ตำรวจรีบจับตัวอนาวิลให้นอนหงายแล้วจัดแจงปฐมพยาบาล“เฮ้ๆ ใครมียาดมมั่ง?”
“เอ้าๆ”ตำรวจคนหนึ่งรีบส่งยาดมให้ ตำรวจรับมาพลางเอายาดมยื่นไปอังจมูก “คุณๆ”
ชาติชายมองพลางเบะปากอย่างดูถูกแวบหนึ่ง‘เฮอะ! ไอ้ปวกเปียกเอ้ยแค่นี้ก็เป็ลมแล้ว’
เขารีบปรับสีหน้าทำท่าทางเป็ห่วงเป็ใย“เฮ้ วิลๆ”
“วิลๆตื่นซิ วิลๆ...” ิญญามธุรินร้องเรียกอยู่ข้างกายน้องชายฝาแฝดอย่างเป็ห่วงเธอพยายามเขย่าตัวน้องแต่มือเธอก็ทะลุร่างเขาไป เธอไม่อาจแตะต้องตัวเขาได้เลย“วิลๆ วิล ตื่นซิวิล อย่าเป็อะไรไปนะวิล วิลลลล---”
ในความมืดมิด อนาวิลยืนงุนงงอยู่ในความมืดที่ไร้แสงใดๆ เขามองไปรอบๆ ตัวอย่างงุนงง“หือ?”
“ที่นี่ที่ไหน?”เขามองฝ่าความมืดไป แต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดเลย ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเขามืดไปหมดทำให้เขาไม่กล้าเดินเพราะกลัวว่าจะเดินไปชนอะไรเข้า เขายื่นมือออกไปคลำๆในความมืดราวกับคนตาบอด เมื่อคลำๆ ไม่โดนสิ่งใดเลย เขาจึงค่อยๆก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว...ทีละก้าว ราวกับคนตาบอด “ไฟดับเหรอ?เฮ้...มีใครอยู่บ้าง...”
เขาล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์แต่ในกระเป๋าเขาไม่มีโทรศัทพ์ “เอ๋? หายไปไหนอ่ะ?”
เขาตบๆไปตามกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง รวมถึงกระเป๋าหลังก็ไม่เจอโทรศัพท์“เอ๋? ทำตกไว้ไหนเนี่ย?”
เขาก้มมองแต่ว่ารอบตัวมืดไปหมด มืดจนเขาไม่เห็นแม้แต่พื้นเห็นแค่เท้าตัวเองที่ยืนอยู่ในความมืดมิด เขาเงยหน้ามองฝ่าความมืดอีกครั้งหูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะได้ยินเสียงเรียกแว่วมา “วิ---”
เขามองไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียงแต่ก็มองไม่เห็นอะไรอยู่ดี เห็นแต่ความมืดมิดเช่นเดิม พลัน ตรงที่ไกลๆเขาเห็นแสงรางๆ ตรงนั้นคล้ายกับจะเป็ตึก หน้าตึกมีซุ้มดอกไม้สีแดงกิ่งก้านดอกไม้สีแดงขยับไหวราวกับมีชีวิต ทำให้เขาชะงักงัน “หือ?”
