กิ่งไม้ยักษ์ล่วงหล่นลงมา
ทั้งคู่นิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเบาอย่างพร้อมเพรียงกันว่า
“นักรบกลายพันธุ์ขั้นสุดยอด!”
ความตึงเครียดระหว่างแม่ทัพทั้งสองคนสลายหายไปจนหมดสิ้น และมันถูกแทนที่ด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“เหอะ! ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่ใช่วันตายของเจ้าสินะ”ดองเต้สบถเบาๆ
“หึ! ไม่มีอะไรรับประกันว่าคนตายจะเป็นข้า!”เมดิสตอบกลับไปอย่างหยิ่งยโส
แขวะกันพอหอมปากหอมคอ จากนั้นดองเต้ก็หันไปตะโกนใส่เหล่าทหารที่ยืนอึ้งอยู่ว่า
“รีบเตรียมตัวซะ! เราจะมุ่งหน้าขึ้นไปบนยอดของต้นไม้ต้นนี้ เมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีนอยู่ที่นั่น!”
ผู้คนในเผ่าพันธุ์มูนควีนต่างพากันเรียกต้นไม้ขนาดมหึมานี่ว่า มหาพฤกษาแสงจันทร์
ก่อนหน้านี้เหล่านักรบกลายพันธุ์ทั้งขั้นที่1 และขั้นที่ 2 ที่รับหน้าที่เป็นผู้นำย่อยเกือบทั้งหมดได้รับข้อมูลจากเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนแล้วว่าเมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีนอยู่ที่ไหน
มันอยู่บนจุดสูงสุดของมหาพฤกษาแสงจันทร์!
มหาพฤกษาแสงจันทร์ประกอบไปด้วย 8 เมืองหลัก และ 1 เมืองหลวง และหมู่บ้านขนาดเล็กอีกนับพัน กระจัดกระจายอยู่ทั่วดินแดนกิ่งไม้
ยามที่ทั้งกองทัพถูกกระจัดกระจายไปทั่วดินแดนกิ่งไม้ เหล่านักรบกลายพันธุ์ที่รับหน้าที่ในระดับสูงของกองทัพก็พอจะรู้แล้วว่าควรจะมุ่งหน้าไปที่ไหน
กองทัพที่กระจัดกระจายต่างพากันมุ่งหน้าไปยังยอดของมหาพฤกษาแสงจันทร์ดุจดังมดจำนวนมหาศาลที่ไต่ขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อลิ้มรสผลไม้ที่สุกได้ที่
กำหนดเส้นตายของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนคือ 1 เดือน
ถ้าหากพวกเขาไปเมืองหลวงไม่ทันคนที่จะตายก็คือพวกเขาเอง
“หวังว่าแคสเตอร์จะไปถึงที่นั่นพร้อมกับพวกเรานะ ไม่อย่างนั้นการต่อสู้นี้คงตึงมือแน่!”
ด้านฝั่งของทูก้าทหารต่างพากันตั้งกระโจมกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางฝั่งของคนเจ็บก็ถูกนำตัวไปพักฟื้นที่บริเวณหนึ่ง ควันไฟจากการประกอบอาหารลอยฟุ้งมองดูคล้ายก้อนเมฆสีเทา
การก่อไฟต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะทุกสิ่งรอบตัวพวกเขาล้วนสามารถติดไฟได้หมดทั้งนั้น รวมถึงพื้นเปลือกไม้ที่ใต้เท้าของพวกเขาด้วย
ดวงตะวันกำลังจะลาลับฟ้า ก้อนเมฆที่อยู่รอบตัวพวกเขาเปล่งประกายสีส้มจางๆ ในสายตาของวาสมันดูสวยงามแต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ้างว้าง
เมื่อมองไปยังทะเลเมฆที่กว้างจนสุดตาทำให้วาสรู้สึกเหมือนว่ามีเขาคนเดียวที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้มันจึงทำให้เขารู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก
ตัวเขามีชีวิตเพื่อจนถึงตอนนี้เพื่อการแก้แค้น!
แต่พอมาถึงที่นี่ในใจของเขากลับรู้สึกสับสน เนื่องจากมีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในใจว่า
หลังจากแก้แค้นสำเร็จแล้วเขาจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
หากเขาแก้แค้นสำเร็จนั่นก็เท่ากับว่าจุดหมายเดียวในชีวิตที่เขามีนั้นจะต้องหายไปด้วย
วาสขบคิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตะวันตกดินจนถึงยามจันทราลอยขึ้นฟ้าเขาก็ยังคิดไม่ตก
กระทั่งมีสิ่งหนึ่งมาดึงวาสให้หลุดออกจากโลกส่วนตัว
ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน แต่สิ่งหนึ่งที่วาสรับรู้ได้อย่างชัดเจนก็คือสีของเปลือกไม้มันเปลี่ยนไป!
จากสีน้ำตาลแก่ก็เริ่มจางลงเรื่อยๆ จนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน จากนั้นมันก็เปล่งแสงออกมาจางๆ
ทหารหลายคนเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกตินี้ พวกเขาพากันออกมาจากกระโจมตะโกนโหวกเหวกพูดคุยกันเสียงดัง
ทูก้าที่นอนก่ายขาสบายใจพลันแตกตื่นพุ่งถลาออกมาจากกระโจมหลังใหญ่ที่สุดแล้วเอ่ยอย่างตกใจว่า
“เกิดอะไรขึ้น! ศัตรูบุกงั้นหรอ!”
