กลองสงครามดังสามครั้ง
แล้วทั้งหุบเขาก็เงียบ
ไม่มีลูกธนู ไม่มีเสียงม้าวิ่ง ไม่มีขบวนคนลงจากสันเขาธงสีเลือดยังคงล้อมโม่เหออยู่ทุกด้าน ทว่ากองทัพเบื้องหลังกลับหยุดนิ่งราวกับเสียงกลองเมื่อครู่ไม่ได้ประกาศการบุก หากประกาศว่าพวกมันมีเวลาเหลือเฟือ
ผู้เฒ่าโม่ยืนบนหอเก็บฟืนจนแสงเช้าส่องเห็นรอยย่นบนใบหน้า
“มันจะรอถึงรุ่งสางวันพรุ่งนี้” เขากล่าว
เยี่ยซิงเหอมองเงาคนบนสันเขา “เพราะอะไร?”
“ให้พวกเรากินเสบียง ให้พวกเราเผาฟืน ให้พวกเราทะเลาะกันแล้วให้ความกลัวทำงานแทนดาบของมัน”
“หรือรอให้ค่ายกลใต้ดินกัดวงป้องกันเพิ่ม”
“ทั้งสองอย่าง”
ผู้เฒ่าโม่ลงจากหอโดยไม่หันกลับ“คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่มันยอมให้เราสงบ”
คำว่า ‘ยอม’ ทำให้เยี่ยซิงเหอกำมือแน่น
แต่เขาไม่ปฏิเสธความจริง
ศัตรูเลือกเวลา ศัตรูปิดทางศัตรูรู้ว่ารากฐานสีทองอยู่ในหมู่บ้านแม้กระทั่งความเงียบก็เป็นสิ่งที่ศัตรูมอบให้ราวกับทานแก่ผู้กำลังจะตาย
พวกเขากลับลงมาถึงลานกลางหมู่บ้านชาวโม่เหอยังประจำจุดตามคำสั่ง เมื่อไม่มีการโจมตีความตึงที่ยึดร่างทุกคนไว้จึงค่อย ๆ คลาย และเผยให้เห็นความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่
บางคนไม่ได้นอนมาสองคืน
บางคนไม่ได้กินตั้งแต่เมื่อวาน
ผู้ใหญ่บ้านถาม “พรุ่งนี้เวลาใด?”
“เมื่อแสงแตะยอดสน” ผู้เฒ่าโม่ตอบ“ก่อนหน้านั้นมันจะส่งสิ่งเล็ก ๆ มารบกวน แต่อาวุธทั้งหมดจะยังไม่ลงมา”
“ท่านมั่นใจหรือ?”
ผู้เฒ่าโม่มองธงเหนือเขา“ผู้ที่คิดว่าตนชนะแล้วมักรักษาพิธีการ”
ผู้ใหญ่บ้านนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสั่งเปิดโรงเก็บเสบียง
เมื่อประตูไม้ถูกยกขึ้นสิ่งที่อยู่ภายในทำให้ทุกคนเงียบกว่าเดิม ข้าวสารเหลือเพียงก้นถังแป้งหยาบสามกระสอบมีหนึ่งกระสอบชื้น เกลือส่วนใหญ่ถูกนำไปซ่อมแนวค่ายกลเนื้อรมควันที่แขวนบนคานมีไม่ถึงยี่สิบชิ้น
หากแบ่งตามจำนวนคน แต่ละบ้านจะได้อาหารไม่พอถึงสองวัน
“หุงทั้งหมด” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
ชายผู้ดูแลเสบียงตกใจ “ทั้งหมดหรือ?”