เขามองเลยซุ้มดอกไม้สีแดงไปเห็นกระจกใส หลังกระจกใสมีภาพแขวนเต็มไปหมด คล้ายกับร้านแกลลอรี่เขามองเลยขึ้นไปเห็นป้ายร้าน ‘Dream Gallery*’ เขาละสายตาจากป้ายร้านมองเข้าไปในร้านอีกครั้งเขาเห็นในร้านมีคนนั่งอยู่ 2 คน คนหนึ่งเป็ผู้ชาย นั่งหันหลัง อีกคนเป็ผู้หญิงกำลังก้มหน้าจิ้มๆ โทรศัพท์ ทำให้เขารู้สึกดีใจรีบก้าวเท้าไปทันทีที่เห็นคนจนเขาลืมคิดถึงซุ้มดอกไม้สีแดงสดที่ขยับไหวอยู่หน้าร้านๆ นั้น
(ร้านDream Gallery จากเื่ Dream Gallery ค่ะ)
เขาก้าวเดินไปแต่ร้านๆ นั้นก็อยู่ไกลเหลือเกิน เขาเดินจนเหนื่อยก็ยังเห็นร้านๆนั้นอยู่ไกลลิบเช่นเดิม เพียงแต่เขาเห็นคนในร้านขยับเคลื่อนไหวผู้ชายที่นั่งหันหลังลุกขึ้นแล้วเดินไปทางหนึ่ง คล้ายกับเป็เคาน์เตอร์ชายคนนั้นเปิดตู้เย็นหยิบขนมเค้กออกมาใส่จาน 2 ชิ้นแล้วถือกลับไปวางตรงหน้าผู้หญิงที่กำลังจิ้มๆโทรศัพท์ “อ่ะคุณ”
“อืม”ผู้หญิงที่จิ้มๆ โทรศัพท์อยู่หยุดจิ้ม เงยหน้าขึ้นมายิ้ม “ขอบคุณค่ะ”
อนาวิลตกตะลึงงันไป“โอ...”
เพราะผู้หญิงคนนั้นมีใบหน้าสวยมากสวยเหมือนดาราเลยทีเดียว ไม่ซิ สวยกว่าดาราซะอีก ขณะที่เขาตกตะลึงอยู่นั้น จู่ๆก็ได้ยินเสียงเรียก “คุณๆ ฟื้นซิ คุณๆ”
เขารู้สึกเหมือนแก้มถูกตบเบาๆรู้สึกเหมือนมีมือจับๆ แขนเขาไว้ เขารู้สึกเหมือนตัวถูกดึงไปข้างหลังวูบ---
“คุณๆเฮ้...คุณๆ”
“พาส่งโรงพยาบาลเหอะ”
“อืมๆ”
“อ่ะ! ลืมตาแล้ว”
“เฮ้อ...”
อนาวิลลืมตาขึ้นมาเขาเห็นหน้าคนหลายคนรุมล้อมเขาเต็มไปหมด เขากะพริบตาปริบๆ
“คุณเป็ไงมั่ง?”กู้ภัยคนหนึ่งถาม อนาวิลกะพริบตาอีกแล้วตอบ “มะ...หนาว...”
เขาตัวสั่นๆทันที รู้สึกหนาวมาก หนาวจนฟันกระทบกันกึกๆ กู้ภัยจึงหันไปะโ “เฮ้ขอผ้าห่มผืนนึง”
“ฮะพี่”
ครู่ต่อมา ผ้าห่มผืนหนึ่งก็คลุมลงบนตัวอนาวิล กู้ภัยถาม “ลุกไหวไหม?”
อนาวิลขยับลุกท่ามกลางมือหลายมือช่วยประคองเขาลุกขึ้น
“เวียนหัวไหม?”กู้ภัยถามอีก อนาวิลรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย เขาจึงพยักหน้า ตำรวจจึงบอก “ส่งโรงพยาบาลดีกว่างั้นน้องพาไปส่งที เดี๋ยวพี่ยังต้องเก็บหลักฐานอีก”
“ฮะพี่หมวด”กู้ภัยรับคำ จากนั้นก็พยุงอนาวิลไปขึ้นรถกู้ภัย อนาวิลเดินไปที่รถอย่างมึนงงคล้ายกับยังไม่ได้สติดีๆ มือเขาจับผ้าห่มแน่นมากรู้สึกหนาวอย่างกับอยู่ในตู้เย็นยังไงอย่างงั้น
“วิล”ิญญามธุรินวิ่งตามไป อนาวิลขึ้นรถกู้ภัย จากนั้นรถกู้ภัยก็ขับออกไปิญญามธุรินขึ้นรถไปด้วย แต่เมื่อรถขับพ้นรั้วบ้านไปิญญามธุรินก็เด้งออกมาจากรถ ผึง! “อ้า!”
