อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 38

    เสียงหวีดร้องแหลมเล็กและโหยหวนดังเข้ามาใกล้ เข้ามาใกล้จนเกือบจะถึงห้างที่ทุกคนพักกันอยู่ อลินตาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมเต็มที่หาได้มีความหวาดกลัวแม้แต่นิดไม่ อวยชัย และชัยยันต์งกำอาวุธแน่นตึ๊บเหงื่อกาฬไหลออกมาตามร่องนิ้วราวกับก๊อกรั่ว

                    ในจังหวะนั้นเองขณะที่เสียงหวีดสยองกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ก็ลุกขึ้นยืนอย่างองอาจ ก่อนจะเป่าพรวดเดียวออกไปในอากาศจากเสียงหวีดร้องที่พร้อมจะคุกคามคนบนห้างก็กลับกลายเป็นเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดพร้อมทั้งมีเสียงหล่นจากที่สูงดัง ตุ้บ..! ลงไปยังด้านล่างของห้างทั้งสองและทุกอย่างก็เงียบสนิท เงียบเสียจนน่าใจหาย!!!

                    อลินตาจ้องมองไปที่โหรหลวงหนานเมืองอินทร์ด้วยแววตาภาคภูมิใจแหม... ต้นตระกูลเธอนี่ก็ไม่ธรรมดา ให้ได้อย่างนี้สิคราวนี้เวลาเอาไปเล่าใครต่อใครเธอก็จะอวดได้อย่างเต็มที่ว่าต้นตระกูลของฉันเก่งกาจสมกับเป็นต้นตระกูลหมอผีอันเลื่องชื่อไปทั่วสากลภพแต่ในขณะที่อลินตากำลังชื่นชมบรรพบุรุษของตัวเองอยู่ในใจนั้น หญิงสาวก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

                    เอ๊ะ...! เหล่ารุกขเทวดาผีเจ้าป่าเจ้าเขาทำไมเงียบกริบขนาดนี้ แม้แต่รัศมีหรือรังสีแห่งความเป็นกายทิพย์ก็ไม่มีให้ได้สัมผัสยังกับป่าร้างอย่างนั้นแหละแหงล่ะบ้านยังมีบ้านร้าง ป่าก็ต้องมีร้างกันมั่ง อลินตากวาดสายตามองรอบๆ บริเวณก่อนจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นทะแม่งๆ หญิงสาวไม่รอช้า ตะโกนไปยังอีกห้างอย่างรวดเร็ว

     

                   “มันไม่ได้มาแค่ตัวเดียว...!!” สิ้นเสียงอลินตาพลัน... เสียงหวีดร้องสุดแสนสยองก็กรีดพร้อมกันไปทั่วแนวป่าราวกับจะมาบรรเลงเพลงโอเปร่าให้คนบนห้างฟัง งานนี้ถ้าไม่ใช่คนมีสติหนักแน่นมีหวังสติบินหนีออกไปอยู่ประเทศไหนแล้วก็ไม่รู้อวยชัยขยับกายเข้าหาสัปเหร่ออุ่นพรหมราวกับหาที่พึ่ง ส่วนชัยยันต์ก็เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้เจ้าภูแสนอย่างปกป้องเต็มที่ ตายเป็นตาย

                    จังหวะเดียวกันนัยน์ตาของเจ้าภูแสนเปล่งประกายสีเขียวมรกตระเรื่อแววตาดุดันเปี่ยมไปด้วยบารมีแห่งผู้มีอำนาจปรากฏฉายชัดอย่างเต็มภูมิ แต่แล้วเมื่อรู้สึกตัวเจ้าภูแสนก็ค่อยๆเก็บงำอาการและพลังวิญญาณทุกอย่าง ดวงตาสีเขียวนั้นก็จางลงไปในทันทีโหรหลวงหนานเมืองอินทร์หันมามองเจ้าภูแสนโดยไม่ทันได้เห็นสิ่งที่ผิดปกติของเจ้าภูแสนโหรหลวงรีบบอก