“ทั้งหมด”
“ถ้าพรุ่งนี้เรายัง—”
“ถ้าพรุ่งนี้เรายังอยู่ ค่อยหิวพร้อมกัน”
ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
ข้าวสารและแป้งถูกแบ่งไปตามหม้อใหญ่สามใบเนื้อรมควันถูกหั่นให้บางจนแสงลอดผ่านได้ น้ำจากบ่อถูกต้มก่อนใช้เพราะไม่มีใดแน่ใจว่าผงโลหิตของหน่วยสอดแนมตกลงไปมากเพียงใด
เยี่ยซิงเหอช่วยยกหม้อใบใหญ่ไปตั้งกลางลาน
หญิงชราผู้หนึ่งตีมือเขาเบา ๆ “คนเจ็บอย่ายก”
“ข้ายังยกได้”
“ยกได้กับควรยกเป็นคนละเรื่อง”
นางชี้ให้เขาไปผ่าฟืนแทน ราวกับการผ่าฟืนไม่ใช้แรง
เยี่ยซิงเหอไม่เถียง เขานำขวานไปที่กองไม้ข้างกองมีเด็กสามคนกำลังปั้นหิมะ เด็กคนเล็กกลิ้งก้อนหิมะจนใหญ่เกือบเท่าตัวนางดันไม่ไหวจึงใช้หน้าผากชน
“พี่ซิงเหอ ช่วยข้าที”
เขาวางขวานแล้วช่วยกลิ้งก้อนหิมะ
“ให้ไปทางใด?”
เด็กหญิงชี้ข้างลาน “ตรงนั้น เราจะทำทหารเฝ้าหมู่บ้าน”
ก้อนหิมะอีกก้อนถูกตั้งไว้แล้ว มีแขนเป็นกิ่งไม้และศีรษะเบี้ยวเด็กชายเอาถ่านวาดตาสองข้าง ส่วนปากใช้พริกแห้งเส้นหนึ่งจากครัว
เยี่ยซิงเหอมองพริกแห้ง “สิ่งนั้นกินได้”
เด็กชายรีบดึงออกจากปากตุ๊กตาแล้วเก็บใส่แขนเสื้อ
“ใช้หินแทน” เยี่ยซิงเหอบอก
พวกเด็กหาหินใต้หิมะ เขาช่วยยกศีรษะขึ้นวางบนก้อนใหญ่ตุ๊กตาทหารเอียงไปด้านหนึ่งคล้ายพร้อมล้มทุกเมื่อ เด็กหญิงจึงเอาหิมะโปะฐานเพิ่ม
“มันสู้คนบนเขาได้ไหม?” นางถาม
“ไม่ได้”
เด็กทั้งสามชะงักกับคำตอบตรงเกินไป
เยี่ยซิงเหอใช้มือกดหิมะตรงไหล่ตุ๊กตาให้แน่น“แต่มันบอกคนในหมู่บ้านได้ว่ามีผู้เฝ้าทางนี้อยู่”
“เช่นนั้นทำเพิ่มอีก”
เด็ก ๆ วิ่งไปกลิ้งหิมะก้อนใหม่
ไม่นานตุ๊กตาหิมะห้าตัวก็ยืนเรียงริมลาน ไม่มีตัวใดสูงเท่ากันไม่มีอาวุธเหมือนกัน และมีตัวหนึ่งสวมตะกร้าผุแทนหมวก เมื่อผู้ใหญ่เดินผ่านบางคนหัวเราะออกมาโดยไม่ตั้งใจ
เสียงหัวเราะสั้นมาก
แต่เป็นเสียงแรกที่ไม่เกิดจากความหวาดกลัวนับแต่ธงปรากฏ
เยี่ยซิงเหอกลับไปผ่าฟืน เขาไม่ใช้ปราณกระบี่ในแหวนไม่ถูกเรียก ขวานธรรมดาตกลงตามรอยไม้ทีละครั้ง ทุกครั้งที่ยกแขนรอยร้าวในอกเตือนว่าร่างยังไม่พร้อมรบ
เขาผ่าช้าลง
คำสอนของผู้เฒ่าโม่ยังอยู่ในใจ การรักษาชีวิตเพื่อปกป้องบ้านไม่ใช่โยนทิ้งเพื่อพิสูจน์ความกล้า
เมื่อกองฟืนพอสำหรับหม้อสามใบชายผู้หนึ่งนำประตูเรือนที่ถอดออกมาวางข้างเขา “ช่วยดูได้หรือไม่ข้าจะเอาไปกั้นทางเหนือ”
ประตูมีรอยผุใกล้บานพับเยี่ยซิงเหอใช้แผ่นไม้จากลังเก่าประกบแล้วตอกหมุด แต่เจ้าของเรือนยังไม่ไป
“มีอะไร?” เขาถาม
ชายผู้นั้นมองรอบตัวก่อนลดเสียง “ทางลำรางเก่ายังลอดออกได้ลูกข้าตัวเล็ก บางทีข้าพาเขา—”
“ทางนั้นมีปราณโลหิต”
“ข้ารู้ แต่ถ้าอยู่ที่นี่ก็มีคนพันคน”
“ข้างนอกอาจมีมากกว่า”
“อย่างน้อยก็เป็นทางที่ข้าเลือก”
เยี่ยซิงเหอวางค้อน “ถ้าท่านไปคนเดียว ข้าจะไม่มัดไว้แต่ถ้าพาเด็กไป ท่านต้องบอกมารดาของเขาก่อนว่าทางนั้นมีอะไร”
ชายผู้นั้นหน้าตึง “เจ้าจะห้ามข้า?”