เธอออกจากบ้านไปไม่ได้เธอติดอยู่ในบ้านหลังนี้มาหลายวันแล้ว หลายวันก่อนเธอพยายามที่จะออกไปแต่เธอก็ออกไปไม่ได้ ทุกครั้งที่เธอพยายามทะลุประตูรั้วออกไป เธอทะลุออกไปไม่ได้เหมือนว่ามีประตูขวางเธอเอาไว้ ทั้งๆ ที่ภายในบ้านเธอทะลุผนังทะลุประตูเดินไปเดินมาในบ้านได้ทั้งหมดแต่พอเธอจะออกไปนอกบ้านเธอกลับออกไปไม่ได้เลย
“เอ่อ...คุณคือ?”ตำรวจถามชาติชาย ชาติชายจึงตอบ “ผมเป็เ้าของบ้านนี้ครับ”
“อ่อ...งั้นผมขอสอบถามเลยนะครับ”ตำรวจบอกพลางผายมือ “เชิญทางนี้ครับ”
“ครับๆ”ชาติชายพยักหน้า เดินตามตำรวจไปนั่งที่โต๊ะหิน ขณะที่เดินไปเขาก็ถามว่า“นี่เกิดอะไรขึ้นครับ? แล้วเมียผมล่ะครับ?”
เขาหันไปมองรอบๆมองหาภรรยา สีหน้าเป็กังวลแบบไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเลย ตำรวจจึงบอก“เราพบศพผู้หญิงคนนึงที่ข้างล่างนั่น”
“ห๊ะ!” ชาติชายใ ตำรวจบอกต่อ “ไม่รู้ว่าเป็ใครตอนนี้ทางเราส่งศพไปตรวจชันสูตรที่โรงพยาบาลแล้วครับ”
“ริน!” ชาติชายใ รีบวิ่งไปทันที เขาร้องเรียกเสียงดัง “ริน ริน อยู่ไหน?”
“ไอ้เลว! แกยังกล้าเรียกชื่อฉันอีกเรอะ!เลิกแสดงละครได้แล้วไอ้ชั่ว!” ิญญามธุรินะโอย่างโมโหเธอตามไปเตะต่อยชาติชาย แต่มือเท้าเธอก็ทะลุตัวเขาไป ชาติชายวิ่งไปตำรวจรีบวิ่งไปดึงแขน “เฮ้ คุณ เข้าไปไม่ได้!ผมยังเก็บหลักฐานไม่เสร็จ!”
ชาติชายชะงักกึก! หันไปถามตำรวจ “เมียผมล่ะ? เมียผมอยู่ไหน?”
“เดี๋ยวคุณตามไปที่โรงพยาบาลละกันถ้าศพนั้นเป็เมียคุณ...”
“ไม่ๆต้องไม่ใช่ริน!” ชาติชายะโขัดอย่างไม่ยอมรับฟังตำรวจก็ยืนขวางเอาไว้ไม่ให้ชาติชายเดินมั่วซั่วจนเผลอไปทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุได้เขาผายมือสีหน้าขึงขัง “เชิญคุณไปรอทางนู้นก่อนครับ”
“ไม่...ไม่...ต้องไม่ใช่ริน”ชาติชายพึมพำเหมือนได้รับความกระทบกระเทือนใจมากเกรียงศักดิ์จึงรีบเดินเข้าไปจูงเ้านาย “นายครับ”
“คุณคือ?”ตำรวจถาม เกรียงศักดิ์จึงตอบ “ผมเกรียงศักดิ์ เป็ผู้จัดการของคุณชาติครับนี่เกิดเื่อะไรเหรอครับ แล้วคุณรินล่ะครับ? รถคุณรินจอดอยู่นี่แล้วคุณรินล่ะครับ”
เขาชี้ไปที่รถเบนซ์ของมธุรินซึ่งจอดอยู่ด้านหนึ่งตำรวจมองตามแล้วหันกลับมาถาม “บ้านนี้มีใครอยู่บ้าง?”
