บทที่ 35: สถาปัตยกรรมฉุกเฉิน และเอลฟ์แห่งป่าทอไหม

ความเงียบงันที่เข้าปกคลุมบริเวณหน้าผาหินทางตันนั้นหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่ถ่วงอยู่กลางอากาศกลุ่มเอลฟ์ผู้ลี้ภัยทั้งสิบชีวิตยังคงเบิกตากว้างจ้องมองร่างของเด็กชายมนุษย์วัยสิบสองปีที่เพิ่งก้าวออกมาจากเงามืดสติปัญญาและสามัญสำนึกที่พวกเขาเคยเรียนรู้มาตลอดชีวิตกำลังถูกบดขยี้อย่างรุนแรง
ผู้นำของฝูงสัตว์อสูรระดับสูง... หมียักษ์ที่ตบหมาป่าทมิฬจนปลิวตุ่นที่สร้างหลุมยุบพริบตาเดียว กระต่ายที่ใช้เวทพฤกษาพันธนาการศัตรูและจิ้งจอกที่พ่นไฟได้... ทั้งหมดนี้ล้วนหมอบกราบและรอรับคำสั่งจากเด็กมนุษย์ตัวกะเปี๊ยกที่สวมเสื้อผ้าทอหยาบๆขาดรุ่งริ่งคนนี้เนี่ยนะ!?
เอลฟ์ชายวัยกลางคนผู้เป็นผู้นำกลุ่มกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากขาทั้งสองข้างของเขาสั่นเทา เขาพยายามรวบรวมความกล้าเพื่อเอื้อนเอ่ยคำพูด"ท... ท่านคือ... จอมเวทจำแลงกายงั้นรึ? หรือว่าเป็นเทพบิดรที่จำแลงมาโปรดพวกเรา..."
อีไลอัสถอนหายใจยาว เขายกมือกอดอกพลางส่ายหัวเบาๆ"ฉันไม่ใช่จอมเวท และก็ไม่ใช่เทพเจ้าที่ไหนทั้งนั้น ฉันเป็นแค่...ผู้ใหญ่บ้าน"
ทว่า ก่อนที่บทสนทนาและมวลความตื่นตะลึงจะได้ดำเนินต่อไปสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตก็ดังก้องขึ้นในโสตประสาทของสถาปนิกน้อย!
“เจ้านายครับ!! แย่แล้ว!!พายุเวทมนตร์มันเปลี่ยนทิศทางและเร่งความเร็วขึ้น!มวลเมฆสีม่วงดำกำลังกลืนกินป่าชั้นกลางมาทางพิกัดที่พวกเจ้านายอยู่แล้วครับ!ไม่เกินห้านาทีมันจะพัดถล่มตรงนั้นแน่!!”
เสียงของไพเพอร์ นกอสูรโดรนสำรวจเวหาที่บินอยู่เหนือชั้นเมฆรายงานสถานการณ์ผ่านสายใยพันธสัญญา ด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด
อีไลอัสเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบนทันทีแสงอาทิตย์ยามสายที่เคยสาดส่องบัดนี้ถูกกลืนกินด้วยมวลเมฆสีดำทะมึนที่ม้วนตัวบิดเกลียวราวกับเกลียวคลื่นในมหาสมุทรเสียงฟ้าร้องครืนครั่นดังกึกก้อง แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนจากแรงลมกระโชกที่พัดยอดไม้จนเอนลู่สายลมนั้นหอบเอากลิ่นอายของความชื้น ดินโคลนและความบ้าคลั่งของมานาที่ปั่นป่วนมาเตะจมูก
"บ้าชะมัด! อัตราเร็วลมระดับนี้... น่าจะเกิน 100กิโลเมตรต่อชั่วโมง!" สมองของอดีตสถาปนิกวัยสามสิบห้าปีคำนวณสถานการณ์อย่างบ้าคลั่ง
เขามองกลับไปยังกลุ่มเอลฟ์ที่ยืนตัวสั่นงันงกบาดแผลและอาการขาดสารอาหารทำให้พวกเขาสิ้นเรี่ยวแรง แม้แต่จะก้าวเดินยังยากลำบากไม่ต้องพูดถึงการวิ่งมาราธอนฝ่าป่าชั้นกลางกลับไปยังหมู่บ้านเฮเซลบรุคที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร
"ระยะทางกลับหมู่บ้าน...กับความเร็วในการเคลื่อนที่ของกลุ่มผู้อพยพ ... คำนวณยังไงก็ไม่ทัน!"อีไลอัสกัดฟันกรอด "ถ้าดันทุรังพากันเดินกลับโดนพายุพัดปลิวไปติดยอดไม้ตายหมู่ทั้งคนทั้งเอลฟ์แน่!"