“ไม่”
“แล้วเหตุใด—”
“เพราะการเลือกของท่านใช้ชีวิตผู้อื่นด้วยเขาจึงควรได้ยินความจริง”
ชายผู้นั้นเงียบไปนาน ท้ายที่สุดยกประตูที่ซ่อมแล้วไปแนวเหนือโดยไม่พูดถึงลำรางอีก
คำถามเดียวกันปรากฏตามเรือนต่าง ๆ ตลอดวันบางครอบครัวอยากซ่อนใต้ห้องเก็บผัก บางคนอยากวิ่งฝ่าแนวเขาตอนมืดบางคนเสนอส่งคนแก่กับเด็กออกไปก่อนเพื่อให้ศัตรูเห็นว่าเป็นผู้ไม่สู้
ผู้เฒ่าโม่ไม่ปิดปากพวกเขา
เขาพาแต่ละคนไปดูอุโมงค์ที่ปราณโลหิตกำลังคลาน ดูธงทุกทิศและดูเชลยสอดแนมซึ่งมีตราซื้อวิญญาณเหมือนคนทรยศ
หลังจากนั้น เขาให้ทุกคนเลือกว่าจะอยู่จุดใดในหมู่บ้าน
ไม่มีผู้ใดเลือกออกไป
ก่อนเที่ยง ลมเปลี่ยนทิศ กลิ่นจากกองไฟของศัตรูลอยลงมาเป็นกลิ่นเนื้อย่างและสุรากองทัพบนเขาจงใจทำอาหารให้กลิ่นผ่านหมู่บ้านซึ่งกำลังแบ่งข้าวก้นหม้อ
เด็กเล็กหลายคนกลืนน้ำลาย
หญิงผู้หุงข้าวปิดฝาหม้อแน่นขึ้น “อย่าดมของพวกมันเดี๋ยวท้องเสีย”
มีคนหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิมเล็กน้อย
เยี่ยซิงเหอถือถังทรายไปยังเรือนด้านตะวันออกหลังคาเรือนถูกลูกดอกเมื่อคืนเจาะเป็นรู เขาขึ้นไปอุดด้วยแผ่นไม้และดินเหนียวขณะนั่งอยู่บนคาน เขามองเห็นกองทัพศัตรูชัดขึ้น
คนบนเขาไม่ได้พักทั้งหมด
หน่วยเล็ก ๆ เปลี่ยนตำแหน่งธงทุกครึ่งชั่วยาม พลธนูวัดทิศลมคนลากโซ่ขุดร่องตื้นรอบแนวค่ายและผู้ใช้ปราณสองสามคนเดินตรวจแผ่นหยกซึ่งน่าจะรับข้อมูลรากฐานสีทองของเขา
ความสงบเป็นเพียงอีกขั้นของการโจมตี
เขาจำตำแหน่งเหล่านั้นไว้โดยไม่เปิดเนตร
เมื่อซ่อมหลังคาเสร็จ เจ้าของเรือนยื่นน้ำร้อนหนึ่งถ้วยให้ในน้ำมีเศษใบไม้แห้งเพียงสองใบ
“ข้าไม่มีชาแล้ว” นางกล่าว
“น้ำก็พอ”
“เมื่อเจ้ายังเด็กเจ้าดื่มยาขมแล้วร้องไห้จนคนทั้งหมู่บ้านได้ยิน”
เยี่ยซิงเหอเกือบสำลัก “ข้าจำไม่ได้”
“ดีแล้ว เรื่องน่าอายควรมีคนอื่นจำแทน”
นางมองธงบนเขาผ่านช่องหลังคาที่เพิ่งปิด“พรุ่งนี้เจ้าจะอยู่ด้านหน้าหรือ?”