                    “ระวังตัวด้วยเสกคาถาคุ้มครองตนเองไว้ก่อนก็ดีนะเจ้า” คำพูดของโหรหลวงหนานเมืองอินทร์เจ้าภูแสนสัมผัสได้ทันทีว่ามาจากใจจริงเจ้าภูแสนไม่รอช้าประนมมือเป่าคาถาพึมพำอย่างมีสมาธิ ก่อนจะดีดนิ้วเสียงดังพร้อมกันนั้นก็มีแสงสีทองจางๆลอยคลุมห้างทั้งสองเอาไว้ แต่ทว่า..เมื่อเสียงกรีดร้องอันแสนจะโหยหวนดังขึ้นอีกครั้ง แสงจางๆ จากการเป่ามนต์ของเจ้าภูแสนก็ขาดๆหายๆ ไป เจ้าภูแสนหยุดบริกรรมคาถาก่อนจะนั่งนิ่งมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ

                    ทางด้านอลินตานั้นหญิงสาวยืนนิ่งมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความรอบคอบ อวยชัยแอบใจสั่นระทึกเพราะเสียงกรีดร้องชวนสยองนั้นอวยชัยถามอลินตา

     

                   “นั่นมันเสียงอะไรกันแน่?” และเมื่อเสียงกรีดร้องใกล้ถึงห้างทั้งสองเต็มทีทุกคนก็เตรียมพร้อมเท่าที่ตัวเองจะเตรียมพร้อมได้นั้น พลัน...

                    ‘หวี่.. หวี่..หวี่.. หึ่ง.. หึ่ง.. หึ่ง..’ เสียงแมลงบางอย่างบินพึ่บพั่บว่อนไปทั่วแต่จากน้อยๆ ก็เริ่มมากขึ้น มากขึ้น จนเหมือนดังว่าอากาศทั่วทุกอณูจะคลาคล่ำไปด้วยแมลงบินกันให้ว่อนราวกับหนังฝรั่งที่เกี่ยวกับแมลงบุกโลกเลยล่ะหนานเมืองอินทร์ขมวดคิ้ว แต่แล้วหนานเมืองอินทร์รีบหันไปทางอลินตาทันที

                    รวมทั้งคนอื่นๆก็หันไปทางอลินตาด้วยเช่นกัน พลัน..แสงสว่างสีน้ำเงินนวลตารอบกายของหญิงสาวก็ค่อยๆ สว่างจ้าทำให้เห็นว่ามีแมลงขนาดเท่ากำปั้น บินวนรอบๆ ตัวของอลินตาเต็มไปหมด ทุกคนสงสัยพร้อมกันแมลงบ้าอะไรตัวใหญ่ขนาดนั้นแต่มีเพียงโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ที่อุทานออกมาด้วยความตกใจ

                    “ต่อไฟพิฆาตไพรี..” อลินตาพยักหน้ายิ้มเย็นขณะเดียวกันเสียงหวีดร้องโหยหวนที่พร้อมมุ่งโจมตีก็ดังมาถึงห้าง จังหวะนั้นอลินตาก็ออกคำสั่งดุดันหนักแน่นอย่างไม่มีความหวาดกลัวต่อเสียงหวีดสยองนั่นเลยแม้แต่น้อย

                    “จัดการมันลูกแม่..”ฉับพลันแมลงที่ส่งเสียง หวี่ๆ หวึ่งๆ โดยมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าต่อไฟพิฆาตไพรีก็บินหึ่งๆไปในอากาศ เสียงมันกรีดเล็กราวกับว่ามันได้ต่อยเข้ากับอะไรบางอย่างโดยเกิดเป็นเสียงหวี่ๆๆๆๆๆดังระงม และเสียงร้องโหยหวนชวนสยอง ก็กลายเป็นเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดปวดแสบปวดร้อน อลินตาไม่รอช้ายกก๋วยที่สะพายหลังมาตั้งไว้ด้านหน้าแล้วล้วงมือเข้าไปหยิบมีดเล็กๆเล่มหนึ่งออกมา แล้วเพ่งมองไปในความมืดก่อนจะขว้างมีดเล็กเล่มนั้นฝ่าความมืดเข้าไปอย่างมีจุดมุ่งหมายและทุกการกระทำของหญิงสาวอยู่ในสายตาของทุกคน