“มีป้าแม้นกับลุงชัยเป็คนเฝ้าบ้านครับแต่ว่า่นี้ป้าแม้นกับลุงชัยลากลับขอนแก่นครับบอกว่าจะกลับมาอาทิตย์หน้าน่ะครับ” เกรียงศักดิ์บอก ตำรวจก็ถามต่อ“แล้วใครเข้าออกบ้านนี้ได้บ้างครับ?”
“ก็หลายคนอยู่ครับนอกจากป้าแม้น ลุงชัย คุณรินก็มีกุญแจบ้าน ผมก็มี คุณชวินคุณไผ่ก็มีกุญแจบ้านนี้กันทั้งนั้นถ้าจะดูว่าใครเข้าออกตอนไหนก็ดูได้จากกล้องครับ”เกรียงศักดิ์บอกพลางชี้ไปที่กล้องวงจรปิดที่ติดอยู่บนผนังตำรวจมองตามแล้วตาวาวขึ้นมา ถ้ามีกล้องก็ง่ายขึ้นหน่อย “งั้นผมขอดูภาพหน่อยครับ”
“จะดูภาพต้องติดต่อบริษัทรักษาความปลอดภัยครับเพราะผมไม่มีกุญแจห้องนั้นครับ” เกรียงศักดิ์บอก
“งั้นจะติดต่อได้ยังไง?”ตำรวจถามต่อ เกรียงศักดิ์หยิบโทรศัพท์ออกมากดดูเบอร์ “นี่ครับโทรไปแจ้งเดี๋ยวเขาก็ส่งเ้าหน้าที่มาครับ”
“อ่อ”ตำรวจดูเบอร์แล้วจดไว้ จากนั้นก็โทรไปทันที เกรียงศักดิ์มองสบตากับชาติชายแวบหนึ่งทั้งสองละสายตาจากกันรวดเร็วมากจนตำรวจไม่ทันเห็นเพราะเขามัวแต่ฟังเสียงโทรศัพท์อยู่สักพักก็ได้ยินเสียงตอบรับอัตโนมัติ เขาก็จิ้มๆตัวเลขเพื่อติดต่อเ้าหน้าที่ของบริษัท มีตำรวจอีกคนเข้ามาถามชาติชาย“คุณเป็เ้าของบ้านหลังนี้ ถ้าอย่างงั้นขอเชิญคุณไปให้ปากคำที่โรงพักดีกว่าครับเชิญครับ”
“ครับๆคุณตำรวจ ว่าแต่เมียผม...”ชาติชายทำท่าเหมือนพูดไม่ออกราวกับได้รับความะเืใจจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูกยังไงอย่างงั้นเขาเดินตามตำรวจไปท่าทางได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจจนช็อคไปเกรียงศักดิ์เดินตามอยู่ข้างๆ คอยประคับประคองเ้านายเอาไว้แสดงสีหน้าเหมือนตัวเองก็ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจเช่นกัน หนึ่งนายหนึ่งลูกน้อง ร่วมกันแสดงละครให้ตำรวจดูอย่างแเีมาก
“อย่าไปเชื่อมัน! มันนี่แหละเป็คนฆ่าฉัน!”ิญญามธุรินะโอยู่ข้างๆ ตำรวจ เธอะโจนคอแหบคอแห้งแต่ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงเธอเลย ตำรวจคนอื่นๆ รวมทั้งกู้ภัยคนอื่นๆก็ไม่ได้ยินเสียงของเธอเลยสักคน ทุกคนไม่มีใครเห็นเธอทุกคนเดินผ่านไปผ่านมาเหมือนเธอไม่มีตัวตน ทำให้เธอรู้สึกสิ้นหวังห่อเหี่ยวนั่งลงร้องไห้อยู่ตรงนั้น “ฮือๆๆๆ...”
ณโรงพยาบาล มธุรดาถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินไผ่ตงกับปิ่นโตอยู่ข้างๆ เตียง ชวินก็เดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องฉุกเฉินหมอก็ซักถามอาการคนไข้พลางตรวจอาการไปตามขั้นตอน ไผ่ตงก็ตอบหมอไป“เมียผมเป็ความดันสูงครับหมอ”
“อ่อครับๆ” หมอฟังแล้วตรวจอาการต่อ ปิ่นโตยืนอยู่ด้านข้างอย่างเป็ห่วงเป็ใยเ้านาย“คุณรดา...”