“ข้ายังไม่รู้”
“ถ้าเลือกได้ อย่ายืนตรงที่ทุกคนผลักเจ้าไป”
“ไม่มีผู้ใดผลักข้า”
“ศัตรูผลัก เจ้าเองก็ผลัก” นางแตะถ้วยในมือเขา“คนหนุ่มชอบคิดว่าตนเลือก ทั้งที่กำลังวิ่งตามความโกรธ”
เยี่ยซิงเหอมองน้ำในถ้วย เงาของเขาสั่นตามไอร้อน
“แล้วข้าควรเลือกอย่างไร?”
“ข้าไม่รู้ ข้าเป็นเพียงหญิงแก่ที่หลังคารั่ว” นางตอบ“แต่ถ้าจะไป จงรู้ว่าทิ้งสิ่งใด ถ้าจะอยู่ ก็จงรู้ว่าอยู่เพื่อสิ่งใด”
เขาดื่มน้ำจนหมดแล้วลงจากหลังคา
ตลอดบ่าย เขาช่วยชาวบ้านรื้อรั้วมาทำแนวกั้นย้ายไหเก็บน้ำเข้ากลางเรือน และขุดทางเชื่อมสั้น ๆ ระหว่างครัวกับเรือนบรรพชนงานทุกอย่างกินเวลา ไม่มีสิ่งใดทำให้รากฐานแข็งขึ้น ไม่มีสิ่งใดทำให้กระบี่คมขึ้น
เวลาที่เหลือก่อนสงครามลดลงทีละน้อย
เขารู้ว่าหากปลีกตัวไปฝึก อาจประสานปราณได้ดีขึ้นอีกหนึ่งส่วนอาจเรียนรู้การรับแรงสะท้อนจากกระบี่เพิ่มอีกหนึ่งครั้ง
แต่ถังน้ำจะยังอยู่ข้างนอก
หลังคาจะยังเป็นรู
คนที่คิดหนีจะยังคิดว่าตนกลัวอยู่คนเดียว
เยี่ยซิงเหอจึงอยู่กับพวกเขา
เมื่อดวงอาทิตย์ลับหลังสันเขา หม้อข้าวทั้งสามใบถูกยกลงอาหารมื้อเย็นถูกแบ่งใส่ชามตามจำนวนคน ไม่มีผู้ฝึกตนได้มากกว่าไม่มีผู้ใหญ่ได้น้อยกว่าเด็ก เนื้อรมควันชิ้นบางถูกวางบนข้าวทุกชามแม้แต่คนทรยศและเชลยก็ได้รับน้ำข้าวหนึ่งถ้วย
บางคนไม่พอใจ
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวเพียง“เราไม่ต้องทำตัวเหมือนศัตรูเพื่อสู้กับศัตรู”
ไม่มีเสียงคัดค้านอีก
ผู้คนกินรวมกันกลางเรือนใหญ่เพราะประหยัดฟืนได้มากกว่าไม่มีเพลง ไม่มีสุราแต่มีเสียงถ้วยกระทบโต๊ะและเสียงเด็กบ่นว่าเนื้อของตนบางกว่าเพื่อน
ตุ๊กตาหิมะทั้งห้าตัวยืนอยู่นอกหน้าต่างแสงไฟส่องพวกมันเป็นเงายาว
เยี่ยซิงเหอนั่งใกล้ประตู ชามข้าวในมือยังอุ่นชายร่างใหญ่ผู้เคยคิดฆ่าคนทรยศส่งเนื้อครึ่งชิ้นให้เด็กข้างตัวหญิงชราที่ตีมือเขาตอนยกหม้อแอบเติมน้ำข้าวให้ผู้บาดเจ็บผู้ใหญ่บ้านกินคำเล็กที่สุดแต่คอยมองว่าทุกคนได้ครบหรือไม่
ไม่มีสิ่งใดในภาพนี้ยิ่งใหญ่พอให้โลกจดจำ
แต่เยี่ยซิงเหอกลับจำทุกอย่างได้ชัดกว่าพิกัดประตูสวรรค์ที่ฝังอยู่ในใจ
หลังอาหาร ผู้เฒ่าโม่เคาะพื้นหนึ่งครั้ง“ผู้ที่ไม่มีเวรกลับไปนอน ผู้มีเวรแรกอยู่ต่อคนอื่นห้ามแกล้งตื่นเพื่อแสดงว่าตนกล้า”
เด็ก ๆ ถูกพากลับเรือนไฟดับลงทีละดวงเพื่อเก็บน้ำมันไว้ใช้ยามบุก ลานกลางหมู่บ้านกลับมามืดเหลือเพียงเตาถ่านในเรือนผู้เฒ่าโม่
เยี่ยซิงเหอเข้าไปเมื่อผู้เฒ่าเรียก
บนโต๊ะมีข้าวสองชาม เนื้อรมควันชิ้นเดียวและสุราซึ่งเหลือเพียงก้นกา
“ข้ากินแล้ว” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“ข้าก็เห็น”
“แล้วเรียกมาทำไม?”