ในโลกของการก่อสร้างเมื่อเผชิญหน้ากับภัยพิบัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กฎเหล็กข้อแรกคือ... การสร้างหลุมหลบภัยฉุกเฉิน!
"ทีมงานเฮเซลบรุค! เปลี่ยนแผน!ยกเลิกการถอนกำลัง! เราจะตั้งรับพายุลูกนี้กันตรงนี้แหละ!" อีไลอัสตะโกนแข่งกับเสียงลมที่เริ่มกรรโชกแรง"ดัสตี้! เลิกสนใจหลุมยุบ รีบเคลียร์พื้นที่หน้าผาหินตรงนี้ให้เรียบที่สุด!บาร์นีย์! หน้าที่ของแกคือไปหักกิ่งไม้โอ๊กหรือไม้เนื้อแข็งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่แกจะหาได้มาให้ฉันเอาความยาวประมาณสี่ถึงห้าเมตร จำนวนไม่ต่ำกว่าสิบกิ่ง! ด่วนที่สุด!"
สัตว์อสูรรับคำสั่งและแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่อย่างรู้ใจกลุ่มเอลฟ์ได้แต่มองซ้ายมองขวาด้วยความสับสน
"ท... ท่านผู้ใหญ่บ้าน...ท่านจะให้พวกเราทำสิ่งใด? พวกเราไม่มีมานาเหลือพอจะกางบาเรียเวทมนตร์ต้านพายุแล้วนะท่าน!"เอลฟ์ผู้นำร้องถามด้วยความสิ้นหวัง
"ใครบอกให้กางบาเรีย? เวทมนตร์มันต้านความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละสิ่งที่จะปกป้องพวกเราได้คือ 'โครงสร้าง' และ 'หลักอากาศพลศาสตร์ ' ต่างหาก!"อีไลอัสตอบกลับอย่างฉะฉาน
โครม! แครก!
เวลาผ่านไปเพียงสองนาทีบาร์นีย์ก็วิ่งกลับมาพร้อมกับหอบกิ่งไม้โอ๊กท่อนเขื่องนับสิบกิ่งไว้ในอ้อมแขนหมียักษ์ทิ้งท่อนไม้ลงบนพื้นดินที่ดัสตี้เพิ่งจะเกลี่ยจนเรียบเนียนเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดย่อม
"เอาล่ะ ดูให้ดีนะพวกมนุษย์หูแหลมนี่คือวิชาสถาปัตยกรรมเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐาน"
อีไลอัสเดินเข้าไปใกล้กองท่อนไม้ เขาไม่ได้สั่งให้ใครช่วยยกแต่เขายื่นมือเล็กๆ ทั้งสองข้างออกไปเบื้องหน้าแล้วเรียกใช้งานสกิลสุดโกงประจำตัวทันที!
"[สถาปนิกแห่งพงไพร ]!"
วูบ!
แสงสีทองสว่างจ้าเรืองรองขึ้นที่ปลายนิ้วของเด็กชายมันสว่างไสวยิ่งกว่าแสงไฟใดๆ ที่พวกเอลฟ์เคยพานพบทันทีที่ปลายนิ้วสีทองสัมผัสลงบนเนื้อไม้ปรากฏการณ์ที่ฝืนกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ก็อุบัติขึ้นต่อหน้าต่อตากลุ่มผู้อพยพเป็นครั้งแรก!