“ญาติคนไข้ติดต่อที่ห้องบัตรนะคะ”พยาบาลบอก ไผ่ตงจึงสั่ง “ปิ่นเอาบัตรประชาชนรดาไปทำประวัติไป”
“ค่ะคุณไผ่”ปิ่นโตรับคำแล้วเดินออกไป ไผ่ตงยืนมองภรรยาอย่างเป็ห่วงจิตใจเขาเซื่องซึมจนบอกไม่ถูก ศพนั้นเขายังไม่แน่ใจว่าใช่ลูกสาวตัวเองไหม แต่ความน่าจะเป็ว่าเป็ลูกสาวเขาก็มีเกินครึ่งแล้วทำให้เขารู้สึกจิตใจเศร้าหมองอย่างบอกไม่ถูก เขาพยายามทำตัวเข้มแข็งเอาไว้
เพราะถ้าเขาล้มลงไปภรรยาเขาคงแย่ยิ่งกว่านี้แน่นอน ต้องเข้มแข็ง! ต้องเข้มแข็ง!! ต้องเข้มแข็ง!!!...
ต่อมาอนาวิลก็มาถึงโรงพยาบาล เขาถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินเช่นกันไผ่ตงเห็นลูกชายเข้ามาก็รีบก้าวไปหา “วิล...”
“พ่อฮะ...”อนาวิลมองพ่อแล้วพูดไม่ออก น้ำตาคลออยู่ในดวงตาเขาจนตาแดงก่ำ “ริน...”
ไผ่ตงก็น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาทันทีเขาหันหน้าไปกล้ำกลืนน้ำตาลงไป แต่ก็มีน้ำตาไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ “อึก...”
“เอ่อ...คุณเป็ญาติกับศพที่เพิ่งถูกส่งมาใช่ไหมครับ?ถ้ายังไงขอเชิญคุณไปดูศพเพื่อยืนยันหน่อยครับ”เ้าหน้าที่ชันสูตรเดินเข้าไปหาไผ่ตง ไผ่ตงรีบเช็ดน้ำตาหันไปพยักหน้าทีหนึ่งเ้าหน้าที่ชันสูตรผายมือ “เชิญทางนี้ครับ”
ไผ่ตงหันไปบอกลูกชาย“อยู่นี่นะ เดี๋ยวพ่อมา”
“ผมไปด้วยฮะ”อนาวิลบอก แล้วเดินตามเ้าหน้าที่ไปทันที ไผ่ตงเดินตามไปอีกคนเขาหันไปมองภรรยาแวบหนึ่งซึ่งกำลังถูกหมอตรวจอาการอยู่เขามองอย่างวางใจแล้วจึงเดินตามเ้าหน้าที่ไป
เมื่อไปถึงห้องเก็บศพ เ้าหน้าที่ก็เดินนำไปที่เตียงวางศพ “เชิญครับ”
อนาวิลเดินไปมองศพนั้นใกล้ๆกลิ่นเหม็นเน่าแทบจะทำให้เขาอยากอ๊วกแต่เขาก็พยายามฝืนทนเอาไว้ยกมือปิดปากปิดจมูกที่ใส่หน้ากากอนามัยที่เ้าหน้าที่ยื่นให้สวมก่อนเข้ามาในห้องนี้ไผ่ตงก็แทบจะอ๊วกเช่นกัน เขาฝืนทนเอาไว้ มองดูศพบนเตียง ใบหน้าศพเละจนดูไม่ออกแต่รอยสักรูปดอกกุหลาบที่แขนศพกับแหวนแต่งงานที่นิ้วก็เป็เครื่องยืนยันอย่างดีว่า ศพๆ นี้คือลูกสาวของเขาคือมธุรินลูกสาวของเขาที่หายตัวไปหลายวันติดต่อยังไงก็ติดต่อไม่ได้เลยเป็มธุรินแน่นอน!