“คนแก่ต้องมีข้ออ้างจึงจะคุยกับเด็กดื้อ”
ผู้เฒ่าโม่เทสุราลงถ้วยเดียว แล้วเติมน้ำร้อนจนสีจางเขาไม่แตะข้าว แผลบนฝ่ามือพันผ้าใหม่ แต่สีแดงซึมออกมาตรงกลาง
เยี่ยซิงเหอนั่งตรงข้าม “แผลท่านแย่ลง”
“ดวงตาเจ้าก็เช่นกัน”
“ข้ายังมองเห็น”
“ข้าก็ยังยกถ้วยได้”
ต่างฝ่ายต่างเงียบ ไม่มีผู้ใดชนะ
ลมนอกเรือนพัดธงของศัตรูดังพรึ่บ เสียงนั้นดังเป็นช่วงราวกับมีสิ่งใหญ่หายใจอยู่เหนือหมู่บ้าน
ผู้เฒ่าโม่เลื่อนชามข้าวอีกใบไปให้ “กินเพิ่ม”
“เหลือไว้ให้คนเฝ้ายาม”
“เขามีส่วนของเขา นี่ส่วนของข้า”
“ท่านยิ่งต้องกิน”
“ข้าตายยาก”
“นั่นไม่ใช่เหตุผล”
ผู้เฒ่าโม่ยิ้มบาง “ในที่สุดเจ้าก็รู้จักย้อนคำข้า”
เยี่ยซิงเหอแบ่งข้าวครึ่งหนึ่งกลับลงชามผู้เฒ่าทั้งสองจึงกินโดยไม่มีใดยอมอีกฝ่ายทั้งหมด
เมื่อวางตะเกียบ ผู้เฒ่าโม่ถาม “ถ้าทุกอย่างจบลง เจ้าจะไปไหน?”
คำถามมาโดยไม่มีคำเตือน
เยี่ยซิงเหอมองเปลวถ่าน “ไปหาความจริง”
“ที่ใด?”
“ตามพิกัดบนผ้าไหม ตามประตูสวรรค์ ตามรอยของบิดามารดา”
“แล้วถ้าความจริงไม่อยู่ปลายทาง?”
“ข้าจะหาต่อ”
“ถ้ามันทำให้เจ้าพบว่าคนที่ตามหาไม่ใช่คนอย่างที่เจ้าคิด?”
เยี่ยซิงเหอเงยหน้า “ท่านรู้อะไร?”
ผู้เฒ่าโม่หมุนถ้วยสุรา“ข้ารู้ว่าเด็กทุกคนสร้างภาพคนที่ไม่อยู่จากสิ่งที่ตนขาดบางคนสร้างบิดาเป็นวีรบุรุษ บางคนสร้างมารดาเป็นผู้เสียสละแล้วใช้ภาพนั้นเดินแทนขาของตน”
“ข้าไม่ได้ถามข้อคิด”
“ข้ากำลังตอบ”
“ไม่ ท่านกำลังหลบ”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ปฏิเสธ
เยี่ยซิงเหอกำขอบโต๊ะ“เมื่อคืนท่านบอกว่าท่านอยู่หลังประตูตอนรับข้าท่านบอกว่าจะเล่าว่าข้าต้องเตรียมสิ่งใด หากหมู่บ้านรอด ตอนนี้ศัตรูพันคนล้อมอยู่ท่านยังจะให้ข้ารออีกหรือ?”