ท่อนไม้เนื้อแข็งที่หนักอึ้งและหยาบกระด้างลอยตัวขึ้นจากพื้นดินราวกับไร้น้ำหนักภายใต้การควบคุมของอีไลอัส!สถาปนิกน้อยไม่ได้นำมันมาตั้งเป็นเสาสี่เหลี่ยมหรือทำเป็นเพิงหมาแหงนแต่เขาบังคับให้ท่อนไม้สองท่อน ‘เอนเข้าหากันและประกบที่ปลายยอด’ ทำมุมประมาณ 60 องศา เกิดเป็นรูปทรง ‘สามเหลี่ยมหน้าจั่ว’ ขนาดยักษ์!
เมื่อท่อนไม้สัมผัสกัน แสงสีทองก็วาบขึ้นบริเวณรอยต่อเส้นใยเซลลูโลสของไม้ทั้งสองท่อนหลอมรวมและถักทอเข้าด้วยกันระดับโมเลกุลกลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ ไม่มีตะปู ไม่มีเชือกมัดแต่มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กเชื่อม!
"บาร์นีย์! ส่งท่อนต่อไปมา!" สายลมเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหวีดหวิวที่บาดหูใบไม้และเศษกิ่งไม้ถูกยกตัวลอยขึ้นจากพื้น… เวลาที่เขามีเหลืออยู่ไม่ถึงสามนาที
อีไลอัสสร้างโครงสามเหลี่ยมแบบเดียวกันเรียงต่อกันไปด้านหลังลึกเข้าไปชิดกับกำแพงหน้าผาหิน จากนั้นเขาก็นำท่อนไม้อีกท่อนมาพาดขวางบริเวณยอดจั่วเป็น‘คานหลังคา’ เชื่อมโครงสามเหลี่ยมทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นโครงสร้างเดียวภายในเวลาไม่ถึงสามนาที โครงไม้รูปทรงเต็นท์ขนาดยักษ์ก็ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
"เต็นท์ฉุกเฉินทรงเอ โครงสร้างพื้นฐานเสร็จสมบูรณ์!" อีไลอัสตะโกนแข่งกับเสียงฟ้าร้องที่ดังใกล้เข้ามาทุกที
"มันเป็นแค่เพิงไม้! มันจะต้านพายุได้ยังไง!"เอลฟ์วัยรุ่นคนหนึ่งตะโกนขึ้น
เอลฟ์ผู้นำเบิกตากว้าง "ท... ทรงสามเหลี่ยม? ทำไมท่านไม่สร้างกำแพงสี่เหลี่ยมล่ะ?แบบนี้มันจะไปหลบฝนได้กี่คนกัน! พื้นที่ด้านข้างก็เสียเปล่าหมด!"
"นี่แหละคือความไม่รู้ของคนที่ไม่ได้เรียนวิศวกรรมอาคารมา!"อีไลอัสหันไปยิ้มกริ่ม "รูปทรงสี่เหลี่ยมคือหายนะเมื่อต้องเจอกับพายุลมแรง!กำแพงแนวตั้งฉาก จะทำหน้าที่เป็นเหมือน 'ใบเรือ' ที่ปะทะกับแรงลม เข้าเต็มๆ และพังครืนลงมาอย่างง่ายดาย! แต่โครงสร้างA-Frame หรือทรงสามเหลี่ยมนี้..."
เด็กชายชี้ไปที่หลังคาที่ลาดเอียงลงมาจรดพื้นดิน
"...มันคือสุดยอดของความเสถียร! ผนังที่ลาดเอียงจะทำหน้าที่ลู่ลม บังคับให้กระแสลมพายุที่พัดมาปะทะต้องไหลข้ามผ่านหลังคาไปด้านบน แทนที่จะปะทะตรงๆยิ่งลมพัดแรงเท่าไหร่ แรงกดอากาศจะยิ่งกดให้โครงสร้างเต็นท์นี้แนบสนิทติดพื้นดินแน่นขึ้นเท่านั้น!และความลาดชันของมันจะทำให้น้ำฝนมหาศาลระบายทิ้งลงพื้นทันทีโดยไม่มีการขังจนหลังคาถล่ม!"