“ใช่ญาติคุณไหมครับ?”เ้าหน้าที่ถาม ไผ่ตงพยักหน้ารับ น้ำตาไหลลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ อนาวิลก็เช่นกันน้ำตาไหลนองหน้า เขาเป็ผู้ชายที่ถูกพ่อสอนให้อดทนไม่ร้องไห้ง่ายๆ มาั้แ่เล็กๆแต่ตอนนี้เขากลั้นไม่ไหวแล้วจริงๆ พี่สาวฝาแฝดจู่ๆ ก็ตายจากไปแบบนี้ เขาจะไม่เสียใจได้ยังไงครั้งสุดท้ายที่คุยกันคือเมื่อหลายวันก่อน เขายังวิดีโอคอลกับรินอยู่เลยว่ากลับบ้านครั้งหน้าเขาจะซื้อน้ำหอมจากดิวตี้ฟรีในสนามบินไปฝากน้ำหอมเขายังไม่ได้ซื้อ คนรับก็ตายจากไปเสียแล้ว “อึก...อึก...”
“ถ้างั้นผมขอเส้นผมส่งตรวจDNA พิสูจน์ความเป็ญาติหน่อยครับ” เ้าหน้าที่บอกไผ่ตงพยักหน้า “ครับ อึก...”
เขาเช็ดๆน้ำตา เ้าหน้าที่ก็ขยับไปถอนเส้นผมมาสามสี่เส้นเก็บหลักฐานส่งตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวข้องทางสายเืเพราะว่าศพใบหน้าเละจนมองไม่ออกว่าเป็ใคร ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวข้องทางสายเืยืนยันให้แน่ใจว่าใช่ญาติกันจริงๆ
“เชิญครับ”เ้าหน้าที่ผายมือเชิญออก ไผ่ตงกับอนาวิลจึงเดินออกจากห้องเก็บศพน้ำตานองหน้ากันทั้งสองคน ทั้งสองเดินกลับไปที่ห้องฉุกเฉินอีกครั้งมธุรดาฟื้นขึ้นมาแล้ว เมื่อเธอเห็นสามีกับลูกชายก็อ้าปากถาม “ยัยริน...ยัยริน...”
เธอพูดคำว่า‘ตาย’ ไม่ออก คำๆนั้นมันจุกอยู่ที่คอหอย พูดไม่ออกจริงๆ น้ำตาก็คลอในดวงตาไผ่ตงก้าวเข้าไปกุมมือภรรยา ตัดสินใจบอกข่าวร้ายให้เธอรับรู้ “ยัยรินตายแล้ว”
“ไม่จริง...ไม่จริง...”มธุรดาส่ายหน้าอย่างยอมรับความจริงไม่ได้ ไผ่ตงได้แต่กุมมือภรรยาเอาไว้มธุรดาไม่อยากยอมรับ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นมันก็ทำให้เธอไม่อาจไม่ยอมรับเธอจึงร้องไห้ออกมา “ยัยริน...โฮๆๆๆๆ...”