เบกก์ที่ได้รับสิทธิพิเศษให้อาศัยอยู่กระโจมเดียวกับทูก้าก็รีบตามมาอย่างตกอกตกใจ หันซ้ายหันขวาด้วยความหวาดระวัง
ลนลานอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นทูก้าก็ใจเย็นลง แต่พอเห็นสภาพรอบด้านที่แปลกใจก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
“มันคืออะไร? ทำไมเจ้าต้นไม้นี่ถึงเรืองแสงกัน?”คำถามของทูก้าไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ ทหารทุกคนก็สงสัยเหมือนกับเขาเช่นกัน
“หรือว่ามันเกี่ยวข้องอะไรกับคำว่าแสงจันทร์?”
คำว่าแสงจันทร์มาจากคำว่ามหาพฤกษาแสงจันทร์ เพราะตั้งแต่ที่ดวงจันทร์โผล่ขึ้นฟ้า มหาพฤกษาแสงจันทร์ก็เริ่มแสดงอำนาจบางอย่าง
ตามจริงทหารหลายคนก็มีคำถามเกิดขึ้นในหัวใจนานแล้วว่าตั้งแต่ที่พวกเขาถูกส่งให้กระจัดกระจายไปทั่วดินแดนกิ่งไม้แห่งนี้ เหตุใดพวกเขาจึงไม่เห็นศัตรูเลยสักคน ทั้งๆที่ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ศัตรูจะลงมือกำจัดพวกเขา
ราวกับว่าศัตรูของพวกเขากำลังรออะไรบางอย่าง....
การเปลี่ยนแปลงของมหาพฤกษาแสงจันทร์ทำให้ทหารกองทัพแห่งเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนทุกคนเป็นกังวล นักรบกลายพันธุ์ที่รับหน้าที่เป็นผู้นำย่อยของกองทัพเริ่มออกคำสั่งให้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด รวมถึงทูก้าด้วย
ทูก้านั้นเป็นกังวลถึงขั้นลงมือด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ เขาใช้สกิลปล่อยดวงตานับร้อยกระจัดกระจายไปรอบๆเพื่อเฝ้าระวังตลอดเวลา
แต่เพราะการใช้สกิลนี้จึงทำให้ทูก้าต้องมองภาพนับร้อยๆจากดวงตานับร้อยพร้อมกัน เขาจึงได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในกระโจมเพื่อประมวลสิ่งที่เกิดขึ้นโดยมีนักรบกลายพันธุ์หลายสิบคนคอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิด
ยิ่งตกดึกมากเท่าไหร่มหาพฤกษาแสงจันทร์ก็ยิ่งเปล่งแสงเจิดจ้ามากขึ้น บนยอดของมหาพฤกษาแสงจันทร์ กิ่งไม้ยักษ์นับพันกิ่งเกี่ยวรัดพันกันเชื่อมต่อผสานถักทอจนเกิดเป็นจานขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับเมืองขนาดใหญ่ทั้งเมือง
สถานที่แห่งนี้คือเมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีน!
เมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มูนควีนมีสิ่งปลูกสร้างน้อยมาก ที่อยู่อาศัยของพวกเขาอยู่ในรูปแบบของโพรงไม้ตามธรรมชาติทำให้เมืองหลวงแห่งนี้ดูเหมือนป่าแห่งหนึ่งมากกว่า
ตอนนี้เมืองทั้งเมืองกำลังเปล่งแสงทำให้ดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงจะงดงามเพียงใดทั้งเมืองกลับเงียบสนิทราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่
แต่ไม่ใช่!
ปัจจุบันประชากรของเผ่าพันธุ์มูนควีนทุกคนต่างได้มารวมตัวกันที่เมืองหลวงหมดแล้ว โดยที่ทุกคนได้ไปรวมตัวกันอยู่ที่ใจกลางเมืองทั้งหมด
ทุกคนอยู่ในชุดคลุมสีขาวปกปิดหน้าตาล้อมรอบกันเป็นวงกลมราวกับกำลังประกอบพิธีกรรมบางอย่าง
ที่ใจกลางวงนั้นมีคนอยู่จำนวนราวๆเกือบ 1 พันคน ทั้งหมดนั่งขัดสมาธิอย่างสงบท่ามกลางพวกพ้องทั้งเผ่าพันธุ์
พวกเขาทั้งหมดคือนักรบกลายพันธุ์ของเผ่าพันธุ์มูนควีน!
กำลังรบหลักของเผ่าพันธุ์มูนควีนได้มารวมกันอยู่ที่นี่แล้ว!
และผู้ที่ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางเหล่านักรบกลายพันธุ์นั้นก็คือผู้นำของพวกเขา
ดวงตาสีเขียวมรกตกวาดตามองไปรอบๆราวกับกำลังชื่นชมทัศนียภาพ แต่เสียงที่เปล่งออกมานั้นช่างขัดแย้งกับท่าทางเขาเหลือเกิน
“ได้เวลาแล้ว...ไปฆ่าพวกมันซะ!”