คำอธิบายที่เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคแปลกประหลาดทำเอาพวกเอลฟ์อ้าปากค้าง พวกเขาไม่เข้าใจคำว่า 'ลู่ลม' หรือ 'แรงกดอากาศ' แต่พวกเขาเข้าใจภาพตรงหน้าที่เด็กคนนี้สร้างโครงสร้างขนาดใหญ่เสร็จภายในพริบตา
"เดซี่!ฟินน์! ต้องการวัสดุมุงหลังคาด่วนที่สุด! ลากกิ่งไม้ที่มีใบหนาทึบหรือกอเฟิร์นยักษ์แถวนี้มาให้หมด!"
กระต่ายอสูรและจิ้งจอกน้อยวิ่งวุ่นคาบกิ่งไม้และกอเฟิร์นมากองรวมกันอีไลอัสใช้พลังของ [สถาปนิกแห่งพงไพร] ลากผ่านใบไม้เหล่านั้นเวทมนตร์สั่งการให้เส้นใยของใบไม้ประสานและซ้อนทับกันอย่างหนาแน่นราวกับเกล็ดปลาเขามุงหลังคาทั้งสองข้างของ A-Frame จนทึบสนิทปิดกั้นทางเข้าด้านหน้าเหลือเพียงช่องเล็กๆ สำหรับมุดตัว และใช้กำแพงหน้าผาหินเป็นผนังปิดตายด้านหลัง
เปรี้ยงงงง!!!ซ่าาาาาาา!!!
ราวกับสวรรค์รอคอยให้การบรรยายวิชาสถาปัตยกรรมจบลงทันทีที่ใบไม้ก้านสุดท้ายถูกเชื่อมติดพายุเวทมนตร์ก็พัดถล่มเข้าใส่บริเวณหน้าผาหินอย่างบ้าคลั่ง!เม็ดฝนขนาดใหญ่เทกระหน่ำลงมาราวกับเขื่อนแตก ลมกรรโชกแรงหอบเอาเศษกิ่งไม้และก้อนหินปลิวว่อนไปทั่ว
"เข้าไปข้างในเร็วเข้า!ทุกคน!" อีไลอัสตะโกนสั่ง
กลุ่มเอลฟ์และเหล่าสัตว์อสูรรีบมุดตัวเข้าไปในเต็นท์ทรงเอ อย่างทุลักทุเลบาร์นีย์ต้องคลานต่ำเข้าไปเป็นตัวสุดท้ายและใช้อุ้งเท้าหลังของมันปิดกั้นช่องทางเข้าไว้เพื่อกันลม
ภายในเต็นท์ฉุกเฉินนั้นมืดมิดและแคบกว่าบ้านหินของพวกเขาแต่ทว่า... มันกลับ ปลอดภัยและแห้งสนิทร้อยเปอร์เซ็นต์!
เสียงพายุที่คำรามอยู่ด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหวลมพายุพุ่งปะทะเข้ากับโครงสร้างอย่างรุนแรงแต่เต็นท์ทรงเอกลับไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย!
ผนังที่ลาดเอียงทำหน้าที่ลู่ลมพายุให้ข้ามผ่านไปตามที่อีไลอัสคำนวณไว้เป๊ะน้ำฝนปริมาณมหาศาลไหลบ่าลงมาตามใบเฟิร์นที่สานกันอย่างแน่นหนาทิ้งตัวลงสู่พื้นดินโดยไม่มีหยดน้ำรั่วซึมเข้ามาภายในได้เลย
"ฟินน์...จุดไฟหน่อย ฉันหนาวจะแย่แล้ว" อีไลอัสลูบแขนตัวเองที่สวมเพียงเสื้อผ้ากระสอบหยาบๆ
"โฮ่ง!จัดให้!"