“ใช่”
“เพราะอะไร?”
“เพราะความจริงบางส่วนอันตรายกว่าคำโกหกทั้งหมด”
“หรือเพราะท่านไม่เชื่อใจข้า”
ผู้เฒ่าโม่นิ่งไป เปลวถ่านสะท้อนในดวงตาที่แก่ชรา
“ข้าไม่เชื่อใจความเจ็บของเจ้า” เขากล่าวในที่สุด“มันกำลังเลือกทางแทนเจ้า”
เยี่ยซิงเหออยากโต้แต่คำของหญิงแก่บนหลังคากลับผุดขึ้น—คนหนุ่มชอบคิดว่าตนเลือกทั้งที่กำลังวิ่งตามความโกรธ
“ท่านอยากให้ข้าหนี” เขากล่าว
“ข้าอยากให้เจ้ารอด”
“ต่างกันหรือ?”
“ต่าง” ผู้เฒ่าโม่ตอบ“ผู้หลบหนีอาจมีชีวิตแต่ไม่รู้ว่าชีวิตนั้นเป็นของตนผู้รอดคือคนที่รู้ว่าตนเก็บชีวิตไว้เพื่ออะไร”
“แล้วท่านจะเลือกแทนข้าอีกหรือ?”
ผู้เฒ่ามองชามข้าวว่างบนโต๊ะ “หลายปีที่ผ่านมาข้าเลือกแทนเจ้าเพราะเจ้ายังเล็ก ต่อมาเลือกแทนเพราะข้าคิดว่ารู้มากกว่าและบางครั้งเลือกแทนเพราะข้ากลัวผลของคำตอบ”
นี่เป็นครั้งแรกที่เยี่ยซิงเหอได้ยินผู้เฒ่ายอมรับความกลัวของตน
“พรุ่งนี้ข้าจะไม่เลือกแทนเจ้า” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
ผู้เฒ่าล้วงกุญแจเหล็กดอกหนึ่งออกจากแขนเสื้อวางบนโต๊ะระหว่างพวกเขา
“ใต้เรือนนี้มีทางเก่าซึ่งค่ายกลโลหิตยังแตะไม่ถึงมันออกไปหลังผาน้ำแข็งด้านเหนือ ทางแคบและไปได้เพียงคนเดียว ก่อนฟ้าสางข้าจะเปิดให้เจ้า”
เยี่ยซิงเหอมองกุญแจ ไม่แตะต้อง
“แล้วคนในหมู่บ้าน?”
“ทางรับน้ำหนักคนมากไม่ได้”
“เช่นนั้นท่านกำลังให้ข้าทิ้งพวกเขา”
“ข้ากำลังให้เจ้ามีสิทธิ์เลือกว่าจะทิ้งหรือไม่”
“นี่ต่างจากการไล่ข้าไปตรงไหน?”
“ตรงที่ข้าจะไม่โกหกว่าไม่มีทางออก”
ถ่านในเตาแตกดังเปรี๊ยะ ประกายไฟลอยขึ้นแล้วดับ
ผู้เฒ่าโม่วางมือบาดเจ็บข้างกุญแจ “หากเจ้าไปจงนำพิกัดที่จำได้ออกไป อย่าหันกลับ อย่าใช้กระบี่จนรากฐานแตกและอย่าเปิดผ้าไหมเพราะความเสียใจ”
“หากข้าอยู่?”
“ข้าจะสอนสิ่งสุดท้ายที่ร่างของเจ้ารับได้ก่อนศึก”
“แล้วความจริง?”
“ข้าจะบอกส่วนที่เจ้าจำเป็นต้องรู้ ไม่ว่าคำตอบของเจ้าคืออะไร”
เยี่ยซิงเหอมองผู้เฒ่า “เหตุใดจึงเปลี่ยนใจ?”
“เพราะวันนี้ข้าเห็นเจ้าทิ้งเวลาฝึกไปซ่อมหลังคา”
“แค่นั้น?”