เธอโผกอดสามีร้องไห้โฮๆอย่างกลั้นไม่อยู่ ไผ่ตงก็ร้องไห้เช่นกัน อนาวิลก็ร้องไห้เขาทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงพยาบาลจึงเข้าไปพยุงเขาไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่งปิ่นโตเดินกลับมาเห็นบรรดาเ้านายร้องไห้ก็ร้องไห้ตามอีกคนชวินชะเง้อชะแง้อยู่หน้าห้อง เขาเห็นเ้านายพากันร้องไห้ก็ตาแดงๆน้ำตาคลออยู่ในดวงตา เขากับมธุรินเป็เพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเดียวกัน
เขาเป็รุ่นพี่ของมธุริน2 ปี เห็นมธุรินเป็เหมือนน้องสาวมาโดยตลอดหลังเรียนจบแล้วก็มาทำงานกับไผ่ตงด้วยการฝากฝังของมธุรินเขาจึงสำนึกในบุญคุณของรุ่นน้องคนนี้มาโดยตลอดตั้งใจทำงานจนได้รับความไว้วางใจจากไผ่ตง กลายเป็เสมือนมือขวาของไผ่ตงไปโดยปริยาย
ส่วนชาติชายก็ให้การกับตำรวจว่ามธุรินหายตัวไปั้แ่หลายวันก่อนเขาทั้งตามหาทั้งแจ้งความกับตำรวจในท้องที่เอาไว้ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลยจนกระทั่งพ่อตาไลน์บอกว่าเจอรถของภรรยาเขาอยู่ที่บ้านพักตากอากาศหลังนั้นเขาจึงรีบมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาดูด้วยตัวเองอย่างเป็ห่วงเป็กังวลครั้นทราบว่าเจอศพจึงขอตัวไปดูศพนั้นเพื่อดูให้แน่ใจว่าใช่ภรรยาของเขาหรือเปล่าหลังจากนั้นเขาก็ออกจากโรงพักมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลขณะที่อยู่ในรถเขาก็ถามลูกน้องว่า “ไอ้ศักดิ์มึงจัดการกล้องเรียบร้อยดีแล้วแน่นะ?”
“ครับนายผมจัดการดีแล้วครับ รับรองว่าไม่มีหลักฐานแน่นอนครับ” เกรียงศักดิ์ตอบอย่างมั่นใจชาติชายก็โล่งใจอีกครั้ง ทีนี้ก็เหลือแค่ยืนยันศพเท่านั้น หลังจากนั้นก็จัดงานศพแล้วทีนี้เขาก็จะได้เสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองของศรีภรรยาอย่างสุขสบายล่ะฮ่าๆๆๆ...
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ชาติชายก็ทำหน้ากังวลเป็ทุกข์เป็ร้อน รีบไปดูศพจากนั้นก็ยืนยันว่าศพผู้หญิงคนนั้นคือภรรยาของเขาที่หายตัวไปเมื่อหลายวันก่อนเ้าหน้าที่ก็บันทึกเอาไว้แล้วชาติชายก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปที่ห้องฉุกเฉินไปรวมตัวกับครอบครัวพ่อตาแม่ยายเกรียงศักดิ์ก็คอยปลอบใจเ้านายอยู่ข้างๆคอยประคับประคองเ้านายที่ทำท่าจะเป็ลมล้มพับไปได้ทุกเมื่อพยาบาลกับหมอก็ได้แต่ดูแลไปตามเื่ตามราว
หลังจากนั้นไผ่ตงก็รอจนกว่าเ้าหน้าที่จะตรวจชันสูตรศพเสร็จเรียบร้อยยืนยันว่าศพนั้นใช่มธุรินจริงๆ หลังจากนั้นเขาจึงจะทำเื่รับศพกลับไปทำพิธีได้ส่วนมธุรดาก็ถูกแอดมิดเข้าห้องพิเศษของโรงพยาบาลชวินก็คอยจัดการดูแลไปตามเื่ตามราวทั้งไปซื้อเสื้อผ้ามาให้เ้านายทั้งสามรวมถึงสาวใช้ปิ่นโตคนนั้นด้วยแน่นอนว่าเสื้อผ้าที่ซื้อย่อมเป็เสื้อผ้าพื้นๆ อย่างเช่นเสื้อยืด กางเกงวอร์มกางเกงชั้นใน ที่มีขายทั่วๆ ไปจากร้านหน้าโรงพยาบาลทั้งซื้อของกินไปให้เ้านายทั้งหลาย แม้ว่าเขาจะเสียใจมากแต่ว่าเขาก็พยายามสะกดกลั้นความเสียใจเอาไว้ ตอนนี้มีแค่เขาที่ช่วยดูแลคนทั้ง 4เท่านั้น
เวลาผ่านไป เ้าหน้าที่ก็ตรวจชันสูตรศพเสร็จแล้ว ยืนยันว่าไผ่ตงกับศพๆนั้นเป็ญาติกันจริงๆ เมื่อได้รับคำยืนยันแน่ชัดแล้วไผ่ตงก็เศร้าเสียใจยิ่งนักลูกสาวที่เขาอุตส่าห์เลี้ยงทะนุถนอมมาแต่อ้อนแต่ออก กลับตายจากไปเช่นนี้ทำให้เขาเสียใจจนอยากจะดื่มเหล้าให้ลืมสิ้นความเศร้าโศกนี้ไปเลยแต่ว่าเขาก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ หากเขาล้มไปเสียคน ภรรยาและลูกชายก็จะไร้หลักยึดหากเป็เช่นนั้นทั้งสองคนคงโศกเศร้าเสียใจจนแทบไม่เป็ผู้เป็คนเลยล่ะมั้งเขายังต้องเข้มแข็งไว้! ต้องเข้มแข็ง!จะปล่อยให้ตัวเองโศกเศร้าเสียใจจนเจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่อไม่ได้เด็ดขาด!