ฟินน์จิ้งจอกอสูรพ่นประกายไฟเล็กๆ ออกมาจากปากจุดเศษไม้แห้งที่ดัสตี้แอบขุดโกยมาตุนไว้ตรงกลางเต็นท์ให้ลุกโชนขึ้น แสงสว่างสีส้มอมแดงและความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วพื้นที่แคบๆไล่ต้อนความหนาวเหน็บและความหวาดกลัวออกไปจากจิตใจของผู้ลี้ภัย ภายนอกคือเสียงพายุที่เหมือนโลกกำลังแตกสลาย แต่ภายใน… มีเพียงเสียงไฟแตกปะทุเบา ๆ
กลุ่มเอลฟ์สายช่างทอนั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงกอยู่รอบกองไฟพวกเขามองดูโครงสร้างไม้เหนือศีรษะสลับกับมองหน้าเด็กชายมนุษย์ผู้สร้างปาฏิหาริย์นี้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและเลื่อมใสยิ่งกว่าเดิมน้ำตาแห่งความโล่งใจไหลรินลงมาอาบแก้มที่เปื้อนโคลน
"รอดแล้ว...พวกเรารอดตายแล้ว..." เอลฟ์หญิงคนหนึ่งสะอื้นไห้ กอดลูกน้อยของเธอไว้แน่น
เวลาผ่านไปกว่าชั่วโมงพายุเวทมนตร์ด้านนอกก็เริ่มอ่อนกำลังลง เสียงฟ้าร้องค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงเสียงฝนตกปรอยๆ บรรยากาศภายในเต็นท์ A-Frame ผ่อนคลายลงมาก
อีไลอัสที่นั่งผิงไฟจนตัวอุ่นแล้วหันไปพิจารณากลุ่มผู้อพยพอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
"เอาล่ะในเมื่อเรารอดตายกันมาได้แล้ว... พวกนายเป็นใครมาจากไหน? ทำไมถึงมาอยู่ในสภาพร่อแร่กลางป่าชั้นกลางที่มีหมาป่าทมิฬเพ่นพ่านได้?"สถาปนิกน้อยเปิดประเด็น
เอลฟ์ผู้นำกลุ่มขยับตัวลุกขึ้นนั่งคุกเข่า ก่อนจะค้อมศีรษะลงจรดพื้นดินเพื่อแสดงความเคารพสูงสุด
"ข้ามีนามว่า'เอลดริน' ผู้นำของกลุ่มเอลฟ์สายช่างทอ ขอรับท่านผู้มีพระคุณ..."เอลดรินเอลฟ์วัยกลางคนที่รู)ร่างหน้าตายังดูสง่างามตามลักษณะเอลฟ์เริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง"หมู่บ้านเดิมของพวกเราตั้งอยู่ลึกเข้าไปทางเหนือ... แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุการณ์ 'ไฟป่าเวทมนตร์' ปะทุขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุเปลวเพลิงนั้นกลืนกินทุกสิ่งทำลายบ้านเรือนและแปลงฝ้ายเวทมนตร์ของเราจนหมดสิ้น..."
เอลดรินถอนหายใจยาว"พวกเราเอลฟ์สายช่างทอ มีความเชี่ยวชาญเพียงการปลูกฝ้าย ทอผ้าไหมพฤกษา และหาของป่าประทังชีวิต...แต่ในเรื่องของการต่อสู้ การก่อสร้างอาคารที่แข็งแรงหรือการเอาชีวิตรอดในสภาวะวิกฤต พวกเรานั้นไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิง ... เมื่อไร้บ้านพวกเราจึงต้องระหกระเหินหนีตาย ฝ่าดงสัตว์อสูรและพายุมาจนถึงที่นี่..."
คำว่า 'ทอผ้าไหมพฤกษา' และ 'ไร้ความสามารถด้านการก่อสร้าง' ดังก้องกังวานในหัวของอดีตสถาปนิกผู้บริหารจัดการเมือง!