“ผู้ที่รู้แต่จะไล่ตามพลังไม่คู่ควรรับความจริงซึ่งอาจทำลายคนอื่นผู้ที่ยอมเสียเวลาของตนให้หลังคาของหญิงแก่อย่างน้อยยังรู้ว่าท้องฟ้าไม่ได้มีไว้ให้ตนผู้เดียว”
เยี่ยซิงเหอเบือนหน้า ไม่รู้ควรรับคำนั้นอย่างไร
ผู้เฒ่าโม่ยกกาสุราที่ว่างแล้วพบว่าไม่มีสิ่งใดให้เทเขาจึงวางลง “ไปนอน”
“ข้ายังไม่ตอบ”
“ข้าไม่ได้ถามคืนนี้”
“ท่านกลัวว่าข้าจะตอบจากความโกรธ?”
“ข้ากลัวว่าเจ้าจะตอบเพื่อเอาชนะข้า”
คำพูดนั้นตรงจนเยี่ยซิงเหอเถียงไม่ออก
เขาลุกจากโต๊ะ ก่อนเปิดประตูหยุดถาม“คำสัญญาของท่านเชื่อได้หรือ?”
ผู้เฒ่าโม่ตอบโดยไม่ประชด “ครั้งนี้เชื่อได้”
เยี่ยซิงเหอออกไป
กลางคืนคลุมโม่เหออีกครั้งไฟในหมู่บ้านเหลือเพียงห้าจุดตรงแกนค่ายกลบนภูเขามีกองไฟนับร้อยล้อมอยู่เหมือนหมู่ดาวสีเลือด
เขาเดินผ่านเรือนที่ซ่อมแล้ว ผ่านถังน้ำซึ่งย้ายเข้าที่กำบังผ่านแนวกั้นจากประตูเก่า ทุกสิ่งที่เขาเสียเวลาทำอยู่ตรงหน้าและทุกสิ่งอาจกลายเป็นเถ้าถ่านในวันรุ่งขึ้น
เด็ก ๆ หลับอยู่ในเรือนกลางตุ๊กตาหิมะทั้งห้ายังเฝ้านอกหน้าต่าง ตัวหนึ่งล้มเพราะลมเยี่ยซิงเหอเดินไปตั้งมันขึ้นแล้วเสริมหิมะตรงฐาน
จากสันเขา เสียงหัวเราะของทหารศัตรูลอยมาแผ่วเบา
เขานั่งลงข้างตุ๊กตา มองมือของตน
มือนี้ถือกระบี่ได้
มือนี้เปิดประตูหนีได้
และไม่มีผู้ใด รวมทั้งผู้เฒ่าโม่จะยอมตอบว่าทางใดถูกแทนเขาอีกแล้ว
ก่อนเที่ยงคืน เสียงฝีเท้าเวรยามผ่านไปเป็นช่วง ไม่มีการโจมตีมีเพียงหมุดกระดูกสองสามดอกถูกยิงมาทดลองแนว และถูกทรายกลบก่อนทำลายค่ายกล
ความสงบดำเนินต่อไปอย่างโหดร้าย
เยี่ยซิงเหอไม่ได้ฝึก ไม่เปิดเนตร และไม่แตะกระบี่เขาปล่อยให้ร่างพักตามที่ควรพัก แต่จิตใจกลับเดินผ่านทุกทางเลือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ประตูสวรรค์
พิกัดนอกแดนมนุษย์
ความจริงของบิดามารดา
กองทัพหนึ่งพันคน
ผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งรอดจากพิษ
หญิงแก่กับหลังคาซึ่งเพิ่งซ่อม
เด็กสามคนที่สร้างทหารจากหิมะ
แต่ละสิ่งดึงเขาไปคนละทิศ
ใกล้รุ่ง ผู้เฒ่าโม่ออกมายืนหน้าประตูเรือน เขาไม่เรียกเพียงวางกุญแจเหล็กไว้บนธรณี แล้วหันกลับเข้าไป
เยี่ยซิงเหอมองกุญแจนั้นจากอีกฟากลาน
แสงแรกยังไม่แตะยอดสน แต่ความมืดเริ่มบางลงแล้ว
เวลาของความสงบเหลือไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
เสียงผู้เฒ่าโม่ดังลอดประตูออกมา สงบและหนักแน่น
“พรุ่งนี้เจ้าต้องเลือก”