ส่วนมธุรดาก็โศกเศร้าเสียใจร้องไห้จนตาบวมแดงก่ำไปหมดเป็ลมไปแล้วเป็ลมไปอีก หมอกับพยาบาลก็คอยดูแลใกล้ชิด อนาวิลก็เสียใจเช่นกันเขาเศร้าซึมน้ำตาไหลพูดอะไรไม่ออกพี่สาวที่เป็เสมือนเพื่อนเล่นกันมาั้แ่เล็กแต่น้อยตายจากไปแล้วทำเขารู้สึกใกล้เคียงกับคำว่าโลกถล่มทลายเลยทีเดียว
ตำรวจก็ตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดแต่ภาพจากกล้องวงจรปิดก็ไม่อาจดูได้เนื่องจากวันเกิดเหตุเหมือนจะเกิดไฟดับทำให้ระบบไฟสำรองหมดไปด้วยเป็เหตุให้กล้องไม่ทำงานนี่ไม่ต่างอะไรจากกล้องเสียเลยสักนิด วันนั้นใครเข้าใครออกบ้างก็ไม่มีใครรู้ส่วนชาติชายก็มีหลักฐานยืนยันว่าวันนั้นเขาอยู่ที่บริษัทในกรุงเทพฯ ตลอดทั้งวันไม่ได้มาที่บ้านพักหลังนี้เลยอีกทั้งเขายังมีภาพยืนยันจากกล้องวงจรปิดที่บริษัทอีกด้วยดังนั้นชาติชายจึงไม่กลายเป็ผู้ต้องสงสัยและจากร่องรอยในที่เกิดเหตุคาดว่ามธุรินน่าจะพลัดตกลงไปเอง ประกอบกับไม่มีใครอยู่บ้านเลยทำให้ไม่มีใครรู้เื่ มธุรินตกลงไปข้างล่างจึงเสียชีวิตอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งพบเป็ศพอยู่ข้างล่างนั่น นี่คือข้อสรุปคร่าวๆ ของตำรวจ
งานศพของมธุรินจัดผ่านไปท่ามกลางความโศกเศร้าของญาติพี่น้องและเพื่อนพ้องผู้คนมากมายต่างไปร่วมงานศพ เพราะมธุรินจัดว่าเป็ไฮโซคนหนึ่งมีคนรู้จักในวงสังคมมากมาย อีกทั้งตระกูลฝ่ายมธุรดาก็ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆมีญาติพี่น้องนับกันไม่หวาดไม่ไหวเสี่ยกิมเฮงซึ่งเป็ตาของมธุรินจัดว่าเป็ไฮโซคนหนึ่งมีคนรู้จักมากมายมีบริษัทในมือหลายสิบบริษัท ดังนั้นงานศพของมธุรินจึงจัดเป็งานเล็กๆ ไม่ได้หลังงานศพผ่านพ้นไป อนาวิลก็ไปที่บ้านพักหลังนั้นตามลำพัง เขาไปเก็บข้าวของๆพี่สาวที่ยังอยู่ที่นั่น ขณะที่เก็บของเขาก็อยากสืบหาสาเหตุการตายไปด้วย
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : @www.readclub.in
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