อีไลอัสก้มลงมองเสื้อผ้าที่ตัวเองสวมใส่อยู่มันคือชุดผ้าทอกระสอบสีตุ่นๆ ที่เขาใส่มาตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกนี้เนื้อผ้าที่หยาบกระด้างเสียดสีกับผิวหนังที่บอบบางของสรีระเด็กสิบสองขวบจนเกิดรอยผื่นแดงและคันคะเยอมาตลอดหลายสัปดาห์มันคือหนึ่งใน 'ความทุกข์ทรมาน 'ที่ใหญ่ที่สุดในการใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเขา!
เขาเงยหน้าขึ้นมองเสื้อผ้าของพวกเอลฟ์แม้ในตอนนี้มันจะขาดวิ่น เปรอะเปื้อนโคลน และมีรอยไหม้...แต่ด้วยสายตาของช่างสังเกต เขามองเห็นเส้นใยที่ถูกถักทออย่างประณีตบรรจงความเงางามของไหมเวทมนตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้คราบสกปรกมันต้องนุ่มละมุนและเบาสบายราวกับขนนกอย่างแน่นอน!
รอยยิ้มของการเจรจาธุรกิจ ผุดขึ้นบนมุมปากของสถาปนิกตัวน้อยทันทีระบบเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยน กำลังจะเริ่มทำงาน!
"เอลดริน..."อีไลอัสเอนหลังพิงร่างนุ่มๆ ของบาร์นีย์ ประสานมือไว้บนตัก"พวกนายสูญเสียบ้านและสร้างบ้านใหม่ที่แข็งแรงรับมือกับพายุหรือสัตว์อสูรไม่เป็นใช่ไหมล่ะ?"
เอลดรินพยักหน้าเศร้าๆ"ขอรับ... หากสิ้นพายุนี้ พวกเราก็คงไม่รู้จะร่อนเร่ไปที่ใด..."
"ถ้าอย่างนั้นฉันมีข้อเสนอ ให้พวกนายพิจารณา"
อีไลอัสกวาดสายตามองเอลฟ์ทุกคนด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและอำนาจ
"ฉันคือผู้ก่อตั้งและผู้ใหญ่บ้านแห่ง'รัฐอิสระเฮเซลบรุค' หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่...ที่นั่น เรามีกำแพงหินที่ต้านทานพายุได้ทุกรูปแบบ มีเตาผิงที่อบอุ่นตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงมีระบบประปาน้ำสะอาด มีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ และที่สำคัญที่สุด... เรามี 'ห้องเก็บเสบียงใต้ดิน' ที่เต็มไปด้วยผักกาดขาวและมันเทศป่าจำนวนมหาศาลที่กินได้ไปจนหมดฤดูหนาว"
พวกเอลฟ์เบิกตากว้างอ้าปากค้างกับสวัสดิการที่ฟังดูเกินจริงราวกับสรวงสวรรค์
เอลดรินนิ่งเงียบไปชั่วครู่ดวงตาเขาสั่นไหว… การฝากชีวิตทั้งหมดไว้กับมนุษย์เด็กคนหนึ่งมันคือการเดิมพันครั้งสุดท้าย
"ถ้าพวกนายยินยอมอพยพมาตั้งรกรากเป็นพลเมืองของหมู่บ้านฉัน ฉันจะรับประกันความปลอดภัย อาหารและจะสร้าง 'บ้าน' ที่แข็งแกร่งและอยู่อย่างสุขสบายที่สุดให้พวกนายเอง!"
"ท...ทรงเมตตายิ่งนัก! สิ่งที่ท่านพูดมามันคือดินแดนในฝันชัดๆ!" เอลดรินน้ำตาปริ่ม"แต่... พวกเราเป็นเพียงผู้อพยพที่สิ้นเนื้อประดาตัวพวกเราจะเอาสิ่งใดไปตอบแทนสวัสดิการอันยิ่งใหญ่ที่ท่านมอบให้ได้ล่ะขอรับ?"