                    “ฉึก..” เสียงเหมือนมีดปักโดนตัวอะไรสักอย่าง และตามมาด้วย

                    “อ๊ากกกกก....!!!!”เสียงกรีดร้องที่เป็นเสียงผู้ชายมันร้องโหยหวนชวนขาดใจตายเสียให้ได้ พร้อมด้วยเสียงตุ้บ.. คล้ายของหนักๆหล่นลงไปข้างล่างอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่มีเสียงเหมือนคนวิ่งเหมือนครั้งที่แล้วที่โดนมนตราจากหนานเมืองอินทร์คล้ายกับว่าสิ่งที่หล่นลงไปข้างล่างไม่ได้หนีไปไหน นั่นทำให้อลินตาไม่รอช้าหันมองหน้าสัปเหร่ออุ่นพรหมพร้อมความคิดเจ้าเล่ห์อะไรบางอย่างที่ผุดขึ้นมาก่อนหันมองมาทางอวยชัยด้วยแววตามีพิรุธสุดหัวใจพลางพูดบ่นพึมพำอยู่คนเดียว

                    “ลุงอุ่นพรหมไม่ได้แน่ๆเพราะแก่มากแล้ว เผลอๆ แข้งขาอาจจะหักแล้วรักษาไม่ได้จะเป็นเวรเป็นกรรมติดตัวเราเปล่าๆ” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ อวยชัยชักเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างเขากระถดกายเข้าไปใกล้สัปเหร่ออุ่นพรหมมากขึ้นกว่าเดิมแนบชิดราวกับจะสิงเข้าไปในกายหยาบของสัปเหร่ออุ่นพรหม พูดจบอลินตาก็หันมาทางอวยชัยที่เป็นถึงองครักษ์พิทักษ์เจ้าชายแห่งคุ้มเชียงภูแสนพลางคิดว่าอย่างน้อยชายผู้นี้ที่เป็นถึงทหารองครักษ์ก็น่าจะเคยฝึกวิชาเอาตัวรอดจากเหตุการณ์คับขันได้บ้างและเท่าทันความคิดนั้นอลินตาชี้มือไปที่กิ่งไม้พร้อมตะโกน

                    “เฮ้ย!” ซึ่งในจังหวะนั้นอวยชัยที่อยู่ในอาการระแวงเต็มที่สุดๆ อยู่แล้ว ก็รีบเงยหน้าแหงนมองกิ่งไม้ตามมือที่ชี้ของอลินตาโดยที่ถอยห่างออกจากสัปเหร่ออุ่นพรหมเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว อลินตาได้ช่องก็ไม่รอช้าใช้เท้ายันอวยชัยให้ตกลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็วมีเพียงเสียงร้องของอวยชัยที่ทั้งหวาดกลัวและตื่นตระหนกและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็อยู่ในสายตาของทุกคน เจ้าภูแสนมองอลินตาด้วยสายตาสงสัยและในหัวมีคำถามเต็มไปหมดแต่ยังคงนิ่งและเฝ้ารอดูว่าอลินตาจะทำอะไรต่อไปเพราะมั่นใจว่าสิ่งที่อลินตาทำจะต้องมีเหตุผลบางอย่างแอบแฝงอยู่แน่แต่ชัยยันตร์นี่สิเมื่อเห็นเพื่อนโดนดีดลงไปจากห้างที่ค่อนข้างสูงพอสมควรก็ตะโกนถามเสียงดังทันที

                    “ทำอะไรน่ะ? เพื่อนฉันตายขึ้นมาจะทำยังไง?” อลินตาหันไปมองชัยยันตร์แววตามั่นคงไม่พูดอะไรและทำในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง หญิงสาวปลดก๋วยออกจากหลังตัวเองแล้วส่งก๋วยให้กับสัปเหร่ออุ่นพรหมพร้อมกับบอกสัปเหร่ออุ่นพรหมอย่างรวดเร็ว

                    “ฉันมัดก๋วยของฉันไว้แน่นหนาแล้วถ้าฉันตะโกนเรียกลุงโยนก๋วยลงมาให้ด้วยนะคะ” พูดจบหญิงสาวก็กระโดดผลุงลงไปจากต้นไม้เช่นกันด้วยท่วงท่าที่แกล้วกล้าอาจหาญทำเอาเจ้าภูแสนกับชัยยันต์ตกใจไม่น้อย...