อีไลอัสยิ้มกว้างจนตาหยีเขาชี้นิ้วมาที่เสื้อผ้ากระสอบอันแสนน่ารำคาญของตัวเอง
"เรียบง่ายมาก...ฉันให้ที่พักพิงและความมั่นคงทางอาหารแก่พวกนาย ส่วนพวกนาย...ต้องใช้ทักษะช่างทอของพวกนาย จัดการทอเสื้อผ้าผ้าไหมพฤกษาชั้นดี ที่นุ่มสบายที่สุดระบายอากาศเยี่ยมที่สุด มาให้ฉันและใช้เป็นสินค้าของหมู่บ้านเป็นการตอบแทน...ระบบแลกเปลี่ยนแรงงาน แฟร์ๆ ดีไหม?"
ข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาและเปี่ยมไปด้วยความหวังทำเอาเอลดรินและกลุ่มเอลฟ์ช่างทอถึงกับปล่อยโฮออกมาด้วยความตื้นตันใจอย่างหาที่สุดไม่ได้พวกเขาพร้อมใจกันคุกเข่าและหมอบกราบอีไลอัสด้วยความสมัครใจ
"ตกลงขอรับ!พวกเราชาวเอลฟ์สายช่างทอ ขอมอบแรงกาย แรงใจ และทักษะทั้งหมดที่เรามีเพื่อแลกกับการได้มี ‘บ้าน’อีกครั้ง!"
ทันทีที่คำกล่าวนั้นจบลงอีไลอัสรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แรงกดดันไม่ใช่เวทมนตร์ที่บังคับ แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่เชื่อมโยง “พื้นที่แห่งนี้” เข้ากับคนตรงหน้าเหมือนกับครั้งก่อนๆ ที่เขาเคยสัมผัส
[ ข้อมูลระบบ:ตรวจพบความสมัครใจของผู้ขออาศัย ]
[ เงื่อนไขครบถ้วน อนุมัติการเข้าร่วมอาณาเขต ]
ความรู้สึกอบอุ่นแผ่วเบาแผ่ซ่านขึ้นจากพื้นดินก่อนจะค่อยๆ จางหายไปอย่างเงียบงันไม่มีแสง ไม่มีพิธีการแต่ทุกคนในที่นั้น รู้สึกได้ตรงกันว่าพวกเขาไม่ได้เป็น“คนนอก”อีกต่อไปแล้วท่ามกลางพายุฝนที่ยังคงโปรยปรายอยู่ภายนอกเต็นท์ทรงเอ
สัญญาจ้างงานฉบับแรกแห่งประวัติศาสตร์เฮเซลบรุค จึงเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์อีไลอัสลอบยิ้มด้วยความฟินขั้นสุด"ในที่สุด... ฉันก็จะได้ถอดไอ้ชุดกระสอบคันๆ นี่ทิ้ง และได้ใส่ชุดนอนนุ่มๆสไตล์สโลว์ไลฟ์วีไอพีสักที!"
กงล้อแห่งการขยายเมืองได้เริ่มหมุนอย่างเต็มกำลังแล้วพลเมืองมนุษย์หนึ่งคน สัตว์อสูรสี่เผ่าพันธุ์ และบัดนี้...ผู้อพยพเอลฟ์ช่างทออีกสิบชีวิต และในค่ำคืนที่พายุโหมกระหน่ำ เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้… ได้กลายเป็น “ที่เริ่มต้นของสังคม” อย่างแท้จริง
[ข้อมูลระบบ: รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค ]
[ สถานะผู้ใหญ่บ้าน ]
สถาปนิกผู้ก่อตั้ง:อีไลอัส บรุค (1 ชีวิต)
คลาส: ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข เลเวลตัวละคร: Lv.10
[ รายงานประชากรรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค:รวม 71 ชีวิต ]กลุ่มผู้อพยพใหม่ : (10 ชีวิต)
เอลดรินและกลุ่มเอลฟ์สายช่างทอ - แผนกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม